คลังเก็บหมวดหมู่: ประวัติสโมสรเชลซี

พรีเมียร์ลีก

ประวัติเชลซี ในศึกพรีเมียร์ลีก ตั้งแต่ฤดูกาล 1992/93 – 2019/20

ศึกฟุตบอล พรีเมียร์ลีก (Premier League) หรือชื่อเต็มว่า เอฟเอ พรีเมียร์ลีก (FA Premier League) คือลีกฟุตบอลอันดับหนึ่งของประเทศอังกฤษ บริหารโดยสมาคมฟุตบอลอังกฤษ


ประวัติ พรีเมียร์ลีก

เดิมทีแล้ว พรีเมียร์ลีก เคยใช้ชื่อว่า ฟุตบอลลีกดิวิชั่น 1 โดยมีการจัดการแข่งขันมาตั้งแต่ปี 1888 ซึ่งเป็นลีกฟุตบอลที่มีอายุมากที่สุดในโลกและได้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญขึ้นเมื่อฤดูกาล 1992/93

รูเพิร์ธ เมอร์ด็อก นักธุรกิจสื่อสารรายใหญ่เจ้าของเครือข่ายโทรทัศน์ชื่อดังแห่งหนึ่ง มีความต้องการที่จะผลักดันให้บรรดาสโมสรที่ลงแข่งขันในศึกดิวิชั่น 1 ถอนตัวเพื่อมาจัดตั้งเป็น พรีเมียร์ลีก

และนั่นเองจึงทำให้ลีกฟุตบอลที่เก่าแก่ที่สุดในโลกเป็นอันต้องยุติลง ในขณะเดียวกันฟุตบอลลีกดิวิชั่น 2 ก็ได้เปลี่ยนชื่อมาเป็นดิวิชั่น 1 แทนเช่นเดียวกับดิวิชั่นอื่นที่เกิดการเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกัน

การแข่งขันในศึก พรีเมียร์ลีก จะมีทีมทั้งหมด 20 ทีมและหลังจากเปลี่ยนชื่อมาเป็น พรีเมียร์ลีก อย่างเป็นทางการเมื่อฤดูกาล 1992/93 มีเพียงแค่ 6 ทีมเท่านั้นที่เคยได้แชมป์รายการนี้ ได้แก่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, อาร์เซนอล, แบล็กเบิร์น โรเวอร์, เชลซี, แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และล่าสุดคือ ลิเวอร์พูล

มาย้อนดูประวัติการแข่งขันของ เชลซี นับตั้งแต่การก่อตั้งพรีเมียร์ลีกมาจนถึงปัจจุบันว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างในแต่ละฤดูกาลของพวกเขา

บทความที่เกี่ยวข้อง : แชมป์พรีเมียร์ลีก 6 สมัยของเชลซี

พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 1992/93

ผู้จัดการทีม : เอียน พอเตอร์ฟิวล์, ดาวิด เว็บบ์
ดาซัลโว : 9 ประตู มิค ฮาร์ฟอร์ด, แอนดี้ ทาวเซน
ลงเล่นมากที่สุด : 41 นัด แอนดี้ ทาวเซน
ชนะมากที่สุด : เชลซี 4-0 มิดเดิ้ลสโบรส์ (เหย้า)
แพ้มากที่สุด : น็อตติ้งแฮม ฟอร์เรส 3-0 เชลซี (เยือน)

อันดับในตารางคะแนน


อันดับ

ทีม ลงเล่น ชนะ เสมอ แพ้ ผลต่างประตู คะแนน
11 เชลซี 42 14 14 14 -3

56

ชุดแข่งขัน

1992-93

พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 1993/94

ผู้จัดการทีม : เกล็น ฮอดเดิ้ล
ดาซัลโว : 13 ประตู มาร์ก สเตย์น
ลงเล่นมากที่สุด : 41 นัด ดิมิทรี คาห์ริน
ชนะมากที่สุด : เชลซี 4-2 เอฟเวอร์ตัน (เหย้า)
แพ้มากที่สุด : ลีดส์ ยูไนเต็ด 4-1 เชลซี (เยือน)

อันดับในตารางคะแนน


อันดับ

ทีม ลงเล่น ชนะ เสมอ แพ้ ผลต่างประตู คะแนน
14 เชลซี 42 13 12 17 -4

51

ชุดแข่งขัน

1993-94

พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 1994/95

ผู้จัดการทีม : เกล็น ฮอดเดิ้ล
ดาซัลโว : 11 ประตู จอห์น สเปนเซอร์
ลงเล่นมากที่สุด : 38 นัด การ์วิน พีค็อก
ชนะมากที่สุด : เชลซี 4-0 เลสเตอร์ ซิตี้ (เหย้า)
แพ้มากที่สุด : นอริช 3-0 เชลซี (เยือน)

อันดับในตารางคะแนน


อันดับ

ทีม ลงเล่น ชนะ เสมอ แพ้ ผลต่างประตู คะแนน
11 เชลซี 42 13 15 14 -5

54

ชุดแข่งขัน

1994-95

พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 1995/96

ผู้จัดการทีม : เกล็น ฮอดเดิ้ล
ดาซัลโว : 13 ประตู จอห์น สเปนเซอร์
ลงเล่นมากที่สุด : 35 นัด เดนนิส ไวส์
ชนะมากที่สุด : เชลซี 5-0 มิดเดิ้ลสโบรส์ (เหย้า)
แพ้มากที่สุด : เชลซี 1-4 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (เหย้า)

อันดับในตารางคะแนน


อันดับ

ทีม ลงเล่น ชนะ เสมอ แพ้ ผลต่างประตู คะแนน
11 เชลซี 38 12 14 12 +2

50

ชุดแข่งขัน

1995-96

พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 1996/97

ผู้จัดการทีม : รุด กุลลิท
ดาซัลโว : 9 ประตู จิอัลลูก้า วิเอลี่
ลงเล่นมากที่สุด : 35 นัด มาร์ค ฮิวส์
ชนะมากที่สุด : เชลซี 6-2 ซันเดอร์แลนด์ (เหย้า)
แพ้มากที่สุด : ลิเวอร์พูล 5-1 เชลซี (เยือน)

อันดับในตารางคะแนน


อันดับ

ทีม ลงเล่น ชนะ เสมอ แพ้ ผลต่างประตู คะแนน
6 เชลซี 38 16 11 11 +3

59

ชุดแข่งขัน

1996-97

พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 1997/98

ผู้จัดการทีม : รุด กุลลิท, จิอัลลูก้า วิเอลี่
ดาซัลโว : 11 ประตู จิอัลลูก้า วิเอลี่, โทเร่ อังเดร โฟล์
ลงเล่นมากที่สุด : 34 นัด โทเร่ อังเดร โฟล์
ชนะมากที่สุด : บานส์ลีย์ 0-6 เชลซี (เยือน)
แพ้มากที่สุด : ลิเวอร์พูล 4-2 เชลซี (เยือน)

อันดับในตารางคะแนน


อันดับ

ทีม ลงเล่น ชนะ เสมอ แพ้ ผลต่างประตู คะแนน
4 เชลซี 38 20 3 15 +28

63

ชุดแข่งขัน

1997-98

พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 1998/99

ผู้จัดการทีม : จิอัลลูก้า วิเอลี่
ดาซัลโว : 13 ประตู จิอัลฟรังโก้ โซล่า
ลงเล่นมากที่สุด : 37 นัด จิอัลฟรังโก้ โซล่า
ชนะมากที่สุด : เชลซี 3-0 วิมเบิลดัน (เหย้า)
แพ้มากที่สุด : โคเวนทรี 2-1 เชลซี (เยือน)

อันดับในตารางคะแนน


อันดับ

ทีม ลงเล่น ชนะ เสมอ แพ้ ผลต่างประตู คะแนน
3 เชลซี 38 20 15 3 +27

75

ชุดแข่งขัน

1998-99

พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 1999/00

ผู้จัดการทีม : จิอัลลูก้า วิเอลี่
ดาซัลโว : 10 ประตู โทเร่ อังเดร โฟล์, กุสตาโว โปเยต์
ลงเล่นมากที่สุด : 37 นัด เอ็ด เดอ ฮุย
ชนะมากที่สุด : เชลซี 5-0 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (เหย้า)
แพ้มากที่สุด : ซันเดอร์แลนด์ 4-1 เชลซี (เยือน)

อันดับในตารางคะแนน


อันดับ

ทีม ลงเล่น ชนะ เสมอ แพ้ ผลต่างประตู คะแนน
5 เชลซี 38 18 11 9 +19

65

ชุดแข่งขัน

1999-00

พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2000/01

ผู้จัดการทีม : จิอัลลูก้า วิเอลี่, เรย์ วิลกิ้นส์, เคลาดิโอ รานิเอลี่
ดาซัลโว : 23 ประตู จิมมี่ ฟรอย ฮัสเซลแบงก์
ลงเล่นมากที่สุด : 36 นัด เดนนิส ไวส์, จิอัลฟรังโก้ โซล่า
ชนะมากที่สุด : เชลซี 6-1 โคเวนทรี ซิตี้ (เหย้า)
แพ้มากที่สุด : เชลซี 2-4 ซันเดอร์แลนด์ (เหย้า)

อันดับในตารางคะแนน


อันดับ

ทีม ลงเล่น ชนะ เสมอ แพ้ ผลต่างประตู คะแนน
6 เชลซี 38 17 10 11 +23

61

ชุดแข่งขัน

2000-01

พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2001/02

ผู้จัดการทีม : เคลาดิโอ รานิเอลี่
ดาซัลโว : 23 ประตู จิมมี่ ฟรอย ฮัสเซลแบงก์
ลงเล่นมากที่สุด : 37 นัด แฟรงค์ แลมพาร์ด, มาริโอ เมลช็อต
ชนะมากที่สุด : เชลซี 5-1 โบตัน วันเดอร์เรอร์ (เหย้า)
แพ้มากที่สุด : เชลซี 0-3 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (เหย้า)

อันดับในตารางคะแนน


อันดับ

ทีม ลงเล่น ชนะ เสมอ แพ้ ผลต่างประตู คะแนน
6 เชลซี 38 17 13 8 +28

64

ชุดแข่งขัน

2001-02

พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2002/03

ผู้จัดการทีม : เคลาดิโอ รานิเอลี่
ดาซัลโว : 14 ประตู จิอัลฟรังโก้ โซล่า
ลงเล่นมากที่สุด : 38 นัด แฟรงค์ แลมพาร์ด, จิอัลฟรังโก้ โซล่า, วิลเลี่ยม กัลลาส
ชนะมากที่สุด : เชลซี 5-0 แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (เหย้า)
แพ้มากที่สุด : ลีดส์ ยูไนเต็ด 2-0 เชลซี (เยือน)

อันดับในตารางคะแนน


อันดับ

ทีม ลงเล่น ชนะ เสมอ แพ้ ผลต่างประตู คะแนน
4 เชลซี 38 19 10 9 +30

67

ชุดแข่งขัน

20002-03

พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2003/04

ผู้จัดการทีม : เคลาดิโอ รานิเอลี่
ดาซัลโว : 12 ประตู จิมมี่ ฟรอย ฮัสเซลแบงก์
ลงเล่นมากที่สุด : 38 นัด แฟรงค์ แลมพาร์ด
ชนะมากที่สุด : วูล์ฟส์ 0-5 เชลซี (เยือน)
แพ้มากที่สุด : ชาล์ตัน แอธเลติก 4-2 เชลซี (เยือน)

อันดับในตารางคะแนน


อันดับ

ทีม ลงเล่น ชนะ เสมอ แพ้ ผลต่างประตู คะแนน
2 เชลซี 38 24 7 7 +37

79

ชุดแข่งขัน

2003-04

พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2004/05 คว้าแชมป์

ผู้จัดการทีม : โชเซ่ มูรินโญ่
ดาซัลโว : 13 ประตู แฟรงค์ แลมพาร์ด
ลงเล่นมากที่สุด : 38 นัด แฟรงค์ แลมพาร์ด
ชนะมากที่สุด : เชลซี 4-0 แบล็กเบิร์น โรเวอร์ (เหย้า)
แพ้มากที่สุด : แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 1-0 เชลซี (เยือน)

อันดับในตารางคะแนน


อันดับ

ทีม ลงเล่น ชนะ เสมอ แพ้ ผลต่างประตู คะแนน
1 เชลซี 38 29 8 1 +57


95

ชุดแข่งขัน

2004-05

พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2005/06 คว้าแชมป์

ผู้จัดการทีม : โชเซ่ มูรินโญ่
ดาซัลโว : 16 ประตู แฟรงค์ แลมพาร์ด
ลงเล่นมากที่สุด : 36 นัด จอห์น เทอร์รี่
ชนะมากที่สุด : เชลซี 5-1 โบลตัน วันเดอร์เรอร์ (เหย้า)
แพ้มากที่สุด : มิดเดิ้ลส์โบรส์ 3-0 เชลซี (เยือน)

อันดับในตารางคะแนน


อันดับ

ทีม ลงเล่น ชนะ เสมอ แพ้ ผลต่างประตู คะแนน
1 เชลซี 38 29 4 5 +50


91

ชุดแข่งขัน

2005-06

พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2006/07

ผู้จัดการทีม : โชเซ่ มูรินโญ่
ดาซัลโว : 20 ประตู ดิดิเยร์ ดร็อกบา
ลงเล่นมากที่สุด : 37 นัด แฟรงค์ แลมพาร์ด
ชนะมากที่สุด : เชลซี 4-0 วัตฟอร์ด (เหย้า)
แพ้มากที่สุด : ลิเวอร์พูล 2-0 เชลซี (เยือน)

อันดับในตารางคะแนน


ทีม

ลงเล่น ชนะ เสมอ แพ้ ผลต่างประตู คะแนน
เชลซี 38 24 11 3 +40

83

ชุดแข่งขัน

2007-08

พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2007/08

ผู้จัดการทีม : โชเซ่ มูรินโญ่, อัฟราม แกรนท์
ดาซัลโว : 10 ประตู แฟรงค์ แลมพาร์ด
ลงเล่นมากที่สุด : 33 นัด โจ โคล
ชนะมากที่สุด : เชลซี 6-0 แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (เหย้า)
แพ้มากที่สุด : แอสตัน วิลล่า 2-0 เชลซี (เยือน)

อันดับในตารางคะแนน


อันดับ

ทีม ลงเล่น ชนะ เสมอ แพ้ ผลต่างประตู คะแนน
2 เชลซี 38 25 10 3 +39

85

ชุดแข่งขัน

2008-09

พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2008/09

ผู้จัดการทีม : หลุยซ์ เฟลิเป้ สโคลารี, กุส ฮิดดิ้ง
ดาซัลโว : 19 ประตู นิโกล่า อเนลก้า
ลงเล่นมากที่สุด : 37 นัด แฟรงค์ แลมพาร์ด, นิโกล่า อเนลก้า
ชนะมากที่สุด : มิดเดิ้ลสโบรส์ 0-5 เชลซี (เยือน)
แพ้มากที่สุด : แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 2-0 เชลซี (เยือน)

อันดับในตารางคะแนน


อันดับ

ทีม ลงเล่น ชนะ เสมอ แพ้ ผลต่างประตู คะแนน
3 เชลซี 38 25 8 5 +44

83

ชุดแข่งขัน

2008-091

พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2009/10 คว้าแชมป์

ผู้จัดการทีม : คาร์โล อันเชลอตติ
ดาซัลโว : 29 ประตู ดิดิเยร์ ดร็อกบา
ลงเล่นมากที่สุด : 37 นัด จอห์น เทอร์รี่
ชนะมากที่สุด : เชลซี 8-0 วีแกน แอธเลติก (เหย้า)
แพ้มากที่สุด : เชลซี 2-4 แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (เหย้า)

อันดับในตารางคะแนน


ทีม

ลงเล่น ชนะ เสมอ แพ้ ผลต่างประตู คะแนน
เชลซี 38 27 5 6 +71


86

ชุดแข่งขัน

2009-10

พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2010/11

ผู้จัดการทีม : คาร์โล อันเชลอตติ
ดาซัลโว : 13 ประตู ฟลอร็อง มาลูดา
ลงเล่นมากที่สุด : 38 นัด เพตเตอร์ เช็ก, แอชลีย์ โคล, ฟลอร็อง มาลูดา
ชนะมากที่สุด : เชลซี 6-0 เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน (เหย้า)
แพ้มากที่สุด : เชลซี 0-3 ซันเดอร์แลนด์ (เหย้า)

อันดับในตารางคะแนน


อันดับ

ทีม ลงเล่น ชนะ เสมอ แพ้ ผลต่างประตู คะแนน
2 เชลซี 38 21 8 9 +36

71

ชุดแข่งขัน

2010-11

พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2011/12

ผู้จัดการทีม : อังเดร วิลาส โบอาส, โรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ
ดาซัลโว : 11 ประตู แฟรงค์ แลมพาร์ด, ดาเนียล สเตอร์ริด
ลงเล่นมากที่สุด : 34 นัด เพตเตอร์ เช็ก, ฮวน มาต้า
ชนะมากที่สุด : เชลซี 6-1 ควีนสปาร์ก เรนเจอร์ (เหย้า)
แพ้มากที่สุด : ลิเวอร์พูล 4-1 เชลซี (เยือน)

อันดับในตารางคะแนน


อันดับ

ทีม ลงเล่น ชนะ เสมอ แพ้ ผลต่างประตู คะแนน
6 เชลซี 38 18 10 10 +19

64

ชุดแข่งขัน

2011-12

พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2012/13

ผู้จัดการทีม : โรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ, ราฟาเอล เบนิเตซ
ดาซัลโว : 15 ประตู แฟรงค์ แลมพาร์ด
ลงเล่นมากที่สุด : 36 นัด เพตเตอร์ เช็ก, เฟอร์นันโด ตอร์เรส
ชนะมากที่สุด : เชลซี 8-0 แอสตัน วิลล่า (เหย้า)
แพ้มากที่สุด : เวสต์แฮม 3-1 เชลซี (เยือน)

อันดับในตารางคะแนน


อันดับ

ทีม ลงเล่น ชนะ เสมอ แพ้ ผลต่างประตู คะแนน
3 เชลซี 38 22 9 7 +36

75

ชุดแข่งขัน

2012-13

พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2013/14

ผู้จัดการทีม : โชเซ่ มูรินโญ่
ดาซัลโว : 14 ประตู เอเด็น อาซาร์
ลงเล่นมากที่สุด : 36 นัด บรานิสลาฟ อิวาโนวิช
ชนะมากที่สุด : เชลซี 6-0 อาร์เซนอล (เหย้า)
แพ้มากที่สุด : นิวคาสเซิ่ล 2-0 เชลซี (เยือน)

อันดับในตารางคะแนน


อันดับ

ทีม ลงเล่น ชนะ เสมอ แพ้ ผลต่างประตู คะแนน
3 เชลซี 38 25 7 6 +44

82

ชุดแข่งขัน

2013-14

พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2014/15 คว้าแชมป์

ผู้จัดการทีม : โชเซ่ มูรินโญ่
ดาซัลโว : 20 ประตู ดิเอโก้ คอสต้า
ลงเล่นมากที่สุด : 38 นัด บรานิสลาฟ อิวาโนวิช, เอเด็น อาซาร์, จอห์น เทอร์รี่ 
ชนะมากที่สุด : สวอนซี 0-5 เชลซี (เยือน)
แพ้มากที่สุด : เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน 3-0 เชลซี (เยือน)

อันดับในตารางคะแนน


อันดับ

ทีม ลงเล่น ชนะ เสมอ แพ้ ผลต่างประตู คะแนน
1 เชลซี 38 26 9 3 +41


87

ชุดแข่งขัน

2014-15

พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2015/16

ผู้จัดการทีม : โชเซ่ มูรินโญ่, เอ็ดดี้ นิวตัน, สตีฟ ฮอนแลนด์, กุส ฮิดดิ้ง
ดาซัลโว : 12 ประตู ดิโอโก้ คอสต้า
ลงเล่นมากที่สุด : 37 นัด เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า, เชส ฟาเบรกัส
ชนะมากที่สุด : เชลซี 5-1 นิวคาสเซิล (เหย้า)
แพ้มากที่สุด : แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 3-0 เชลซี (เยือน)

อันดับในตารางคะแนน


อันดับ

ทีม ลงเล่น ชนะ เสมอ แพ้ ผลต่างประตู คะแนน
10 เชลซี 38 12 14 12 +6

50

ชุดแข่งขัน

2015-16

พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2016/17 คว้าแชมป์

ผู้จัดการทีม : อันโตนิโอ คอนเต้
ดาซัลโว : 20 ประตู ดิเอโก้ คอสต้า
ลงเล่นมากที่สุด : 38 นัด เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า
ชนะมากที่สุด : เชลซี 5-0 เอฟเวอร์ตัน (เหย้า)
แพ้มากที่สุด : อาร์เซนอล 3-0 เชลซี (เยือน)

อันดับในตารางคะแนน


อันดับ

ทีม ลงเล่น ชนะ เสมอ แพ้ ผลต่างประตู คะแนน
1 เชลซี 38 30 3 5 +52


93

ชุดแข่งขัน

2016-17

พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2017/18

ผู้จัดการทีม : อันโตนิโอ คอนเต้
ดาซัลโว : 12 ประตู เอเด็น อาซาร์
ลงเล่นมากที่สุด : 37 นัด เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า
ชนะมากที่สุด : เชลซี 5-0 สโต๊ก ซิตี้ (เหย้า)
แพ้มากที่สุด : วัตฟอร์ด 4-1 เชลซี (เยือน)

อันดับในตารางคะแนน


อันดับ

ทีม ลงเล่น ชนะ เสมอ แพ้ ผลต่างประตู คะแนน
5 เชลซี 38 21 7 10 +24

70

ชุดแข่งขัน

2017-18

พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2018/19

ผู้จัดการทีม : เมาริซิโอ ซาร์รี่
ดาซัลโว : 16 ประตู เอเด็น อาซาร์
ลงเล่นมากที่สุด : 38 นัด เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า
ชนะมากที่สุด : เชลซี 5-0 ฮัดเดอร์ฟิลด์ ทาวน์ (เหย้า)
แพ้มากที่สุด : แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 6-0 เชลซี (เยือน)

อันดับในตารางคะแนน


อันดับ

ทีม ลงเล่น ชนะ เสมอ แพ้ ผลต่างประตู คะแนน
3 เชลซี 38 21 9 8 +24

72

ชุดแข่งขัน

2018-19

พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2019/20

ผู้จัดการทีม : แฟรงค์ แลมพาร์ด
ดาซัลโว : 15 ประตู แทมมี่ อับราฮัม
ลงเล่นมากที่สุด : 37 นัด เมสัน เมาท์
ชนะมากที่สุด : เชลซี 4-0 เอฟเวอร์ตัน (เหย้า)
แพ้มากที่สุด : แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 4-0 เชลซี (เยือน)

อันดับในตารางคะแนน


อันดับ

ทีม ลงเล่น ชนะ เสมอ แพ้ ผลต่างประตู คะแนน
4 เชลซี 38 20 6 12 +15

66

ชุดแข่งขัน

2019-20


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ: chelsea-th.com
เว็บไซต์หลักของสโมสรเชลซี: chelseafc.com

 

โลโก้เชลซี

โลโก้เชลซี ชุดแข่งของเชลซี และ สปอร์นเซอร์ ผู้สนับสนุน

ความเปลี่ยนแปลงของตราสโมสรเชลซี หรือ โลโก้เชลซี 

โลโก้เชลซี และ ชุดแข่งของเชลซี ได้มีการเปลี่ยนแปลงหลายรูปแบบตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งแต่ละโลโก้ หรือ ชุดแข่งจะมีรูปแบบและลักษณะแตกต่างกันไปตายุคตามสมัยนั้นๆ มาดูกันว่า โลโก้และชุดแข่งของเชลซีมีการเปลี่ยนแปลงเป็นแบบไหนบ้าง


ตราสโมสรเชลซีหรือโลโก้เชลซี

All-Logo

โลโก้เชลซีแบบที่ 1

Logo1

โลโก้แบบแรกของทีมเชลซีถูกใช้ในช่วงแรกหลังจากการก่อตั้งสโมสร ซึ่งมันถูกใช้นานถึง 47 ปีตั้งแต่ปีค.ศ. 1905 -1952 โดยโลโก้นี้ไม่ได้ถูกปักลงไปบนชุดแข่งขันแต่จะพบเห็นได้จากตารางการแข่งขันหรือโปรแกรมการแข่งขันจากทีวีเพียงเท่านั้น ซึ่งตราโลโก้นี้จะมีรูปหน้าคนแก่ปรากฏอยู่ โดยเชื่อกันว่าเป็นรูปของขุนนางเก่าแห่งอังกฤษ ทำให้ช่วงนั้นทีมได้รับฉายาว่า The Pensioner ที่แปลว่า ข้าราชการ นั่นเอง

โลโก้เชลซีแบบที่ 2

Logo2

โลโก้เชลซีแบบที่ 2 ถูกใช้งานได้เพียงแค่ปีเดียวเท่านั้นโดยมันถูกใช้งานในปี 1952 – 1953 โลโก้นี้จะมีตัวหนังสือ C.F.C ที่เป็นสีน้ำเงินเด่นชัด โดยเหตุผลที่เปลี่ยนมาเป็นโลโก้นี้ก็เพื่อเปลี่ยนตัวตนและฉายาของทีมให้กลายมาเป็น The Blues โดยใช้สีน้ำเงินเป็นหลักเพื่อสื่อให้เห็นว่าสีนี้คือสีแฟนคลับของทีม

โลโก้เชลซีแบบที่ 3

Logo3

โลโก้นี้ถูกใช้งานระหว่างปี 1953 -1986 แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้างเล็กน้อยในระหว่างที่ใช้งานแต่รวมๆ แล้วโลโก้หลักๆ ที่ใช้จะมีดังนี้คือ ขอบรอบวงกลมด้านนอกของโลโก้ที่เป็นลายที่ได้รับอิทธิพลมาจากแขนเสื้อของขุนนางที่ประจำอยู่ที่เมือง ในส่วนของตรงกลางจะเป็นรูปสิงโตสีน้ำเงินถือไม้เท้าซึ่งเป็นตัวแทนแห่งความรู้และศรัทธา เรียกได้ว่าฉายาสิงโตสีน้ำเงินครามมีที่มาจากสัญลักษณ์นี้ก็ว่าได้ และเป็นโลโก้ที่ได้รับการยอมรับว่าสื่อถึงความเป็นเชลซีได้ดีที่สุด

โลโก้เชลซีแบบที่ 4

Logo4

โลโก้เชลซีแบบที่ 4 ถูกใช้ในระหว่างปี 1986-2005 โดยในยุคนั้นวงการฟุตบอลนั้นมีรายได้มากขึ้น ทำให้สโมสรต้องการกระตุ้นยอดขายสินค้าที่ละลึกต่างๆ ของสโมสร จึงได้ทการเปลี่ยนแปลงโลโก้ทีมอีกครั้ง โดยครั้งนี้ทำให้ตัวสิงโตชัดเจนมากขึ้นพร้อมทั้งมีตัวหนังสือที่เป็นชื่อย่อของทีมอยู่ด้วย โลโก้นี้ถูกใช้นานหลายปีละมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบเล็กน้อยในระหว่างที่ใช้งาน จนเมื่อปี 2005 สโมสรก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงโลโก้อีกครั้ง

โลโก้เชลซีแบบที่ 5

Logo5

นี่คือโลโก้ของทีมที่ใช้มาจนถึงปัจจุบัน โดยหลังจากที่มูริญโญ่พาเชลซีคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีกได้เป็นสมัยแรก และอยู่ในช่วงที่สโมสรอยู่ในช่วงที่มีอายุครบ 100 ปีพอดีทำให้สิงห์บลูได้ทำการเปลี่ยนโลโก้อีกครั้ง โดยโลโก้นี้ได้รับอิทธิพลมาจากโลโก้แบบที่ 3 อย่างชัดเจนแต่มีการปรับรูปแบบให้ทันสมัยมากขึ้น และสีของไม้เท้าสีทองก็ถูกเปลี่ยนป็นสีน้ำเงิน ซึ่งมันได้กระแสการตอบรับที่ดีมากจากแฟนบอลรวมไปถึงเหล่าผู้บริหารเชลซีในยุคนั้น ในปีแรกที่ใช้โลโก้นี้จะมีตัวหนังสือที่เป็นข้อความเฉลิมฉลองการก่อตั้งสโมสรครบ 100 ปีอยู่รอบๆโลโก้ ก่อนจะนำตัวอักษรออกไปในฤดูกาลถัดมา

ทั้งหมดนี้คือ โลโก้เชลซี ทั้งหมดที่เคยใช้มาตั้งแต่ก่อตั้งสโมสรมาจนถึงในปัจจุบัน โดยแต่ละอันก็มีความหมายและรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์แตกต่างกันไป ต่อไปมาดูการเปลี่ยนแปลงของชุดแข่งกันบ้างว่าเป็น อย่างไร

บทความที่เกี่ยวข้อง : เชลซีแชมป์ยูฟ่า 2012

ชุดแข่งขัน และ สปอร์นเซอร์ผู้สนับสนุน

Kit

สำหรับชุดแข่งขันของเชลซีในยุคเริ่มแรกนั้นยังไม่มีการใส่ สปอร์นเซอร์ หรือผู้สนับสนุนทีมลงไปในชุดการแข่งขันแต่อย่างใด โดยปีแรกที่มีสปอร์เซอร์บนหน้าอกของชุดนั้นเกิดขึ้นในฤดูกาล 1983-1984 มาย้อนดูกันว่านับตั้งแต่นั้นมา สิงโตน้ำเงินครามเปลี่ยนแปลงรูปแบบชุดและสปอร์นเซอร์เป็นแบบไหนบ้าง

Le Coq Sportif และ Gulf Air

Kit1983

ฤดูกาล 1983-84 คือครั้งแรกที่เชลซีมีสปอร์นเซอร์คาดอก โดยแบรนด์สำหรบชุดแข่งขันเป็นของ Le Coq Sportif แบรนด์ชื่อดังจากฝรั่งเศสส่วนสปอร์นเซอร์คาดอกเป็น Gulf Air แต่ก็ถูกใช้เพียงแค่ปีเดียวเท่านั้น ก่อนจะปล่อยว่างไปถึง 3 ปี

Umbro และ Commodore

Kit1987

หลังจากผ่านไป 3 ฤดูกาลเต็มๆ ที่เชลซีไม่มีการใส่สปอร์ดเซอร์ลงไปบนเสื้อ ในฤดูกาล 1987-1988 สิงห์บลูได้ Umbro มาทำชุดแข่งให้และได้ฤกษ์ในการเปิดตัวสปอร์นเซอร์ใหม่ นั่นก็คือ Commodore โดยเชลซีและ Commodore จับมือเป็นพันธมิตรกันยาวนานจนถึง 1993 เลยทีเดียว

Umbro และ AMIGA

Kit1993

มาถึงฤดูกาล 1993-1994 สโมสรได้ทำการเปลี่ยนสปอร์นเซอร์คาดอกอีกครั้ง โดยคราวนี้ได้ AMIGA มาเป็นผู้สนับสนุนทีมและยังคงเป็น Umbro ที่ยังคงทำชุดแข่งให้กับทีมอยู่ แต่เชลซีกับ AMIGA ก็ร่วมงานกันได้เพียงแค่ปีเดียวเท่านั้น

Umbro และ Coors

Kit1994

ต่อมาในฤดูกาล 1994-1995 เชลซีได้เปลี่ยนสปอร์นเซอร์คาดอกมาเป็น Coors ก้าวมาและใช้ยาวมาต่อเนื่องจนถึงปี 1997 นับว่าเป็นการเซ็นสัญญากันที่ยาวนานมากในยุคนั้น ส่วนชุดแข่งขันก็ยังคงเป็น Umbro ที่รับหน้าที่ในการทำชุดแข่งให้กับทีม

Umbro และ AUTOGLASS

Kit1997

หลังจากหมดสัญญากับ Coors ในฤดูกาล 1997-98 ซึ่งเป็นช่วงขาขึ้นของสโมสร เชลซีได้ทำการเปลี่ยนสปอร์นเซอร์อีกครั้งและในคราวนี้ก็เป็นคิวของ AUTOGLASS ที่เข้ามาเป็นผู้สนับสนุนทีมโดยเซ็นสัญญาและใช้งานจนถึงปี 2001 เลยทีเดียว แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนสปอร์ดเซอร์คาดอกอยู่บ่อยครั้ง แต่สำหรับชุดแข่งก็ยังคงเป็น Umbro ที่รับหน้าที่ในการออกแบบชุดแข่งขันอยู่เสมอ

Umbro และ Fly Emirates

Kit2003

ฤดูกาล 2001-2002 เป็นอีกครั้งที่เชลซีได้เปลี่ยนผู้สนับสนุน โดยคราวนี้เป็นเป็น Fly Emirates สายการบินยักษ์ใหญ่ของ UAE ที่เซ็นสัญญายาวกับทีมถึง 4 ปีในขณะที่ชุดแข่งก็ยังเป็น Umbro พันธมิตรที่เหนียวแน่นจนเรียกได้ว่าเป็นแบรนด์คู่บุญของสโมสรในยุคนั้นเลยทีเดียว

Umbro และ SAMSUNG mobile

Kit2005

เชลซีมีอายุครบ 100 ปีพอดีในช่วงนั้นและหลังจาการเข้ามาของเสี่ยหมีทำให้ทีมอยู่ในช่วงพีคสุดๆ และสโมสรไดทำการเปลี่ยนสปอนด์เซอร์อีกครั้งโดยคราวนี้เป็น SAMSUNG mobile ส่วนชุดแข่งยังคงใช้แบรนด์ Umbro อยู่และนี่คือปีสุดท้ายของสิงโตน้ำเงินครามและ Umbro

Adidas และ SAMSUNG mobile

Kit2006

หลังจับมือกับ Umbro มาอย่างยาวนานในที่สุดเชลซีก็ได้ Adidas มาเป็นผู้ทำชุดแข่งให้ในปี 2006 หลังจากคว้าแชมป์ได้อย่างยิ่งใหญ่และทำให้ทีมเป็นที่รู้จักมากขึ้น โดยยังได้ SAMSUNG mobile เป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่และใช้งานมาอีกสองปีก่อนมีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งในอีก 2 ปี

Adidas และ SAMSUNG

Kit2009

สิงโตน้ำเงินครามได้จับมือเป็นพันธมิตรกับ Adidas และ SAMSUNG อย่างต่อเนื่องจนฤดูกาล 2008-2009 ได้มีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยด้วยการใช้คำว่า  SAMSUNG ไว้บนเสื้อเพียงอย่างเดียวเท่านั้น โดยเชลซีได้ร่วมมือกับทั้งสองแบรนด์นี้อย่างยาวนานจนถึงปี 2015 ซึ่งระหว่างที่ทั้งสามเป็นพันธมิตรกันคือช่วงที่ทีมมีผลงานที่ดีมากและแฟนๆ เองก็โหวตให้ชุดแข่งในยุคนี้สวยงามที่สุดด้วย

Adidas และ YOKOHAMA TYRES

Kit2016

หลังเป็นพันธมิตรกันมาอย่างยาวนาน ในที่สุดก็ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งในฤดูกาล 2015-16 เชลซีได้เปลี่ยนแปลงสปอร์นเซอร์รายใหม่อีกครั้ง ซึ่งคราวนี้เป็นทาง YOKOHAMA TYRES ที่ถูกเลือก ในส่วนของชุดแข่งยังคงเป็น Adidas ที่ยังรับหน้าที่ในการทำชุดแข่งให้จนถึงปี 2017 ก่อนจะปิดตำนานระหว่างเชลซี และ Adidas ลง

Nike และ YOKOHAMA TYRES

Kit2018

มาถึงฤดูกาล 2016-2017 เชลซีได้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกครั้งในเรื่องของผู้สนับสนุนชุดแข่งโดยคราวนี้เป็น Nike ที่รับหน้าที่นี้ไปส่วนสปอนด์เซอร์คาดอกยังเป็น YOKOHAMA TYRES และใช้งานมาจนถึงฤดูกาล 2019-2020

Nike และ Three

Kit2020

การเปลี่ยนแปลงสปอนด์เซอร์ครั้งล่าสุดของสิงห์บลูนั้นถูกวิจารย์จากแฟนบอลเป็นอย่างมากไม่ใช่แค่แฟนเชลซีแต่เป็นแฟนบอลทั่วโลก โดยส่วนใหญ่มองว่าการใช้โลโก้ 3 หรือ Three ที่เป็นบริษัทโทรคมนาคมชื่อดังของอังกฤษนั้นมันจะดูตลกไปซักหน่อย

แม้ชุดแข่งที่ออกแบบโดยไนกี้จะดูสวยงามในระดับหนึ่ง แต่โลโก้รูปเลขสาม ทำให้ชุดแข่งของทีมดูตลกไปเลย โดยเฉพาะกับแฟนบอลชาวไทยที่ได้มีการล้อเลียนกันอย่างสนุกสนานว่าดูเหมือนชุดแข่งของช่อง 3 ไม่มีผิด

ทั้งหมดนี้คือข้อมูลพัฒนาการของโลโก้หรือตราสโมสรและผู้สนับสนุนกับชุดการแข่งขันที่เราได้รวบรวมมาให้แฟนบอลสิงโตน้ำเงินครามหรือเหล่าสาวกเชลซีในไทยได้ทำความรู้จักกับทีมสิงห์บลูมากขึ้น


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ: chelsea-th.com
เว็บไซต์หลักของสโมสรเชลซี: chelseafc.com

ถ้วยรางวัลของทีมเชลซี

ถ้วยรางวัลของทีมเชลซี ที่เคยคว้ามาครองนับตั้งแต่ก่อตั้งสโมสร

เชลซีคว้าแชมป์มาอย่างมากมายนับตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา บทความนี้จะเป็นการรวม ถ้วยรางวัลของทีมเชลซี ทั้งหมดที่เคยคว้ามาครองได้สำเร็จ


ถ้วยรางวัลของทีมเชลซี

ทั้งทีมหลักรวมไปถึงเยาวชนของสโมสรต่างประสบความสำเร็จกันมาแล้วทั้งสิ้น นอกจากนี้ฟุตบอลหญิงในยุคปัจจุบันได้ถูกยอมรับมากขึ้นทำให้มีการเปิดลีกอาชีพของทีมหญิงอีกด้วย ซึ่งเชลซีเองก็สามารถทำทีมให้ประสบความสำเร็จได้เช่นเดียวกัน มาไล่ไทม์ไลน์กันว่านับตั้งแต่ก่อตั้งสโมสร สิงโตน้ำเงินครามคว้าแชมป์มาแล้วกี่ครั้งและ ถ้วยรางวัลของทีมเชลซี มีอะไรบ้าง โดยแบ่งยุคสมัยทั้งหมดเป็น 5 ยุคดังนี้บทความที่เกี่ยวข้อง : ประวัติความเป็นมาทีมเชลซี

ยุคที่หนึ่งปี 1905-1967 คว้าแชมป์ 4 รายการ

ยุคที่หนึ่งปี 1905-1967

  1. แชมป์ดิวิชั่นหนึ่ง 1 สมัย ฤดูกาล 1954/55
  2. แชมป์เอฟเอ ชาริตี้ ชิลด์ 1 สมัย ปี 1955
  3. แชมป์เอฟเอ ยูธ คัพ 2 สมัย ปี 1960, 61 (ทีมเยาวชน)
  4. แชมป์ลีก คัพ 1 สมัย ฤดูกาล 1964/65

นี่คือช่วงยุคแรกหลังจากการก่อตั้งสโมสร เชลซีใช้เวลาเกือบห้าสิบปีก่อนจะสร้างประวัติศาสตร์ของสโมสรด้วยการคว้าแชมป์ใบแรกมาประดับตู้โชว์ของทีมได้เมื่อฤดูกาล 1654/55

หลังจากการคว้าแชมป์ลีก เชลซีก็คว้าถ้วยใบที่สองได้ต่อเนื่องจากการแข่งขัน เอฟเอ ชาริตี้ ชิลด์ ด้วยการเอาชนะแชมป์เอฟเอ คัพอย่างนิวคาสเซิล ด้วยสกอร์ 3-0

หลังทีมชุดใหญ่ประสบความสำเร็จไปแล้ว ทีมเยาวชนก็ไม่ยอมน้อยหน้าด้วยการคว้าแชมป์เอฟเอ ยูธ คัพ ซึ่งเป็นรายการสำหรับเยาวชนของสโมสรต่างๆ สิงห์บลูน้อยสามารถคว้าแชมป์ได้สองสมัยติดในปี 1960 และ 1961

ผ่านไปสิบปีเชลซีชุดใหญ่สร้างประวัติศาสตร์ครั้งใหม่ด้วยการคว้าแชมป์ลีก คัพเป็นสมัยแรกของสโมสรด้วยการเอาชนะเลสเตอร์ด้วยสกอร์รวมสองนัด 3-2

ยุคที่สองปี 1970-1989 คว้าแชมป์ 4 รายการ

Chelsea Trophy Gen.2

  1. ยูฟ่า คัพ วินเนอร์ส คัพ 1 สมัย ฤดูกาล 1970/71
  2. เอฟเอ คัพ 1 สมัย ปี 1970
  3. แชมป์ดิวิชั่น 2 2 สมัย ฤดูกาล 1983/84,1988-89
  4. ฟูล เมมเบอร์ คัพ 2 สมัย ฤดูกาล 1985/86,1989/90

มาถึงช่วงยุคที่สองของสโมสรเชลซี แม้จะไม่ได้แชมป์มากมายนักแต่พวกเขาก็เดินหน้าสร้างประวัติศาสตร์ของสโมสรด้วยการคว้าแชมป์รายการต่างๆ เป็นครั้งแรกได้สำเร็จ

เริ่มด้วยถ้วยแชมป์เอฟเอ คัพใบแรกของสโมสรโดยพวกเขาทำได้สำเร็จในปี 1970 ด้วยการเอาชนะลีดส์ ยูไนเต็ด 4-3 จากการแข่งขันสองนัด

ในช่วงระยะเวลาใกล้เคียงกันนั้นเองเชลซีได้จารึกประวัติของสโมสรอีกครั้งด้วยการคว้าแชมป์ยุโรปใบแรกได้เร็จในรายการ ยูฟ่า คัพ วินเนิร์ส คัพด้วยการเอาชนะยักษ์ใหญ่จากสเปนอย่าง เรอัล มาดริดไป 2-1 หลังจากที่เสมอกันมา 1-1 ในนัดแรก

แม้ว่าจะเคยคว้าแชมป์ยุโรปแต่เชลซีต้องร่วงลงไปเล่นในดิวิชั่น 2 ถึงสองครั้งแต่พวกเขาก็ใช้เวลาไม่นาน คว้าแชมป์ดิวิชั่น 2 มาครองและเลื่อนชั้นกลับมาเล่นบนลีกสูงสุดได้อีกครั้งในฤดูกาล 1983/84 และ 1988/89

ฟูล เมมเบอร์ คัพ คือรายการพิเศษที่ถูกจัดขึ้นเนื่องจากทีมสโมสรจากอังกฤษไม่สามารถเข้าร่วมแข่งขันฟุตบอลยุโรปได้ โดยสิงห์บลูสามารถคว้ามาครองได้ถึงสองสมัยในฤดูกาล 1985/86 และ 1989/90

ยุคที่สามปี 1990-1999 คว้าแชมป์ 4 รายการ

Chelsea Trophy Gen.3

  1. แชมป์ยูฟ่า คัพ วินเนอร์ส คัพ 1 สมัยฤดูกาล 1997/98
  2. แชมป์เอฟเอ คัพ 1 สมัย ปี 1997
  3. แชมป์ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ 1 สมัย ปี 1998
  4. แชมป์ลีก คัพ 1 สมัย ปี 1997/98

เข้าสู่ยุคที่สามของสิงห์บลู ซึ่งเป็นยุคที่รุ่งเรืองสุดๆ พวกเขาเดินหน้าคว้าแชมป์รายการต่างๆ มาประดับตู้โชว์ได้ต่อเนื่องในช่วงระหว่างปี 1997/98 ซึ่งเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ดีที่สุดของสโมสรเลยก็ว่าได้เพราะสิงโตน้ำเงินครามคว้าแชมป์ได้อย่างต่อเนื่องทำให้ชื่อเสียงของทีมเป็นที่รู้จักมากขึ้น

สาวกเชลซีได้เฉลิมฉลองกันอีกครั้งเมื่อทีมคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ มาครองเป็นสมัยที่ 2 หลังห่างหายไปนานเกือบ 30 ปี โดยในเกมนั้น รุด กุลลิท พาลูกทีมเอาชนะ มิดเดิ้ลส์โบรห์ ด้วยสกอร์ 2-0 จาก ดิ มัตเตโอ และ เอ็ดดี้ นิวตัน

ตามมาด้วยถ้วยยุโรปใบที่สองของสโมสรนั่นคือแชมป์ยูฟ่า คัพ วินเนอร์ส คัพ ด้วยการเอาชนะ สตุ๊ตการ์ต 1-0

โดยหลังจากคว้าแชมป์สองรายการที่กล่าวไปตอนต้น เชลซียังคว้าถ้วยมาไว้ในอ้อมกอดได้อีกถึงสองรายการนั่นก็คือ แชมป์ลีก คัพ และแชมป์ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ ถ้วยยุโรปใบที่สามของทีม

ยุคที่สี่ปี 2000-2009 คว้าแชมป์ 4 รายการ

Chelsea Trophy Gen.4

  1. แชมป์พรีเมียร์ลีก 3 สมัย ฤดูกาล 2004/05, 2005/06, 2009/10
  2. แชมป์เอฟเอ คัพ 3 สมัย ปี 2000, 2007, 2009
  3. แชมป์ลีก คัพ 2 สมัย ฤดูกาล 2004/05, 2006/07
  4. แชมป์เอฟเอ คอมมิวนิตี้ ชิลด์ 3 สมัย ปี 2000, 2005, 2009

มาถึงยุคที่ 4 ยุครุ่งเรืองของสโมสรอย่างแท้จริงหลังจากการเข้ามาของโรมัน อราโมวิช มหาเศรษฐีชาวรัสเซีย ผู้เข้ามาพลิกโฉมและส่งให้เชลซีกลายเป็นทีมแถวหน้าของอังกฤษด้วยการคว้าแชมป์มากมาย

เม็ดเงินจากเสี่ยหมีทำให้เชลซีมีซุปเปอร์สตาร์เข้ามาร่วมทัพอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับผู้จัดการทีมก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปหลายคน เพราะถ้าหากใครไม่สามารถพาทีมประสบความสำเร็จก็เท่ากับหมดหน้าที่ในสแตมป์ฟอร์ด บริดจ์ ด้วยเช่นกัน

ระยะเวลาตั้งแต่ปี 2000-2009 เชลซีคว้าแชมป์มาประดับบารมีได้มากมายไล่ตั้งแต่แชมป์ลีกสูงสุดอย่างพรีเมียร์ ลีก ที่คว้ามาครองได้ถึง 3 สมัย เอฟเอ คัพ 3 สมัย ลีก คัพ อีก 2 สมัย และคอมมูนิตี้ ชิลด์อีก 2 สมัย

ไม่น่าแปลกใจทำไม่สาวกเชลซีถึงได้รักเสี่ยหมีขนาดนี้ การทำทีมด้วยใจรักและไม่ได้หวังผลทางธุรกิจแต่อย่างใด แม้อาจจะดูดุดันเกินไปในบางครั้งจนทำให้ต้องมีการเปลี่ยนมือของผู้จัดการทีมหลายคน แต่นั่นก็ไม่ทำให้แฟนบอลเชลซีจะรู้สึกเกลียดเสี่ยหมีเลยแม้แต่น้อย

ยุคที่ห้าปี 2010-2019 คว้าแชมป์ 10 รายการ

Chelsea Trophy Gen.5

  1. แชมป์พรีเมียร์ลีก 2 สมัย ฤดูกาล 2014/15, 2016/17
  2. แชมป์ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ ลีก 1 สมัย ฤดูกาล 2011/12
  3. แชมป์ยูฟ่า ยูโรป้า ลีก2 สมัย ฤดูกาล 2012/13, 2018/19
  4. แชมป์เอฟเอ คัพ 3 สมัย ปี 2010, 2012, 2018
  5. แชมป์ลีก คัพ 1 สมัย ฤดูกาล 2014/15
  6. แชมป์เอฟเอ ยูธ คัพ 7 สมัย ปี 2010, 2012, 2014, 2015, 2016, 2017, 2018 (ทีมเยาวชน)
  7. แชมป์ยูฟ่า ยูธ ลีก 2 สมัย ปี 2015, 2016 (ทีมเยาวชน)
  8. แชมป์เอฟเอ วีเม่นส์ ซูเปอร์ ลีก 2 สมัย ปี 2015, 2018 (ทีมหญิง)
  9. แชมป์เอฟเอ วีเม่นส์ ซูเปอร์ ลีก สปริง ซีรี่ย์ 1 สมัย ปี 2017 (ทีมหญิง)
  10. แชมป์วีเม่นส์ เอฟเอ คัพ 2 สมัย ปี 2015, 2018 (ทีมหญิง)

มาถึงในช่วงยุคปัจจุบันของสิงโตน้ำเงินคราม พวกเขาเดินหน้าคว้าแชมป์มาครองได้ในทุกระดับของสโมสร ไล่ตั้งแต่ทีมชุดใหญ่และทีมเยาวชนไปจนถึงทีมหญิง

สโมสรมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เน้นระบบเยาวชนมากขึ้นแม้อาจจะใช้เวลานานกว่าจะเห็นผล แต่แฟนบอลหลายคนคงเห็นแล้วว่าทีมกำลังมีแนวโน้นไปในทางที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน

จริงอยู่ที่การคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกคือเป้าหมายหลักของทีมแต่ความฝันสูงสุดนับตั้งแต่การเข้ามาเทคโอเวอร์สโมสรของอบราโมวิชคือถ้วยบิ๊กเอียร์หรือยูฟ่า แชมป์เปี้ยน ลีก

สิงห์บลูใช้เวลาอยู่หลายปีก่อนจะทำฝันนั้นให้เป็นจริงได้ในปี 2012 แม้ว่าในปีนั้นผลงานโดยรวมของทีมจะค่อนข้างแย่ แต่พวกเขาก็สร้างเซอร์ไพร์สได้แบบเหลือเชื่อหลังเอาชนะทั้งบาร์เซโลน่าในรอบรองและดวลจุดโทษเอาชนะยอดทีมจากเยอรมันอย่างบาเยินร์ มิวนิคได้ถึงถิ่นอีกด้วย

นอกจากทีมชุดใหญ่ที่คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกและยูฟ่า แชมป์เปี้ยน ลีกรวมถึงรายการอื่นๆได้มากมาย ทีมเยาวชนและทีมหญิงก็ไม่น้อยหน้าเช่นเดียวกัน ทั้งหมดคว้าแชมป์มาประดับตู้โชว์ในพิพิธภัณฑ์ของสโมสรได้เป็นกอบเป็นกำ ทำให้แฟนบอลเชลซีมีความสุขและภูมิใจที่ได้เชียร์ทีมนี้อยู่เสมอ

ทั้งหมดนี้คือ ถ้วยรางวัลของทีมเชลซี ที่สามารถคว้ามาครองได้ทั้งหมดนับตั้งแต่ก่อตั้งสโมสร มาจนถึงปี 2019 เห็นได้ว่าทีมยังคงพัฒนาให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าอาจจะมีขัดใจแฟนบอลบ้างในบางครั้งแต่สุดท้ายสาวกเชลซีก็ยังคงรักและเชียร์ทีมนี้อยู่เสมอ


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ : chelsea-th.com
เว็บไซต์หลักของสโมสรเชลซี : chelseafc.com

ประวัติทีมเชลซี

ประวัติทีมเชลซี สิงโตน้ำเงินครามยอดทีมแห่งกรุงลอนดอน

ประวัติทีมเชลซี สิงโตน้ำเงินครามแห่งลอนดอน

ประวัติทีมเชลซี
Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter
Share on linkedin
LinkedIn

ยอดทีมชื่อดังแห่งเกาะอังกฤษ คือหนึ่งในทีมที่ดีที่สุดใน พรีเมียร์ลีก และวงการลูกหนังยุคปัจจุบันไปแล้ว มาย้อนดู ประวัติทีมเชลซี ว่าพวกเขามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร

ประวัติความเป็นมาทีมเชลซี

โรมัน อบราโมวิช เจ้าของทีม เชลซี

นับตั้งแต่ ‘เสี่ยหมี’ หรือ ‘โรมัน อบราโมวิช’ มหาเศรษฐีชาวรัสเซียตัดสินใจเทคโอเวอร์สโมสร นี่คือการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญและยิ่งใหญ่ที่สุดของทีมเลยก็ว่าได้เพราะการเข้ามาของชายผู้นี้ส่งผลให้เชลซีก้าวขึ้นมาครองความยิ่งใหญ่ของวงการลูกหนังได้สำเร็จ มาย้อนดู ประวัติทีมเชลซีกัน

ในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ‘สิงโตน้ำเงินคราม’ เดินหน้าคว้าแชมป์รายการใหญ่ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง ไล่ตั้งแต่แชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษอย่าง ‘พรีเมียร์ลีก’ ไปจนถึงแชมป์ระดับทวีปยุโรปอย่าง ‘ยูฟ่า แชมป์เปี้ยน ลีก’ ที่พวกเขาคว้ามาครองเป็นครั้งแรกของสโมสรได้สำเร็จเมื่อปี 2012 นั่นเอง

แม้ว่าจะถูกครหาจากแฟนบอลทีมอื่นๆ ว่า ‘ใช้เงินซื้อความสำเร็จ’ แต่ก็ปฎิเสธไม่ได้ว่านี่คือหนึ่งใน ‘ทีมที่ดีที่สุดในโลก’ ของวงการลูกหนังยุคปัจจุบัน ความสำเร็จมากมายของทีมก็ส่งผลให้ฐานแฟนบอลของทีมเพิ่มมากขึ้นและกลายเป็นทีมที่มีแฟนบอลมากที่สุดทีมหนึ่งของโลกเลยทีเดียว

แน่นอนว่าเชลซีคือทีมที่ประสบความสำเร็จสูงสุดเหนือทุกทีมในลอนดอนจนแฟนบอลของทีมได้แต่งวลีที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของทีมไปแล้วว่า ‘Pride of London’ ที่มีความหมายว่าความภูมิใจของลอนดอนนั่นเอง แต่กว่าที่พวกเขาจะฝ่าฟันมาจนถึงจุดนี้ได้ พวกเขามีจุดเริ่มต้นและความเป็นมาอย่างไร บทความนี้จะทำให้ ‘สาวกเชลซี’ ชาวไทยได้รู้จักสโมสรแห่งนี้มากยิ่งขึ้น

การก่อตั้งสโมสร

ผับ เดอะ ไรซ์ซิ่ง ซัน ที่ในปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น เดอะบุชเชอร์สฮุก

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 10 มีนาคม ค.ศ. 1905 หรือปี พ.ศ. 2448 ณ. ห้องชั้นบนของผับเล็กๆ แห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงลอนดอน เมืองหลวงของประเทศอังกฤษ ซึ่งผับแห่งนี้มีชื่อว่า ‘เดอะ ไรซ์ซิ่ง ซัน’

ผับแห่งนี้ตั้งอยู่ตรงข้ามถนนฟูแล่ม สถานที่แห่งนี้ได้ถูกจารึกเอาไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ของสโมสรว่าคือที่ๆ เป็นจุดเริ่มต้นของการก่อตั้งของสโมสรฟุตบอลเชลซีอย่างแท้จริง

เหล่าบรรดาผู้ก่อตั้งที่อยู่ในวันนั้นได้แก่ เศรษฐีเจ้าของเฮนรีออกัสตัส ‘กุส เมียร์ส’ และ ‘โจเซฟ’ พี่ชายของเขา นอกจากนี้ยังมี ‘เฮนรี่ บอยเยอร์’ ผู้เป็นน้องเขยและ‘อัลเฟรด เจเนส’ พร้อมกับหลานชาย ‘เอ็ดวิน’ โดยทั้งหมดได้ร่วมกันก่อตั้งสโมสรขึ้นมาจากการประชุมในวันนั้น

หลังการก่อตั้งสโมสร ต่อมาพวกเขาได้ทำการปรับเปลี่ยนสนามสแตมฟอร์ด บริดจ์ ซึ่งเดิมทีแล้วเป็นสนามกรีฑาให้กลายมาเป็นสนามฟุตบอลของทีมหรือสนามเหย้าของทีม โดยสนามแห่งนี้ไม่ได้ตั้งอยู่ในเขตของเชลซีแต่มันตั้งอยู่ตรงทางเชื่อมระหว่างฟูแล่มกับเชลซี

ด้วยเหตุผลนี้เองทำให้ช่วงเริ่มแรกที่ก่อตั้งสโมสรพวกเขาเคยเกือบใช้ชื่อทีมว่า ‘ฟูแล่ม’ มาแล้ว แต่ชื่อนี้ได้ถูกใช้ไปก่อนแล้วทำให้ชื่อนี้ถูกตัดทิ้งไปโดยปริยาย โดยพวกเขาเปลี่ยนชื่อทีมอยู่หลายครั้งไล่ตั้งแต่ ‘เคนชิงตัน เอฟซี’ ‘สแตมฟอร์ด บริดจ์ เอฟซี’ และ ‘ลอนดอน เอฟซี’ ก่อนสุดท้ายจะลงเอยด้วยการใช้ชื่อ ‘เชลซี ฟุตบอลคลับ’ หรือ ‘เชลซี เอฟซี’ ซึ่งเป็นชื่อทีมที่ใช้มาจนถึงปัจจุบันนั่นเอง

ในส่วนของฉายาของทีมที่แฟนบอลเชลซีชาวต่างชาตินั้นเรียกกันนั่นก็คือ ‘เดอะ บลูส์’ ในขณะที่ฉายาสำหรับแฟนบอลชาวไทยที่มักนิยมเรียกกันมีดังนี้ ‘สิงโตน้ำเงินคราม’, ‘สิงห์บลู’ และ ‘สิงห์สำอาง’

11 ผู้เล่นตัวจริงของเชลซีหลังก่อตั้งสโมสรเมื่อปี 1905

สำหรับเกมแรกอย่างเป็นทางการของสโมสรคือเกมที่เชลซีบุกไปพ่ายสต็อกพอร์ต 1-0 เมื่อวันที่ 2 กันยายน ค.ศ.1905 แม้ว่าจะเปิดตัวได้ไม่สวยหรูนัก แต่นี้นับเป็นก้าวแรกแห่งประวัติศาสตร์ของสโมสรอย่างแท้จริง

ต่อมาเชลซีได้เป็นที่รู้จักมากขึ้นสำหรับแฟนบอลในยุคนั้นหลังจากก่อตั้งสโมสรได้เพียง 2 ปีพวกเขาก็สามารถขึ้นมาเล่นในลีกดิวิชั่น 1 ซึ่งเป็นลีกสูงสุดของประเทศเทียบเท่ากับพรีเมียร์ลีกในปัจจุบัน

การเข้าชิงฟุตบอล ‘เอฟเอ คัพ’ รายการฟุตบอลที่เก่าแก่ที่สุดของอังกฤษเมื่อปี 1915 ได้สร้างชื่อให้กับเชลซีอีกครั้ง แม้ว่าในท้ายที่สุดพวกเขาก็ต้องอกหักได้เป็นเพียงแค่พระรองในวันนั้น แต่พวกเขายังทำงานอย่างหนักและพัฒนาทีมให้ดีขึ้นอยู่เสมอ

การซื้อนักเตะเข้ามาเสริมทัพอย่างต่อเนื่องและไม่หยุดพัฒนาทีมทำให้ในที่สุดพวกเขาก็สร้างประวัติศาสตร์สโมสรได้สำเร็จด้วยการคว้าแชมป์ดิวิชั่น 1 (พรีเมียร์ลีกในปัจจุบัน) ได้ในฤดูกาล 1954-1955 และนี่ถือเป็นก้าวแรกแห่งความสำเร็จของสโมสร

แชมป์ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ ปี 1998

นับตั้งแต่การก่อตั้งสโมสรมาจนถึงช่วงต้นค.ศ. 2000 เชลซียังถูกมองว่าคือทีมระดับกลางตารางเท่านั้น จริงอยู่ที่เชลซีเคยคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของประเทศมาแล้วแต่พวกเขาก็เคยตกชั้นลงไปเล่นในลีกรองของประเทศมาแล้ว อย่างไรก็ตามพวกเขาก็ฝ่าฟันจนสามารถกลับขึ้นมาเล่นในลีกสูงสุดได้อีกครั้ง

ผลงานการเล่นนับตั้งแต่เปลี่ยนจากดิวิชั่น 1 มาเป็นพรีเมียร์ลีกส่วนใหญ่ก็จบฤดูกาลได้เพียงแค่กลางตารางเท่านั้นแม้ว่าในช่วงปลายยุค 90 จะสามารถคว้าแชมป์ในระดับทวีปมาครองได้ถึงสองสมัย อย่างไรก็ตามแฟนบอลส่วนใหญ่ก็ยังมองว่าพวกเขายังไม่ใช่ทีมใหญ่อยู่ดี

จนกระทั่งการเข้ามาของ ‘เสี่ยหมี’ เมื่อปี 2003 ได้ช่วยยกระดับให้เชลซีกลายเป็นทีมระดับบิ๊กได้สำเร็จ การทุ่มเงินซื้อซุปเปอร์สตาร์และการจ้างโค้ชชื่อดังเข้ามาทำทีม ทำให้เชลซีเดินหน้าคว้าแชมป์ได้อย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

สิงโตน้ำเงินครามกลายเป็นทีมระดับท็อปของลีก พวกเขาคว้าแชมป์ได้เกือบทุกฤดูกาลที่ลงแข่งขันทั้งแชมป์พรีเมียร์ลีกรวมไปถึงบอลถ้วยรายการต่างๆ ภายในประเทศและเป้าหมายสูงสุดก็คือถ้วย บิ๊กเอียร์ หรือแชมป์ ยูฟ่าแชมป์เปี้ยน ลีก ซึ่งเชลซีทำได้สำเร็จในปี 2012 ด้วยการหักปากกาเซียนเขี่ยบาร์เซโลน่าตกรอบรองชนะเลิศและสร้างเซอร์ไพรส์อีกครั้งในนัดชิงชนะเลิศที่อัลลิอันท์ อารีน่ากับเสือใต้

เสี่ยหมี ร่วมฉลองแชมป์ UCL 2012 กับนักเตะ

ในรอบชิงชนะเลิศเชลซีตกเป็นรองในทุกรูปแบบทั้งขุมกำลังนักเตะรวมไปถึงการได้เล่นในถิ่นตัวเองของเสือใต้ แต่อย่างไรก็ตาม บาเยิร์น มิวนิคกลับไม่สามารถเอาชนะเชลซีได้ในช่วง 120 นาทีก่อนจบการแข่งขันที่สกอร์ 1-1 และในท้ายที่สุดก็เป็นเชลซีที่เอาชนะบาเยิร์นในการดวลจุดโทษได้สำเร็จ คว้าแชมป์มาครองได้แบบพลิกความคาดหมายของแฟนบอลทั่วโลก

แม้ว่าจะมีบางช่วงที่ฟอร์มการเล่นของทีมตกลงไปอย่างน่าใจหาย มีปัญหาต่างๆ มากมายเกิดขึ้นกับสโมสร การเปลี่ยนผู้จัดการทีมเกือบจะทุกฤดูกาล แต่ก็ต้องยอมรับว่าการเข้ามาของเสี่ยหมีชายผู้เป็นที่รักของสาวกเชลซีได้ช่วยยกระดับให้สิงห์สำอางกลายเป็นหนึ่งในยอดทีมชั้นนำของโลกลูกหนังยุคปัจจุบันไปแล้ว

ประวัติสนามสแตมฟอร์ด บริดจ์

ประวัติสนามสแตมฟอร์ด บริดจ์

ชื่อสนาม: สแตมป์ฟอร์ด บริดจ์ (Stamford Bridge)
ที่อยู่: Stamford Bridge, Fulham Road, London, SW6 1HS
ความจุของสนาม: 41,629 คน
ขนาดของสนาม: 103 x 67 เมตร
สถิติผู้ชมสูงสุด: พบกับ อาร์เซนอล 12 ตุลาคม 1958 จำนวน 182,905 คน
สถิติผู้ชมน้อยที่สุด: พบกับ ลินคอล์น ซิตี้ 17 กุมภาพันธ์ 1960 จำนวน 110 คน

ภาพถ่าย สแตมฟอร์ด บริดจ์ ในยุคก่อนจากมุมสูง

ประวัติสนามสแตมฟอร์ด บริดจ์ หรือ สแตนด์ฟอร์ด ครีก (Stanford Creek) ซึ่งเป็นชื่อดั้งเดิมของสนามแห่งนี้ในช่วงยุคเริ่มต้น โดยนี่เป็นสนามที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของอังกฤษ ภายหลังได้มีการเปลี่ยนชื่อเป็น สแตมป์ฟอร์ด บริดจ์ และใช้ยาวมาจนถึงปัจจุบัน

สนามแห่งนี้และไม่ได้ตั้งอยู่ในเขตชุมชนของเชลซีแต่ตั้งอยู่ในเขตฟูแล่ม โดยได้มีการเปิดใช้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 28 เมษายน ค.ศ.1877 ซึ่งในช่วง 27 ปีแรกมันถูกใช้เป็นสนามกรีฑาและต่อมาได้กลายมาเป็นสนามฟุตบอลอย่างเต็มตัวหลังจากการก่อตั้งสโมสรเชลซีนั้นเอง

โดยในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง (ค.ศ. 1920-1922) สนามแห่งนี้เคยถูกปิดชั่วคราว เนื่องจากรัฐบาลเกรงว่าศัตรูจะใช้สนามแห่งนี้เป็นที่กบดาล ทำให้สนามแห่งนี้ถูกกองกำลังอังกฤษจับตามองมากเป็นพิเศษในช่วงนั้น

สแตมฟอร์ด บริดจ์ หลังถูกปรับปรุง

สแตมป์ฟอร์ด บริดจ์ได้มีการปรับปรุงอยู่หลายครั้ง โดยในช่วงแรกสนามแห่งนี้มีหลังคาไว้สำหรับกันฝนหรือแดดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ทำให้แฟนเชลซีในยุคนั้นเรียกมันว่า ‘The Shed’ โดยมีที่มาจากคำว่า ‘Shadow’ ที่มีความหมายว่า ‘เงา’ นั่นเอง

ลักษณะของอัฒจรรย์ฝั่ง The Shed จะเป็นพื้นที่ราบเป็นขั้นบันไดขึ้นไปเพื่อให้แฟนบอลได้นั่งดูบอลและเป็นส่วนเดียวของสนามที่มีหลังคาในช่วงแรกซึ่งมันถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ.1930

ต่อมา The Shed ต้องถูกรื้อและปรับปรุงใหม่ให้แข็งแรงมาขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฎกรรมเหมือนที่ Hillsborough เหตุการณ์ที่สนามถล่มลงมาและส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากมายในวันนั้น หลังจากการปรับปรุงได้มีการย้าย The Shed ย้ายไปไว้ทางทิศใต้และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น Shed End เพื่อเป็นที่ระลึกให้กับ The Shed นั่นเอง

หลังจาการปรับปรุงสนามครั้งนั้น ที่นั่งฝั่ง East Stand จึงได้ถูกสร้างขึ้นและมันก็เป็นจุดเริ่มต้นของสโมสรที่ต้องการทำสนามให้ยิ่งใหญ่มากขึ้น ทำให้ที่นั่งฝั่ง East Stand มีประวัติยาวนานที่สุดในบรรดาที่นั่งทั้ง 4 ทิศของสนาม

สนามสแตมฟอร์ด บริดจ์ในปัจจุบัน

สนามสแตมฟอร์ด บริดจ์แบ่งออกเป็น 4 โซนดังนี้

  1. ฝั่ง East Stand หรือที่แฟนๆเรียกกันว่า The Shed ที่นั่งฝั่งนี้ถูกปรับเปลี่ยนมาแล้ว ถึง 2 ครั้งทำให้ดูแข็งแรงมากขึ้น โดยมีการปรับปรุงครั้งแรกในสมัยกุนซือ เท็ด เดร็ค และปรับปรุงครั้งที่ 2 ในช่วงของกุนซือ เอ็ดดี้ แม็คเครดี้ เป็นฝั่งที่นั่งที่เก่าแก่มากที่สุดของสนาม โดยมีความจุอยู่ที่ 10,925 ที่นั่ง
  2. ต่อมาในปีค.ศ. 1964-65 ที่นั่งฝั่ง West Stand ก็ได้ถูกสร้างขึ้น และมีฉายาว่า The Bench โดยที่นั่งฝั่งนี้ถูกรื้อและสร้างใหม่เป็น The Current West Stand และมีความจุอยู่ที่ 13,500 ที่นั่ง
  3. ที่นั่งฝั่ง North Stand หรือฉายาว่า The Matthew Harding Stand สร้างเสร็จในปี ค.ศ.1990 โดยที่มาของฉายาก็เพื่อเป็นเกียรติกับ Matthew Harding ซึ่งเป็นผู้สร้างแปลนที่นั่งฝั่งเหนือให้เชลซี หลังจากที่เขาเสียชีวิตเนื่องจากประสบอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกเมื่อวันที่ 22 ต.ค 1996 โดยมีความจุอยู่ที่ 10,884 ที่นั่ง
  4. ที่นั่งฝั่ง South Stand หรือฉายาที่แฟนๆเรียกคือ Shed End ที่นั่งพี่น้องของ The Shed อีกหนึ่งในความภาคภูมิใจของเชลซีเพราะเป็นจุดที่สโมสรต้องการให้ระลึกถึงอดีต โดยมีความจุฝั่งนี้จะน้อยที่สุดอยู่ที่ 7,814 ที่นั่ง และทางสโมสรไม่ได้ต้องการที่จะขยายเพิ่มเติมเพราะต้องการให้เหลือโครงเดิมเหมือนในอดีตเอาไว้ปัจจุบันสนามสแตมป์ฟอร์ด บริดจ์ ได้ถูกปรับปรุงและพัฒนาจนทำให้แทบไม่เหลือเค้าโครงเดิมและถูกจัดเป็นสนามที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในอังกฤษ
ภาพจำนองของสนามสแตมฟอร์ด บริดจ์ในอนาคต

ชื่อเสียงของทีมที่เพิ่มมากขึ้นทำให้ฐานแฟนบอลเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน ทำให้เสี่ยหมีรวมไปถึงเหล่าผู้บริหารวางแผนที่จะปรับปรุงสนามใหม่อีกครั้งเพื่อรองรับแฟนบอลที่เพิ่มมากขึ้นและให้เหมาะสมกับความเป็นทีมระดับท็อปอีกด้วย

เชลซีคือสโมสรที่มีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน พวกเขาฝ่าฟันและผ่านปัญหาอุปสสรรคมามากมายกว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ หวังว่าแฟนๆที่ได้อ่าน ประวัติความเป็นมาทีมเชลซี รวไปถึงประวัติสนามสแตมฟอร์ด บริดจ์ที่เราได้นำเสนอเพื่อให้ สาวกเชลซี ได้อ่านจะมีความสุขและรักในสโมสรแห่งนี้มากขึ้น

บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ที่ : chelsea-th.com
เฟซบุ๊กแฟนเพจ : chelsea-th