บทสรุปหลังเกม เรอัล มาดริด 1-1 เชลซี | พูลิซิช โชว์เทพ เบนเซม่า โชว์เก๋า จบเจ๊ากันไป

เรอัล มาดริด 1-1 เชลซี
Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter
Share on linkedin
LinkedIn

เชลซี กุมความได้เปรียบเล็กน้อยหลังจบเกม เรอัล มาดริด 1-1 เชลซี คว้าอเวย์โกล์สำคัญกลับบ้าน ศึก ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ ลีก รอบรองชนะเลิศ ยกแรก

Pulisic
คริสเตียน พูลิซิช ดีใจแบบสุดเหวี่ยงหลังซัดประตูขึ้นนำแบบเหนือชั้น

บทสรุปหลังเกม เรอัล มาดริด 1-1 เชลซี

เกมนี้ เรอัล มาดริด ใช้ระบบ ‘หลังสาม’ โดยได้ ราฟาเอล วาราน ที่หายจากอาการโควิดกลับมายืนประจำการในแดนหลัง โดยมี ดานี่ คาบาฆาล กับ มาร์เซโล่ ลงเล่นเป็น ‘วิงแบ็ค’ ด้านกองกลางใช้ 3 นักเตะตัวเก๋ายืนเป็นตัวจริงทั้งหมด ซึ่งการปรับหมากมายืนหลัง 3 ของซีดานในเกมนี้แสดงให้เห็นว่าพวกเขาไม่ต้องการเสียประตูในเกมนี้

ด้านทีมเยือนเล่นระบบหลังสามอยู่แล้วนับตั้งแต่การเข้ามาทำหน้าที่กุนซือของ โธมัส ทูเคิ่ล แม้ในผังจะเป็น 3-4-3 แต่ความจริงแล้ว ทูเคิ่ล ใช้ จอร์จินโญ่ เป็นตัวโฮลบอลยืนอยู่ด้านหน้าของแผงหลังในเกมนี้ และดัน เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ขึ้นไปเล่นในระนาบเดียวกับเมสันเมาน์ทและ คริสเตียน พูลิซิช โดยมี ติโม แวร์เนอร์ ยืนค้ำในแดนหน้า 

ทูเคิ่ลวางหมากมาในเกมนี้เพื่อทำลายการทำเกมจากแดนกลางที่เป็นจุดเด่นของทางเจ้าบ้าน ทำให้ ลูก้า โมดริช กับ โทนี่ โครส ไม่สามารถสร้างสรรค์เกมตามที่ตัวเองถนัดมากนัก ในขณะเดียงกันผู้เล่นวิงแบ็คทั้งสองฝั่งของเชลซีก็ดันขึ้นมาเล่นเกมรุกสูฃเหมือนกับพวกเขาเล่นเป็นปีกในเกมนี้ทำให้เกมบุกเชลซีดูไหลลื่นและทำเกมบุกได้อย่างวูวาบโดยเฉพาะในครึ่งแรก

สิงโตน้ำเงินคราม เล่นได้อย่างยอดเยี่ยมตั้งแต่ต้นเกม พวกเขาเดินหน้าบุกโดยไม่เกรงกลัวศักดิ์ศรีและความยิ่งใหญ่ของราชันชุดขาว และมีโอกาสได้ลุ้นประตูจาก ติโม แวร์เนอร์ ที่ยิงจ่อๆไปติดเซฟอดีตนายทวารเชลซีแบบเหลือเชื่อและอีกไม่กี่นาทีต่อมาเจ้าตัวก็มีโอกาสได้ส่องประตูอีกครั้งแต่ก็ยังไม่ดีพอ

อย่างไรก็ตามทีมเยือนก็มาได้ประตูขึ้นนำจนได้ จากความนิ่งของ คริสเตียน พูลิซิช ที่เลี้ยงบอลหนี กูร์กตัวส์ ก่อนยิงเข้าไปง่ายๆ ส่งเชลซีออกนำไปก่อน 1-0 กุมความได้เปรียบในฐานะทีมเยือนตั้งแต่ต้นเกม

เชลซียังดูเหนือกว่าจริงหากมองภาพรวมในครึ่งแรกแต่ เรอัล มาดริด ที่เก๋าเกมสุดๆในรายการนี้ก็ยังมาไล่ตามตีเสมอได้สำเร็จจาก เบนเซม่า ที่กลายเป็นเดอะ แบก ของ โลสบลังโกส ชุดนี้อย่างแท้จริงหลังต้องตกอยู่ภายใต้ร่มเงาของ CR7 มาอย่างยาวนาน 

เกมในครึ่งหลังเป็นเรอัล มาดริด ที่ดูดีขึ้นและเล่นได้เหนือกว่าเชลซี แต่เกมรับที่เหนียวแน่นบวกกับความสุดยอดของ เอ็นโกโล่ ก้องเต้ บุรุษที่สื่อรวมไปถึงแข้งดังมากมายต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเขาคือชายผู้มี 15 ปอด เจ้าตัววิ่งพล่านไปทั่วทั้งสนาม ทำได้ดีเยี่ยมทั้งรุกและรับจนคว้ารางวัล แมน ออฟ เดอะ แมทซ์ ในเกมนี้ไปครอง

สถิติหลังจบเกม

เรอัล มาดริด

สถิติสำคัญ

เชลซี

51%

การครองบอล

49%

9

จำนวนยิงทั้งหมด

11

6

ยิงออกนอกกรอบ

2

10

สร้างโอกาส

10

506

ความแม่นยำในการผ่านบอล

502

87%

ความสำเร็จในการผ่านบอล

89%

11

ฟาวล์

9

4

เตะมุม

6

2

ล้ำหน้า

2

ตัดเกรดแข้งเชลซีหลังจบเกม

11 ผู้เล่นตัวจริง

เอดูอาร์ เมนดี้ : 6
แม้ว่าตลอดทั้ง เมนดี้ จะไม่ได้โชว์ฟอร์มซักเท่าไหร่ และเสียประตูในเกมนี้อีกด้วยแต่ก็ต้องยอมรับว่าประตูที่เสียนั้น จนปัญญาที่จะป้องกันเอาไว้จริงๆ

อันเดรียส คริสเตนเซ่น : 7
กลายเป็นแนวรับตัวหลักของทีมไปแล้วในระยะหลัง ความนิ่งที่มีเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดช่วยให้เชลซีเก็บคลีนชีตได้มากมายยามมี คริสเตนเซ่นยืนเป็นตัวจริงในแดนหลัง เกมนี้เจ้าตัวก็เล่นได้โดดเด่นเช่นกัน โดยตัดบอลได้ 3 ครั้ง และไม่มีข้อผิดพลาดอะไร

ติอาโก้ ซิลวา : 7.5
ความเก๋าเกมของ ซิลวา ช่วยเกมรับเชลซีได้เยอะมากในเกมนี้ ช่วยป้องกันไม่ให้ทีมต้องเจอกับจังหวะอันตรายหลายครั้ง

อันโตนิโอ รือดิเกอร์ : 7.5 
ช่วยเกมรับได้แข็งแกร่ง ยืนตำแหน่งเยี่ยม สปีดไม่มีตก แถมมีส่วนร่วมกับประตูขึ้นนำ 1-0 ที่วางบอลยาวให้กับ พูลิซิช

เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า : 6 
ช่วงแรกๆ รับมือกับ วินิซิอุส จูเนียร์ ได้ดี แต่หลังจากนั้นเริ่มเอาไม่อยู่ ก่อนถูกเปลี่ยนตัวออกกลางครึ่งหลัง

เอ็นโกโล่ ก็องเต้ : 8
แทบจะโผล่ทุกที่ในสนาม ช่วยตัดเกมได้ดี แถมวิ่งบุกตะลุยได้มันส์หยด จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ ที่มีสถิติพาบอลผ่านนักเตะทีมคู่แข่งถึง 6 ครั้ง ซึ่งมากสุดในเกมนี้

จอร์จินโญ่ : 7.5
ประสานงานแดนกลางกับ ก็องเต้ ได้ดี ตัดบอลได้ 3 ครั้ง ซึ่งมากสุดในทีมเท่ากับ คริสเตนเซ่น 

เบน ชิลเวลล์ : 7
ช่วยทีมได้ดีพอสมควรทั้งรับและรุก สร้างโอกาสให้เพื่อนลุ้นทำประตู 2 หน ซึ่งมากสุดอันดับสองของทีม  (รองจาก พูลิซิช ที่ทำได้ 3 ครั้ง)

เมสัน เมาท์ : 7 
เป็นเกมที่สร้างโอกาสให้เพื่อนลุ้นทำประตูไม่ได้เลยแม้แต่หนเดียว ทว่ามีความแม่นยำในการผ่านบอลเข้าเป้าสูงถึง 96% โดยเฉพาะการผ่านบอลในพื้นที่สุดท้าย และมีความมุ่งมั่นที่จะสร้างความแตกต่าง

คริสเตียน พูลิซิช : 8 
ร้ายและนิ่งมากๆ กับประตูขึ้นนำ 1-0 ที่เจ้าตัวพาบอลหลบ ติโบต์ กูร์กตัวส์ ก่อนยิงเข้าไป เล่นได้อันตรายมากๆ ในช่วงครึ่งชั่วโมงแรก สร้างโอกาสให้เพื่อนได้หลายครั้งด้วย แต่ค่อยๆ ดร็อปลงไป ก่อนถูกเปลี่ยนตัวออกช่วงกลางครึ่งหลัง

ติโม แวร์เนอร์ : 6
ช่วงต้นเกมมีโอกาสยิงจ่อๆ แต่ดันไปตรงตัวนายทวารทีมเจ้าถิ่น รวมแล้วทั้งเกมมีโอกาสยิง 4 หน ซึ่งมากสุดในทีม แต่ก็ไม่ดีพอเป็นประตู ถือเป็นเกมที่ค่อนข้างหน้าผิดหวังสำหรับเจ้าตัว แม้มีความทุ่มเทเพื่อทีมเต็มที่ก็ตาม

ตัวสำรอง

ฮาคิม ซิเย็ค (แทน พูลิซิช น. 66) : 6.5 
ได้ลุ้นยิง 2 หน มีส่วนร่วมกับเกมไม่น้อย ช่วยยกระดับเกมขึ้นมาได้ แต่ยังขาดในจังหวะสุดท้าย 

ไค ฮาแวร์ตซ์ (แทน แวร์เนอร์ น. 66) : 5.5
ใช้ความเร็วป่วนแนวรับเจ้าถิ่นได้บ้าง แต่ไม่มีทีเด็ดทีขาด

รีซ เจมส์ (แทน อัซปิลิกวยต้า น. 66) : 6
อย่างน้อยช่วยให้เกมรุกตรงริมเส้นดูมีชีวิตชีวามากกว่าตอน อัซปิลิกวยต้า อยู่ในสนาม 

เรอัล มาดริด 1-1 เชลซี

บทสรุป

 แม้จะไม่สามารถรักษาสกอร์นำได้ตลอดรอดฝั่งก็ตาม แต่สุดท้ายแล้วผลเสมอแบบมีสกอร์ทำให้ เชลซี กลับไปเล่นเกมเลกสองที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ พร้อมกับความได้เปรียบที่สำคัญมากๆ นั่นก็คือการได้ประตูทีมเยือนหรืออเวย์โกล

เพียงแค่พวกเขาเสมอแบบไร้สกอร์ในเกมนัดต่อไป นั่นก็เพียงพอที่จะทำให้ เชลซี ทะลุเข้ารอบชิงชนะเลิศได้ อย่างไรก็ตามเชื่อว่า ทูเคิ่ล คงไม่คิดที่จะมาเล่นเกมรับใน “เดอะ บริดจ์” แน่นอน เพราะการทำแบบนั้นกับ แชมป์ถ้วยใบโตยุโรป  13 สมัยถือเป็นการฆ่าตัวตายชัดๆ 

แต่แน่นอนว่าพวกเขาคงเล่นแบบรัดกุมซึ่ง กุนซือเลือดด๊อยท์ช ก็มักจะทำได้ดีเวลาวางหมากเพื่อเน้นผลการแข่งขัน ยิ่งไปกว่านั้นเกมหน้า เรอัล มาดริด ต้องเดินหน้ายิงประตูให้เร็วที่สุด งานนี้อาจจะได้เห็นทีเด็ดจากพวกแข้งความเร็วสูงของ “สิงห์บลูส์” ก็ได้ 

บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ที่ : chelsea-th.com
เฟซบุ๊กแฟนเพจ : chelsea-th