ย้อนรอยการคว้า แชมป์พรีเมียร์ลีก 6 สมัยของ เชลซี

0
115
ย้อนรอยการคว้า แชมป์พรีเมียร์ลีก 6 สมัยของ เชลซี

เชลซี คว้า แชมป์พรีเมียร์ลีก หรือ ลีกสูงสุดมาแล้วทั้งหมด 6 สมัย โดยครั้งแรกเกิดขึ้นในฤดูกาล 1954/55 ซึ่งยังเป็นดิวิชั่น 1 อยู่ในขณะนั้น ส่วนครั้งที่สองเกิดขึ้นเมื่อฤดูกาล 2004/05 ซึ่งห่างกันถึง 50 ปี

มาย้อนดูกันว่าการคว้า แชมป์พรีเมียร์ลีก ของ เชลซี ในแต่ละสมัยมีเรื่องราวอะไรที่น่าสนใจเกิดขึ้นบ้าง ตั้งแต่ต้นฤดูกาลไปจนถึงการชูถ้วยแชมป์

แชมป์ดิวิชั่น 1 ฤดูกาล 1954/55

2

นี่คือฤดูกาลแห่งประวัติศาสตร์ของสโมสรอย่างแท้จริง แชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษที่เชลซีสามารถคว้ามาครองได้เป็นครั้งแรกของสโมสเกิดขึ้นหลังจากก่อตั้งทีมมาได้เกือบ 50 ปี

สิงโตน้ำเงินครามเริ่มต้นฤดูกาลได้ดี แต่แล้วเมื่อมาถึงช่วงเดือนกันยายน ฟอร์มของพลพรรคสิงห์บลูก็ดรอปลงไปจนทำให้ในช่วงเดือนพฤศจิกายนพวกเขาหล่นลงไปอยู่ในอันดับที่ 12 ของตารางและการคว้าแชมป์แทบจะเป็นไปได้ยาก

แต่แล้วในช่วงคริสต์มาส พวกเขาก็กลับมาระเบิดฟอร์มได้อีกครั้ง เชลซีสามารถยิงประตูได้อย่างต่อเนื่องและเก็บแต้มได้เป็นกอบเป็นกำในขณะที่ทีมอื่นๆ ยังคงทำแต้มหล่นหาย

9 เมษายน คือนัดสำคัญเมื่อเชลซีเปิดสแตมป์ฟอร์ด บริดจ์รับการมาเยือนของคู่แข่งแย่งแชมป์อย่าง ‘วูล์ฟแฮมป์ตัน’ และเป็นสิงห์บลูที่เปิดบ้านเฉือนชนะไปได้ 1-0 จากลูกจุดโทษของ ‘ปีเตอร์ ชิลเล็ทท์’ ต่อหน้าแฟนบอลถึง 75,000 คนในวันนั้น

ทุกอย่างยังคงเป็นใจให้เชลซีเมื่อ วูล์ฟ ทำได้แค่เสมอกับ พอร์ทสมัธ 0-0 และเพียงแค่เชลซีเอาชนะเชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ สิงโตน้ำเงินครามจะสร้างประวัติศาสตร์ได้ทันที

‘เท็ด แดร็ก’ ผู้จัดการทีมในขณะนั้นนำลูกทีมลงเล่นในบ้านต่อหน้าแฟนบอลห้าหมื่นกว่าคน ก่อนพาเชลซีเอาชนะไปได้สำเร็จ 3-0 คว้าแชมป์ลีกสูงสุดของประเทศได้เป็นครั้งแรกของสโมสรทิ้งห่างอันดับสองอย่าง วูล์ฟ ที่ 4 คะแนน

โดยในฤดูกาลนั้น ‘รอย เบนท์ลีย์’ คว้าดาวซัลโว มาครองได้สำเร็จโดยยิงไปทั้งหมด 21 ประตู ในขณะที่ ‘ดิเร็ก ซอนเดอร์’ และ ‘อิริค พาร์สัน’ คือนักเตะที่ลงสนามให้ทีมมากที่สุดถึง 42 นัดตลอดทั้งฤดูกาล

แชมป์พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2004/05

3

ผ่านไป 50 ปีหลังจากที่จารึกประวัติศาสตร์สโมสร ดิวิชั่น 1 ถูกเปลี่ยนชื่อเป็นพรีเมียร์ลีก คราวนี้พวกเขาทำได้อีกครั้งหลังจากการเข้ามาของ ‘โรมัน อบราโมวิช’ ที่ทำการปรับเปลี่ยนทีมมากมาย

การจากไปของเฮ้ดโค้ชชาวอิตาเลียน อย่าง ‘คลาดิโอ รานิเอรี’ ถูกแทนที่ด้วยการเข้ามาของ ‘โชเซ่ มูรินโญ่’ โค้ชหนุ่มไฟแรงชาวโปรตุกีสที่มาพร้อมกับดีกรี แชมป์ยุโรปกับปอร์โต้พร้อมวลีที่ติดหูแฟนบอลทั่วโลก “เดอะ สเปเชียล วัน”

มูรินโญ่ พาเชลซีเก็บชัยชนะได้อย่างต่อเนื่อง โดยเอาชนะคู่แข่งแย่งแชมป์ได้ทั้ง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และอาร์เซนอล พาทีมขึ้นไปอยู่หัวตารางได้สำเร็จ

‘แมนเชสเตอร์ ซิตี้’ คือทีมแรกที่ยัดเยียดความปราชัยให้กับเชลซีหลักจากที่ นิโกล่าส์ เอนลก้า ยิงจุดโทษเข้าไป อย่างไรก็ตามสิงห์บลูก็กลับมาเก็บชัยชนะได้ถึง 6 นัดรวดทำแต้มหนีห่างอันดับ 2 สองคะแนน

มูรินโญ่ทำให้เชลซีชุดนั้นไร้เทียมทานสุดๆ พวกเขาเดินหน้าเก็บแต้มจากคู่แข่งอย่างต่อเนื่องและทำแต้มทิ้งห่างอันดับสองไปถึง 13 คะแนนเมื่อถึงเดือนเมษายน

จนเมื่อวันที่ 30 เมษายน สิงโตน้ำเงินครามมีคิวบุกไปเยือน ‘โบลตัน วันเดอร์เรอส์’ โดยมี ‘แฟรงค์ แลมพาร์ด’ รับบทเป็นพระเอกในวันนั้นด้วยการเหมาคนเดียว 2 ประตูส่งให้เชลซีเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยแรกได้สำเร็จ

ฤดูกาลนั้น แลมพาร์ด ที่เล่นในตำแหน่งกองกลาง ซัดไปถึง 20 ประตูและเชลซีก็สร้างสถิติเป็นทีมแรกที่เก็บแต้มต่อหนึ่งฤดูกาลได้มากที่สุดถึง 95 แต้มโดยพวกเขาแพ้ไปเพียงแค่นัดเดียวเท่านั้นในเกมลีกตลอดทั้งฤดูกาล

แชมป์พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2005/2006

4

เชลซีชุดเดิมที่ยังนำทัพด้วยโชเซ่ มูรินโญ่ยังคงแข็งแกร่ง พวกเขาเปิดฤดูกาลด้วยการไปเยือนวีแกน แต่ไม่ใช่งานง่ายเท่าไหร่นักที่เก็บสามแต้มได้เพราะต้องรอถึงช่วงท้ายเกมกว่าเฮอร์นัน เครสโปจะยิงประตูสุดสวยช่วยให้เชลซีคว้าสามแต้มมาได้อย่างหืดจับ

เชลซีโชว์ฟอร์มได้อย่างสวยหรูด้วยการเก็บชัยชนะได้ถึง 6 เกมรวดโดยไม่เสียประตูเลย ก่อนจะมาเสียประตูในสามนัดถัดมาด้วยการพลิกชนะแอสตัน วิลล่า ถล่ม ลิเวอร์พูลและโบตันด้วยสกอร์ 4-1 และ 5-1 ตามลำดับ

มาถึงช่วงเดือนตุลาคม สิงโตน้ำเงินครามสะดุดเสมอนัดแรกด้วยน้ำมือของเอฟเวอร์ตัน และพ่ายต่อผีแดงเป็นทีมแรกแต่สิงห์บลูยังนำเป็นจ่าฝูงด้วยการมีแต้มห่างอันดับ 2 ถึง 9 คะแนน

เดอะ บลูส์ยังมีฟอร์มที่ยอดเยี่ยมพวกเขาเก็บแต้มได้มากมายจนถึงเดือนมกราคมพวกเขาทำแต้มทิ้งห่างอันดับ 2 ไปถึง 14 คะแนน

การพ่ายแพ้ที่ย่อยยับที่สุดของมูรินโญ่ต่อมิดเดิลสโบรห์ 3-0 ไม่ได้ส่งผลกระทบมากนักเพราะพลพรรคสิงห์บลูยังคงเก็บแต้มจากเกมอื่นๆได้อย่างต่อเนื่องทำให้มีแต้มทิ้งห่างแมนฯยูถึง 18 แต้มในเดือนกุมภาพันธ์ ทำให้การคว้าแชมป์ติดต่อกันเป็นสมัยที่ 2 เริ่มเป็นภาพที่ชัดเจนขึ้น

แม้จะแพ้มากกว่าฤดูกาลก่อนแต่เกมนัดสำคัญก็เดินทางมาถึงเมื่อเชลซีเปิดบ้านถล่มแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดแบบขาดลอยถึง 3-0 การันตีแชมป์ฤดูกาลนี้อย่างแน่นอน ก่อนปิดฤดูกาลด้วยการเอาชนะนิวคาสเซิล 1-0 เก็บแต้มไปได้ 91 คะแนนเหนืออันดับ 2 อย่างผีแดง 8 คะแนน

มูรินโญ่และลูกทีมสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ 2 สมัยติดเป็นครั้งแรกแถมเก็บแต้มได้อย่างมากมายทำให้เชลซีในยุคนั้นไร้เทียมทานสุดๆ และเชลซีคือคู่แข่งที่หลายๆ ทีมไม่อยากเจอ

แชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2009/10

5

แชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยที่ 4 ของเชลซีต้องรอนานถึง 4 ปีหลังจากการคว้าแชมป์ครั้งหลังสุด มูรินโญ่ต้องจากทีมไปและมีโค้ชเข้ามาทำงานที่สแตมฟอร์ด บริดจ์หลายรายจนมาถึงยอดโค้ชที่ประสบความสำเร็จมาอย่างมากมายกับเอซี มิลานมา เขาคนนั้นคือคาร์โล อันเชลอตติ

เชลซีใช้แผลการเล่น 4-4-2 โดยใช้หน้าคู่อย่างดร็อกบาและอเนลกา ทั้งสองคนช่วยกันยิงประตูได้เป็นกอบเป็นกำช่วยให้เชลซีเก็บชัยชนะได้อย่างถล่มทลาย

สิงโตน้ำเงินครามเริ่มต้นฤดูกาลได้อย่างดีแต่ต้องมาแพ้นัดแรกต่อวีแกนหลังเหลือผู้เล่นเพียงแค่ 9 คนในเกมนั้น และมาแพ้นัดที่สองให้กับแอสตัน วิลล่า แต่พวกเขาก็กลับมาได้สำเร็จด้วยการชนะ 5 เกมรวด ซึ่งเป็นการชนะทั้ง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดและอาร์เซนอล แต่ต้องมาแพ้อีกครั้งให้กับแมนเชสเตอร์ ซิตี้หลังจากนั้น

เข้าสู่ช่วงปีใหม่เชลซียังคงร้อนแรงด้วยการยิงซันเดอร์แลนด์ไปถึง 7 ลูกและยังนำเป็นจ่าฝูงหลังจากจบเดือนมกราคม

มาถึงเดือนกุมภาพันธ์เชลซีเอาชนะอาร์เซนอลได้แต่ต้องมาแพ้คาบ้านให้กับแมนเชสเตอร์ ซิตี้อีกครั้งแต่อย่างไรก้ตามการเจอกับปอร์ทสมัธและแอสตัน วิลล่าแสดงให้เห็นถึงศักยภาพอันเหลือเชื่อของทีมด้วยการยิงรวมกันสองเกมไปมากถึง 12 ประตูและเสียเพียงแค่ 1 ประตูเท่านั้น

เชลซีและแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดขับเคี่ยวกันอย่างสูสีและแมนฯยูขึ้นเป็นจ่าฝูงเหนือเชลซี 1 คะแนนและจุดเปลี่ยนก็มาถึงเมื่อทั้งสองทีมต้องโคจรมาพบกันและเป็นเชลซีที่บุกมาเอาชนะไปได้ถึงโอลด์ แทร็ฟฟอร์ดทำให้เชลซีกลับไปเป็นจ่าฝูงอีกครั้ง

แม้ว่าจะพลาดแพ้ให้กับคู่แข่งร่วมกรุงลอนดอนอย่างสเปอร์สในช่วงกลางเดือนเมษายนแต่เชลซีแสดงถึงความเป็นแชมป์ให้ได้เห็นเมื่อพวกเขาเดินหน้ายิงประตูคู่แข่งอย่างถล่มทลายหลังจากนั้น

สิงห์บลูและผีแดงขับเคี่ยวจนถึงนัดสุดท้ายของฤดูกาล เชลซีจะเป็นแชมป์ทันทีถ้าชนะนัดสุดท้าย และพวกเขาก้ไม่ทำให้สาวกเชลซีต้องผิดหวังเมื่อพวกเขาเดินหน้าถล่ม     วีแกน แบบไม่ไว้หน้า 8-0 และคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยที่ 4 มาครองได้แบบยิ่งใหญ่

อันเชลอตติ พาเชลซีเป็นแชมป์ได้อย่างสวยงานพวกเขาเดินหน้ายิงประตูคู่แข่งแบบถล่มทลายและจบด้วยการยิงเป็นสถิติของพรีเมียร์ลีกที่ 103 ประตู ส่วนปีเตอร์ เช็คคว้ารางวัลถุงมือทองคำมาครองหลังจากเก็บคลีนชีตได้ถึง 17 นัดในฤดูกาลนั้น

แชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2014/15

6

การกลับมาคุมทีมเป็นคำรบที่สองของ มูรินโญ่ และพาเชลซีเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยที่ 5 ได้สำเร็จ

หลังจากต้องแยกทางกับเรอัล มาดริด เชลซีที่ในขณะนั้นต้องการผู้จัดการทีมเช่นเดียวกันจึงไม่รอช้ารีบติดต่อจ่ามูทันที จนในที่สุดหนึ่งในผู้จัดการทีมที่สาวกเชลซีรักก็ได้กลับมาสู่รั้วสแตมฟอร์ด บริดจ์อีกครั้ง

การกลับมาครั้งนี้ของน้ามูได้มีเรื่องขำเกิดขึ้นเล็กน้อยนั่นก็คือเขาได้บอกกับแฟนบอลและสื่อว่าตอนนี้เขาไม่ใช่เดอะ สเปเชียลวันอีกแล้ว แต่เขาคือเดอะ แฮปปี้วันต่างหาก

เชลซีเริ่มต้นฤดูกาลได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยการเก็บชัยชนะได้ 4 นัดรวดโดยหนึ่งในนั้นเป็นการบุกไปถล่มเอฟเวอร์ตันถึงกู๊ดดิสัน พาร์คถึง 6-3

เชลซีไม่แพ้ใครเลยจนกระทั่งต้องโคจรมาพบกับนิวคาสเซิล ซึ่งเป็นทีมที่เชลซีแพ้ทางเหลือเกินและก็เป็นอีกครั้งที่ สาลิกาดง หยุดความร้อนแรงของเชลซีเอาไว้ได้ในเดือนธันวาคม

ในวันปีใหม่นั้นเองเชลซีต้องมาเจอกับแมนเชวเตอร์ ซิตี้และก็เป็นอีกครั้งที่เรือใบสีฟ้าสร้างรอยแผลและความเจ็บปวดให้กับเชลซีและแฟนสิงห์บลู แม้ว่าจะถูกขัดขาแต่หลังจากนั้นอีก 15 เกมเชลซีแสดงศัลกยภาพที่ยอดเยี่ยมอีกครั้งด้วยการคว้าชัยไปถึง 11 นัดและไม่แพ้ใครเลยส่งให้พวกเขาทำแต้มห่างอันดับ 2 ถึง 16 คะแนน

ไม่มีทีมไหนหยุดความร้อนแรงของเชลซีได้อีกแล้วพวกเขาเดินหน้าคว้าชัยชนะอย่างต่อเนื่องและคว้าแชมป์มาครองได้ในที่สุดแบบม้วนเดียวจบ

บรรดาแข้งสิงห์บลูพาเหรดกันติดทีมยอดเยี่ยมเกือบครบทั้งทีมและนักเตะแต่ละคนก็รักษาฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยมเอาไว้ได้อย่างเสมอต้นเสมอปลาย ทำให้เชลซีคว้าแชมป์แบบรวดเดียวจบด้วยการขึ้นนำเป็นจ่าฝูงตั้งแต่นัดเปิดฤดูกาลจนถึงวันที่คว้าแชมป์ เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งความสุดยอดของเชลซีชุดนั้น

แชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2016/17

7

เป็นอีกครั้งที่มูรินโญ่ต้องอำลาทีมไปและเชลซีก็ตอบสนองด้วยการดึงกุนซือมากฝีมือที่ฝากผลงานอันยอดเยี่ยมไว้กับยูเวนตุสรวมไปถึงทีมชาติอิตาลีอย่าง อันโตนิโอ คอนเต้

ช่วงแรกหลังเปิดฤดูกาลเชลซียังมีฟอร์มการเล่นที่ไม่ค่อยสู้ดีนักเหมือนกับว่าพวกเขายังหาจุดลงตัวของทีมยังไม่เจอ

จนเมื่อคอนเต้ตัดสินใจใช้แผนการเล่นเป็น 3-4-3 เรียกได้ว่าเป็นที่ฮือฮามากๆ ในช่วงนั้นเพราะหลังจากที่เปลี่ยนมาใช้แผนการเล่นนี้เหมือนกับเชลซีติดปีกพวกเขาเดินหน้าเก็บชัยชนะได้อย่างต่อเนื่อง

การบุกไปชนะเรือใบสีฟ้าได้ 3-1 ภายใต้การกุมบังเฮียนของโครตกุนซืออย่างเป็บ กวาดิโอลา คือหนึ่งในผลงานชิ้นโบว์แดงของเชลซี

พวกเขาเดินหน้าเก็บชัยชนะได้ต่อเนื่องจนสร้างสถิติสำคัญเอาไว้ได้ด้วยการเก็บสามแต้ม 13 นัดติดต่อกันก่อนจะถูกสเปอร์หยุดเอาไว้ได้

สิงห์บลูเอาชนะอาร์เซนอลได้ในลอนดอนดาร์บี้แมตซ์แต่มาพ่ายให้กับ คริสตัน พาเลซแบบพลิกล็อก 1-2 แต่พวกเขาก็กลับมาได้ด้วยการเอาชนะ เรือใบสีฟ้า 2-1

ผีแดงสร้างความหวั่นใจให้กับสวกเชลซีอีกครั้งหลังจากที่เอาชนะเชลซีไปได้ 2-0 ซึ่งนี่เป็นการแพ้ในลีกนัดสุดท้ายของเชลซีในฤดูกาลนั้น โดยโปแกรมการแข่งขันนัดที่เหลือพวกเขาเก็บสามแต้มได้ทั้งหมด รวมไปถึงการบุกไปชนะเวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน 1-0 จากประตูโทนของตัวสำรองอย่าง มิชี่ บัตชูอายี่ และความแชมป์ไปครองในขณะที่เหลือโปรแกรมอีก 2 นัด

สิงโตน้ำเงินครามฉลองแชมป์ในบ้านได้อย่างสวยงามด้วยการเอาชนะในบ้านต่อซันเดอร์แลนด์ 5-1

ทั้งหมดนี้คือการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 6 สมัยของเชลซี ซึ่งแต่ละฤดูกาลก็มีเรื่องราวและความทรงจำดีๆมากมาย นี่แหล่ะความสวยงามของฟุตบอลมีสุขมีทุกข์ปะปนกันไป แม้ว่าจะเป็นเวลาหลายปีแล้วที่เชลซีไม่สามารถกลับมายืนณ. จุดสูงสุดได้ แต่เชื่อว่าอีกไม่นานพวกเขาจะกลับมาเขย่าบัลลังก์ได้อีกครั้งอย่างแน่นอน

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่ : https://chelsea-th.com/

เว็บไซต์หลักของสโมสร : https://www.chelseafc.com/th

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here