คลังเก็บหมวดหมู่: วิเคราะห์เชลซีหลังเกม

เจาะลึกผลงานแลมพ์

เจาะลึกผลงานแลมพ์ ทำไมถึงมีโอกาสถูกปลดออกจากต่ำแหน่งสูง

จากความปราชัยต่อ เลสเตอร์ ซิตี้ ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ทำให้อนาคตของ แฟรงค์ แลมพาร์ด เริ่มไม่แน่นอนเสียแล้ว ซึ่งมันมีสาเหตุจากอะไรเรามา เจาะลึกผลงานแลมพ์ กัน


แม้แฟรงค์ แลมพาร์ด จะได้รับความไว้วางใจจากเสี่ยหมีให้ทำหน้าที่จนครบสัญญา 3 ปีแต่จากสถานการณ์ในปัจจุบันทำให้อนาคตของ ซูเปอร์แฟรงค์ เริ่มไม่แน่นอนเสียแล้ว ซึ่งมีสาเหตุมาจากอะไรนั้นเรามา เจาะลึกผลงานแลมพ์ กัน

การทุ่มเงินไปมากกว่า 200 ล้านปอนด์ในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา พร้อมกับการเข้ามาของนัเตะซูเปอร์สตาร์มากมายทำให้แฟนคาดหวังว่าเชลซีภายใต้การนำทัพของกุนซือผู้เป็นตำนานของสโมสรดูสดใสขึ้นมา แต่อย่างไรก็ตามหากดูจากผลงานและฟอร์มการเล่นในปัจจุบันนั้น การที่แลมพาร์ดจะได้ทำหน้าที่จนครบ 3 ปีเริ่มส่อแววว่าจะเป็นไปไม่ได้เสียแล้ว

ผลงานของสิงโตน้ำเงินครามในฤดูกาลนี้หลังจากที่ลงเล่นไปแล้ว 19 นัดหรือครึ่งทางของการแข่งขันพวกเขาพ่ายแพ้ไปแล้วถึง 6 เกมเก็บได้เพียง 29 คะแนนเท่านั้นเรียกได้ว่าย่ำแย่เอามากๆ พวกเขาสร้างสถิติที่ไม่น่าพอใจมากมายจึงไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่นักหากเจ้าตัวจะถูกปลดในเร็วๆนี้หากผลงานยังไม่ดีขึ้น ลองมาดูกันว่ามีเหตุผลอะไรบ้างที่ทำให้ แลมพ์ กลายเป็นกุนซืออีกรายที่ถูกเสี่ยหมีเขี่ยพ้นจากตำแหน่ง

เกมเยือนย่ำแย่

เกมเยือนย่ำแย่

จริงอยู่ที่การแพ้ต่อ เลสเตอร์ ซิตี้ ที่มีฟอร์มการเล่นที่ร้อนแรงในฤดูกาลนี้ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายจนถึงขั้นที่รับไม่ได้ แต่นับตั้งแต่ที่แลมพาร์ดเข้ามารับหน้าที่กุนซือ นี่เป็นนัดที่ 29 แล้วสำหรับเกมเยือนของแลมพ์ในศึกพรีเมียร์ลีก แต่พวกเขากลับถูกคู่แข่งยิงประตูไปถึง 50 ลูกด้วยกัน นั่นก็เพราะพวกเขาเคยโดนลิเวอร์พูลยิงไปถึง 5 ลูกและเคยโดนแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดยิงไปถึง 4-0 อีกด้วย

โดยหากนำสถิติไปเทียบกับบรรดาอดีตกุนซือของเชลซีในช่วง 29 นัดแรกในการเล่นเป็นทีมเยือนนั้น ต้องยอมรับว่าผลงานของแลมพ์ค่อนข้างน่าผิดหวัง เริ่มที่ มูรินโญ่ ในยุคแรกที่คุมเชลซีเขาพาทีมเสียประตูเพียง 13 ลูกเท่านั้น ขณะที่รอบที่สองของเจ้าตัวเสียประตูเพียง 27 ลูก

มาต่อที่ คาร์โล อันเชล็อตติ เขาพาทีมเสียประตูไป 29 ลูกในฐานะทีมเยือนช่วง 29 นัดแรก ส่วน อันโตนิโอ คอนเต้ อีกหนึ่งกุนซือชาวอิตาเลียน เสียไปเพียง 23 ประตูเท่านั้นเอง อย่างไรก็ตามกุนซือเหล่านี้มีประสบการณ์ในการคุมทัพมากกว่าแลมพาร์ดนั่นเอง

แต่หากลองนำมาเทียบกับยุคของ เกล็น ฮ็อดเดิ้ล และ รุด กุลลิท ทั้งสองคนก็ยังพาทีมเสียประตูน้อยกว่าที่แลมพ์ทำเอาไว้ที่ 46 และ 45 ประตูตามลำดับ

ที่น่าสนใจไปมากกว่านั้นคือ ในช่วง 29 นัดที่ผ่านมา เชลซีเก็บคลีนชีตเกมเยือนได้เพียง 5 นัดเท่านั้นหรือคิดเป็น 17 เปอร์เซ็นต์ ทำให้เขากลายเป็นกุนซือที่มีเปอร์เซ็นต์ชนะในเกมเยือนน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสร หากนับเฉพาะกุนซือที่คุมทีมลงเล่นเกมเยือนในพรีเมียร์ลีกอย่างน้อย 10 นัด

รักษาฟอร์มเก่งไม่ได้

รักษาฟอร์มเก่งไม่ได้

หนึ่งในปัจจัยหลักที่ทำให้แลมพ์อาจถูกปลดนั่นก็คือ พวกเขาไม่สามารถรักษาฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยมเอาไว้ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทีมใหญ่ควรจะทำได้หากต้องการที่จะลุ้นแชมป์ แต่ แฟรงค์ แลมพาร์ด และลูกทีมกลับไม่มีความคงเส้นคงวา แม้ก่อนหน้านี้จะคืนฟอร์มเก็บ 3 แต้มในเกมเยือนได้ด้วยการบุกไปเชือดฟูแล่ม 1-0 แต่มานัดล่าสุดพวกเขาก็ต้องพ่ายแพ้อีกครั้งต่อเลสเตอร์ 2-0

นอกจากนี้เชลซียังไม่สามารถเก็บชัยชนะได้อย่างน้อย 2 นัดติดมาหลายเดือนแล้ว โดยครั้งสุดท้ายที่พวกเขาเก็บชัยชนะได้มากกว่าสองนัดติดต้องย้อนไปในช่วงปลายเดือนตุลาคมจนถึงช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน โดยในตอนนั้นเชลซีเอาชนะ เบิร์นลีย์ 3-0 ต่อด้วยเอาชนะ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด 4-1 และตบนิวคาสเซิ่ล 2-0

เป็นรองทีมลุ้นแชมป์ด้วยกัน

เป็นรองทีมลุ้นแชมป์ด้วยกัน

แน่นอนว่าปัจจุบันในศึกพรีเมียร์ลีกมี 6 ทีมที่มีโอกาสในการลุ้นแชมป์หรือเรียกว่าท็อป 6 ประกอบไปด้วย เชลซี, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, แมนเชสเตอร์ ซิตี้, ลิเวอร์พูล, ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ และ อาร์เซนอล นอกจากทีมเหล่านี้ยังมีเลสเตอร์ อีกหนึ่งทีมที่มีผลงานโดดเด่นเช่นเดียวกัน ในขณะที่ เอฟเวอร์ตัน, เวสต์แฮม และ เซาธ์แฮมป์ตัน ก็มีฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยมในฤดูกาลนี้

หากว่าคุณอยากลุ้นแชมป์พวกคุณก็ต้องเอาชนะทีมเหล่านี้ให้ได้เช่นเดียวกัน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับเชลซีในฤดูกาลนี้ค่อนข้างหน้าผิดหวังเพราะพวกเขาสามารถเอาชนะทีมในกลุ่มท็อป 10 ของตารางได้เพียงแค่นัดเดียวเท่านั้นในเกมที่ชนะเวสต์แฮม 3-0 แต่แพ้ไปถึง 5 นัดเลยทีเดียวได้แก่ แพ้ ลิเวอร์พูล 0-2, แพ้ เอฟเวอร์ตัน 0-1,แพ้ อาร์เซน่อล และ แมนฯ ซิตี้ด้วยสกอร์เดียวกัน 1-3 และล่าสุดพ่ายต่อเลสเตอร์ ซิตี้ 2-0

นี่เป็นเหตุผลหลักที่อาจจะทำให้เชลซีไม่สามารถติดแม้กระทั่งท็อปโฟร์ และถ้าหากหากแลมพาร์ดยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ บางทีเจ้าตัวก็อาจจะไม่ได้อยู่คุมทีมจนกระทั่งครบสัญญาก็เป็นได้


บทความต้นฉบับ : siamsport.co.th
บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ที่ : chelsea-th.com
เว็บไซต์หลักของสโมสรเชลซี : chelseafc.com

เชลซี 3-1 ลีดส์

บทสรุปหลังเกม เชลซี 3-1 ลีดส์ | ชิรูด์ยิงอีก ซูม่าดาวซัลโวร่วม

เชลซีเดินหน้าเก็บชัยต่อเนื่องขึ้นรั้งจ่าฝูงชั่วคราวหลังจบเกม เชลซี 3-1 ลีดส์ ด้านชิรูด์ยังร้อนแรงต่อเนื่องส่วนซูม่าซัดประตูที่ 4 ขึ้นแท่นดาวซัลโวร่วมของทีม


เคิร์ต-ซูม่า
เคิร์ต ซูม่า ฉลองการทำประตูกับเพื่อนร่วมทีม

สรุปประเด็นหลังเกม เชลซี 3-1 ลีดส์

เชลซีพึ่งการันตีผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายด้วยอันดับที่ 1 หลังบุกไปถล่มเซบีย่ามา 4-0 เรียกได้ว่าเป็นสกอร์ที่ค่อนข้างเหลือเชื่อเพราะเชลซีโรเตชั่นนักเตะไปถึง 8 ต่ำแหน่งและที่เซอร์ไพร์สกว่าคือการกดคนเดียว 4 เม็ดของ ชิรูด์ นั้นสร้างความลำบากใจให้กับ แลมพาร์ด ในการเลือกศูนย์หน้าตัวจริงของทีม

นับเป็นความลำบากใจที่ค่อนข้างมีความสุขสำหรับผู้เป็นกุนซืออย่าง แฟรงค์ แลมพาร์ด ที่เขามีดาวยิงที่พร้อมทำประตูให้ทีมถึงสามคนอีกทั้งนักเตะแนวรุกสามารถเล่นทดแทนกันได้อีกหลายต่ำแหน่ง หากมีใครบาดเจ็บก็สามารถทดแทนกันได้หมด

เกมนี้เป็นครั้งแรกในฤดูกาลนี้เลยที่นักเตะเชลซีกลับมาฟิตสมบูรณ์ทุกคน พร้อมลงสนามช่วยทีมในช่วงที่โปรแกรมการแข่งขันถี่มากๆคือเตะกันทุก 3 วัน นับเป็นความโชคดีของเชลซีที่นักเตะกลับมาสมบูรณ์ได้ถูกเวลาพอดีในช่วงนี้ และนี่คือบทสรุปเกมที่เชลซีเปิดบ้านเอาชนะ ลีดส์ ยูไนเต็ดไปได้ 3-1

  1. ซูเปอร์แฟรงค์ กลับมาใช้ผู้เล่นหลักอีกครั้ง แน่นอนผู้รักษาประตูต้องเป็นของ เมนดี้ อยู่แล้วหากไม่มีปัญหาอาการบาดเจ็บ ส่วนคู่เซ็นเตอร์เป็น ติอาโก้ ซิลวา ที่สวมปลอกแขนกัปตันทีมจับคู่กับ คูร์ท ซูม่า คู่หูเซ็นเตอร์ที่ดีที่สุดในลีกในเวลานี้ แบ็คขวา รีซ เจมส์ ยึดตัวจริงยาวๆส่วนแบ็คซ้ายเป็น เบน ชิลเวลล์ ลงประจำการ
  2. ด้านกองกลาง เอ็นโกโล ก็องเต้ กับ เมสัน เมาท์ คือผู้เล่นมิดฟิลด์ที่การันตีการลงสนามแน่นอนส่วนอีกต่ำแหน่งเป็นของ ไค ฮาแวร์ทซ์ ที่พึ่งหายจากโควิด-19 กับมายึดตำแหน่งตัวจริงอีกครั้งแทนที่ของ โควาซิช ที่ถึงจะโชว์ฟอร์มดีมาตลอดที่ได้ลงสนาม แต่ ฮาแวร์ทซ์ คือผู้เล่นตัวหลักในใจของแลมพ์มากกว่า
  3. สามประสานแนวรุกเกมนี้เป็นไปตามคาด โอลิวิเยร์ ชิรูด์ ที่ฟอร์มร้อนแรงลงยืนเป็นหน้าเป้า โดยมี ฮาคิม ซีเย็ค และติโม แวร์เนอร์ คอยสนับสนุนอยู่ด้านข้าง จริงอยู่ที่ พูลิซิช กลับมาฟิตสมบูรณ์แต่ฟอร์มของชิรูด์ทำให้ สามประสานในฝันของแฟนเชลซี (ซีเย็ค-แวร์เนอร์-พูลิซิช) ยังไม่เกิดขึ้นจริง
  4. นับเป็นเกมแรกในรอบ 8 เดือนที่แฟนบอลสามารถเข้ามาชมเกมในสนามได้ ถึงแม้จะมีเพียงแค่ 2,000 คน แต่มันแตกต่างลิบลับกับช่วงที่ไม่มีแฟนบอลอยู่ในสนามเลย เพราะอย่างน้อยเสียงเชียร์จากแฟนบอลก็ช่วยเพิ่มแรกกดดันให้กับทีมเยือนไม่มากก็น้อย
  5. สิงห์บลูส์ เริ่มเกมได้อย่างดุดันมีโอกาสลุ้นทำประตูตั้งแต่ไม่ถึง 1 นาทีแต่เหมือนจะบุกเพลินไปหน่อยทำให้ ลีดส์ ได้เล่นลูกสวนกลับ คัลวิน ฟิลลิปส์ แทงทะลุช่องให้ แบมฟอร์ด อดีตเด็กปั้นของทีมหลุดไปล็อคหลบ เมนดี้ ที่ออกมาไกลจากปากประตูพอสมควรก่อนยิงเข้าไปง่ายๆให้ทีมเยือนออกนำไปก่อน 1-0 ช็อคแฟนบอลเล็กน้อย
  6. อย่างที่เราเห็นกันถ้าหากเป็นฤดูกาลก่อนๆ หากทีมโดนนำโอกาสที่จะพลิกกัลบมาชนะนั้นแทบเป็นไปได้ยาก แต่ในฤดูกาลนี้ การเสริมทัพที่ยอดเยี่ยมช่วยให้เชลซีกลายเป็นทีมที่สามารถเก็บชัยนะได้แม้จะถูกนำไปก่อน ทำให้แฟนเชลซียังมีหวังที่จะคว้าสามแต้มในเกมนี้
  7. ทั้งสองทีมผลัดกันรุกรับอย่างสนุก จริงอยู่ที่ทีมเยือนชื่อชั้นเป็นรองแต่ บิเอลซ่า ทำให้เห็นแล้วว่าพวกเขาพร้อมงัดทุกทีมแม้จะเป็นการมาเยือนทีมใหญ่ๆ ที่พวกเขาไปสร้างบาดแผลมาแล้วหลายครั้งในฤดูกาลนี้ แต่เชลซีเองก็มีฟอร์มที่ยอดเยี่ยมเช่นกันจึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะยิงเม็ดที่สอง
  8. เชลซีเกือบได้ปประตูตีเสมอแต่ ติโม แวร์เนอร์ ที่ยืนอยู่หน้าปากประตูและพยายามที่จะแปะบอลที่พุ่งมาทางเจ้าตัวแต่กลับกลายเป็นว่าช่วยสกัดบอลออกไปทั้งที่บอลกำลังจะเข้าประตูอยู่แล้ว แถมจังหวะที่ยิงซ้ำจ่อๆ ก็ดันไปโดนคานซะอย่างนั้น พลาดตีเสมอไปอย่างเหลือเชื่อ
  9. อย่างไรก็ตามความพยายามของเจ้าถิ่นก็ประสบผลสำเร็จ รีซ เจมส์ ที่เติมขึ้นมารับบอลมาจาก ซีเย็ค ก่อนจะเปิดเข้ากรอบไปให้ โอลิวิเย่ ชิรูด์ พุ่งชาร์จที่เสาแรกบอลเปลี่ยนทางเข้าประตูไปตามตีเสมอได้สำเร็จ แสดงให้เห็นว่าเขายังคงมีพิษสงในการทำประตูและไม่ผิดหวังที่เลือกเขาลงเป็นตัวจริงในวันนี้
  10. หลังดีใจได้แปบเดียวเชลซีก็ต้องมาเจอข่าวร้ายอีกครั้ง เมื่อฮาคิม ซีเย็ค มีอาการบาดเจ็บจนเล่นต่อไม่ไหวจนต้องเปลี่ยนกัปตันอเมริกาลงสนามมาแทน พึ่งกลับมาฟูลทีมได้ไม่นานก็ต้องสังเวยตัวหลักไปอีกคนนึง ซึ่งต้องตามดูว่าจะอาการหนักเพียงไหน ซึ่งได้แต่หวังว่าจะไม่เป็นไรมากเพราะนี่คือเดือนแห่งความยากลำบากอย่างแท้จริง การที่ผู้เล่นพร้อมลงสนามทุกคนย่อมดีกว่าอยู่แล้ว
  11. จบครึ่งแรกทั้งสองทีมเสมอกันไป 1-1 เชลซีพยายามหาช่องเจาะแต่ ลีดส์ ยังคงป้องกันได้อย่างดีและมีโอกาสสวนกลับให้ได้ลุ้นอยู่ตลอด ผลการแข่งขันยังออกได้ทุกหน้า
  12. รูปเกมในครึ่งหลังไม่แตกต่างจากครึ่งแรกมากนักคือต่างฝ่ายต่ายผลัดกันบุกเข้าใส่กัน มีโอกาสให้ลุ้นอยู่บ้างแต่ยังไม่มีสกอร์เกิดขึ้น คริสเตียน พูลิซิช พยายามมีส่วนร่วมกับเกมรุกและมีโอกาสได้ครองบอลหลายครั้งเจ้าตัวพยายามหาจังหวะจบสกอร์ด้วยตัวเองเพื่อเรียกความมั่นใจ แต่จังหวะสุดท้ายก็ยิงไม่ดี ไม่ก็ไปติดบล็อกแนวรับทีมเยือน ซึ่งเจ้าตัวคงหงุดหงิดพอสมควร จริงอยู่เรื่องการครองบอลหายห่วงจนบางครั้งแอบนึกถึงอาซาร์อยู่เหมือนกัน แต่สิ่งที่ พูลิซิช ยังต้องแก้ไขคือพยายามสร้างโกาสให้เพื่อนมากขึ้นแทนที่จะหาช่องยิงด้วยตัวเอง อาจจะดีกว่านี้ส่วนจังหวะทำประตูจะมาถึงเองหากอยู่ถูกที่ถูกเวลา เหมือนกับประตูปิดท้ายที่เขายิงได้ เมื่อเห็นแวร์เนอร์กระชากบอลฉีกแนวรับเจ้าตัวไม่รอช้าวิ่งไปกลางกรอบเขตโทษ ก่อนแวร์เนอร์จะถวายพานมาให้เจ้าตัวจะสไลด์บอลเข้าประตูไป ด้วยวัยที่ยังน้อยยังมีโอกาสที่เจ้าตัวจะพัฒนาให้เป็นยอดนักเตะได้ในอนาคต หากไม่เจอปัญหาอาการบาดเจ็บเล่นง่านซะก่อน
  13. พูดถึงติโม แวร์เนอร์ ซึ่งเหมือนวันนี้จะไม่ใช่วันของเขาแต่สุดท้ายเจ้าตัวก็มีแอสซิสต์เป็นรางวัลปลอบใจแม้จะไม่ได้ยิงประตูก็ตาม จังหวะที่กองหน้าชาวเยอรมันกระชากบอลหนีแนวรับด้วยสปีดที่เหนือกว่าคู่แข่งแบบขาดลอย และสิ่งที่สำคัญคือนี่เป็นช่วงทดเจ็บแล้วแต่แกวิ่งเหมือนพึ่งลงสนามมา คือเราเห็นแล้วยังว้าวกับความฟิตของเขา แม้จะไม่มีประตูและมีจังหวะผิดพลาดบ่อยครั้งแต่โดยรวมแล้วเขาคือผู้เล่นที่มีส่วนสำคัญกับชัยชนะของทีมในวันนี้
  14. ประตูขึ้นนำ 2-1 จาก ซูม่า นั้นช่วยคลายความกดดันให้เจ้าถิ่นไปพอสมควร จากนักเตะที่ถูกแฟนบอลด่าและวิจารณ์หลายครั้งจากความผิดพลาดแบบไม่น่าเกิดขึ้น แต่การเข้ามาของ ติอาโก้ ซิลวา ส่งให้แนวรับทีมชาติฝรั่งเศสยกระดับตัวเองให้กลายเป็นกองกลังระดับแถวหน้าในฤดูกาลนี้ เกมรับที่ค่อนข้างโดดเด่นและลูกกลางอากาศที่เป็นจุดเด่นของเขา ช่วยให้เกมรับเสียประตูยากขึ้น ด้านเกมรุกก็สามารถโหม่งทำประตูในพรีเมียร์ลีกจนขึ้นมาเป็นดาวซัลโวร่วมกับติโม แวร์เนอร์ที่ 4 ประตู เจ้าตัวพัฒนาขึ้นมาได้อย่างเหลือเชื่อซึ่งถ้าหากรักษามาตรฐานนี้เอาไว้ได้ เชลซีคงได้ลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกในปีนี้อย่างแน่นอน
  15. เป็นเวลากว่า 13 นัดแล้วที่เชลซีสะกดคำว่าแพ้ไม่เป็นซึ่งถ้าหากนับเฉพาะใน 90 นาทีก็ 16 นัดแล้วที่พวกเขาไม่แพ้ใคร นับเป็นผลงานที่สุดยอดและดีที่สุดในยุคของแฟรงค์ แลมพาร์ด กุนซืออย่างเจอร์เก้น คล็อปปผู้พาหงส์แดงพิชิตแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาลก่อน ก็ออกมายอมรับว่าเชลซีจะกลายเป็นอีกหนึ่งทีมที่ขึ้นมาลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ อย่างไรก็ตามเวลาเท่านั้นที่จะพิสูจน์ว่าสุดท้ายยนี้เชลซีจะสามารถมีถ้วยรางวัลมาประดับสโมสรเพิ่มได้หรือไม่

ไฮไลท์เชลซี 3-1 ลีดส์ ยูไนเต็ด

สถิติสำคัญหลังจบเกม

เชลซี – 45.8%  การครองบอล – 54.2% – ลีดส์ ยูไนเต็ด
23 – จำนวนยิงทั้งหมด – 8
11
ยิงเข้ากรอบ3
7
– ยิงออกนอกกรอบ – 4
22
– สร้างโอกาส – 7
318
– ความแม่นยำในการจ่ายบอล – 395
78%
– ความสำเร็จในการผ่านบอล – 82%
8
– เตะมุม – 4
1
– ล้ำหน้า – 4
12
– ฟาวล์ – 9
0
– ใบเหลือง – 2
0
– ใบแดง – 0

ตัดเกรดแข้งเชลซีหลังจบเกม

รีซ เจมส์ – 8.5
แบ็คขวาลูกหม้อของสโมสรลงเล่นครบ 50 นัดให้กับเชลซีชุดใหญ่ในเกมนี้และทำผลงานได้อย่างโดดเด่นทั้งเกมรุกและเกมรับ แถมเจ้าตัวมีแอสซิสต์ให้ชิรูด์พังประตูในเกมนี้อีกด้วย

โอลิวิเยร์ ชิรูด์ – 8
ยังคงรักษามาตรฐานการยิงประตูได้อย่างต่อเนื่อง เกมนี้มีโอกาสหลายครั้งและยิงได้ 1 ประตูเรียกได้ว่าเจ้าตัวคือเบอร์ 1 สำหรับกองหน้าตัวเป้าของเชลซีในเวลานี้เลยก็ว่าได้

เมสัน เมาท์ – 8
กองกลางทีมชาติอังกฤษรายนี้กลายเป็นผู้เล่นที่เชลซีจะขาดไม่ได้อีกแล้วในเวลานี้ เขามีส่วนร่วมทั้งเกมรุกและเกมรับก็ใช้ความขยันลงไปช่วยทีมอยู่เสมอ เกมนี้มี 1 แอสซิสต์ให้กับ คูร์ต ซูม่า ด้วย

คูร์ท ซูม่า – 7.5
กลางเป็นกองหลังเบอร์ 1 ของทีมไปแล้วในขณะนี้ เกมรับที่ทำได้อย่างยอดเยี่ยมและยังทำประตูจากลูกตั้งเตะได้บ่อยครั้งจนขึ้นมาเป็นดาวซัลโวร่วมกับ ติโม แวร์เนอร์ หากรักษาฟอร์มการเล่นได้รับรองมีถ้วยติดไม้ติดมือแน่นอน

เอดูอาร์ เมนดี้ – 5.5
แม้จะตัดสินใจผิดพลาดในจังหวะที่เสียประตูแรก แต่เจ้าตัวยังรักษาฟอร์มที่เหนียวหนึบได้อย่างดี ช่วยป้องกันประตูได้หลายครั้งในเกมนี้

ติโม แวร์เนอร์ – 5
แวร์เนอร์ โดดเด่นมากในเกมนี้ แม้จะพลาดทำให้ทีมพลาดโอกาสได้ประตู และยิงประตูไม่ได้ทั้งที่ได้หลุดไปดวล 1-1 กับ ผู้รักษาประตู แต่อย่างน้อยเจ้าตัวก็ยังมีแอสซิสต์ให้กับ พูลิซิช เป็นรางวัลปลอบใจ

ติอาโก้ ซิลวา (7), เบน ชิลเวลล์ (7), คริสเตียน พูลิซิช (7), มาเตโอ โควาซิช (6.5), เอ็นโกโล่ ก็องเต้ (6.5), ไค ฮาแวร์ทซ์ (6), ฮาคิม ซีเย็ค (6), แทมมี่ อับราฮัม (n/a)

ที่มา : Tribuna.com

บทสรุป

เชลซีขึ้นนำเป็นจ่าฝูงชั่วคราวได้สำเร็จหลังจบเกมนัดนี้ ที่เหลือก็เพียงรอแช่ง ลิเวอร์พูลและสเปอร์สไม่ให้มีแต้มในเกมสัปดาห์นี้ หากพวกเขาต้องการนำเป็นจ่าฝูงเดี่ยวๆหลังจบนัดที่ 11

อย่างไรก็ตามทั้งสองทีมก็มีฟอร์มที่ดีเช่นกัน โดยเฉพาะสเปอร์สของมูรินโญ่ ที่ฟอร์มร้อนแรงเหลือเกิน ขณะที่แชมป์เก่าที่เจอปัญหาผู้เล่นตัวหลักบาดเจ็บหลายรายแต่ก็ยังเก็บแต้มได้เรื่อยๆ ต้องยอมรับในฝีมือของ คล็อปป์ จริงๆที่สามารถทำให้นักเตะเล่นทดแทนกันได้แม้ว่าจะไม่ได้เทียบเท่ากับตัวจริงแต่ก็เก็บแต้มสำคัญๆได้เสมอ

ฤดูกาลนี้ยังอีกยาวไกลต้องรอลุ้นกันต่อไป ส่วนโปรแกรมนัดต่อไปของเชลซี เป็นการเปิดบ้านรับ คราสโนดาห์ ในศึก ยูฟ่า แชมป์เปี้ยน ลีกที่ไม่มีผลอะไรแล้วแน่นอนว่าจะเป็นโอกาสของเหล่าแข้งสำรองที่จะได้โชว์ผลงานในเกมนี้ ส่วนตัวหลักก็ได้พักรอเล่นในนัดต่อไป


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ : chelsea-th.com
เว็บไซต์หลักของสโมสรเชลซี: chelseafc.com

เซบีย่า-0-4-เชลซี

บทสรุปหลังเกม เซบีย่า 0-4 เชลซี | ชิรูด์ ฟอร์มเทพ เหมาคนเดียว 4 ประตู

สิงโตน้ำเงินคราม ของ แฟรงค์ แลมพาร์ด ยังคงโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายด้วยการคว้าอันดับที่ 1 ของกลุ่มได้สำเร็จหลังจบเกม เซบีย่า 0-4 เชลซี


โอลิวิเยร์-ชิรูด์
โอลิวิเยร์ ชิรูด์ เหมาคนเดียว 4 ประตูในเกมนี้

สรุปประเด็นหลังเกม เซบีย่า 0-4 เชลซี

เซบีย่า 0-4 เชลซี คือผลการแข่งขันที่เหลือเชื่อและนับเป็นค่ำคือแห่งประวัติศาสตร์ที่น่าจดจำสำหรับ โอลิวิเยร์ ชิรูด์ หัวหอกทีมชาติฝรั่งเศสที่ตะบันคนเดียวถึง 4 ประตูและที่สำคัญเป็นชัยชนะเหนือ เซบีย่า ยอดทีมจากสเปนฉายาเจ้าพ่อยูโรป้า ที่บรรดาทีมจากอังกฤษต้องมีหนาวเมื่อต้องเจอกับพวกเขา

หลังจากที่ แฟรงค์ แลมพาร์ด ซัดคนเดียว 4 ตุงในเกมกับ แอสตัน วิลล่าเมื่อปี 2010 ทำให้ ชิรูด์ กลายเป็นแข้งคนแรกในรอบ 10 ปีที่ยิงประตูในเกมเดียวได้ถึง 4 ลูกและยังเป็นนักเตะคนแรกของเชลซีที่ยิงได้ 4 ประตูในรายการนี้อีกด้วย

สี่ประตูของเจ้าตัวในเกมนี้คือการยิงประตูที่สมบูรณ์แบบจากการยิงด้วยเท้าซ้ายและขวา รวมไปถึงลูกโหม่ง ก่อนปิดท้ายด้วยลูกจุดโทษที่เขาโดนทำฟาวล์ก่อนจะลุกขึ้นมาสังหารด้วยตัวเอง ทำให้สถิติไร้พ่ายในฟุตบอลยุโรปของ เซบีย่า ถูกหยุดเอาไว้เพียงเท่านี้ และนี่ยังเป็นชัยชนะ 4 นัดรวดของสิงห์บลูส์นับตั้งแต่ปี 2012 เลยทีเดียว

แม้เชลซีจะผ่านเข้ารอบตั้งแต่นัดที่แล้วที่บุกไปเอาชนะ แรนส์ 2-1 แต่การเก็บสามแต้มในนัดนี้ส่งให้เชลซีเข้ารอบด้วยการเป็นอันดับที่ 1 ของกลุ่ม E อย่างแน่นอนแล้วต่อให้นัดสุดท้ายพวกเขาจะพ่ายแพ้ก็ตาม

ผลงานของ โอลิวิเยร์ ชิรูด์ ในวันนี้ทำให้ แลมพาร์ด ผู้เป็นกุนซือ มีเรื่องต้องปวดหัวในการเลือกศูนย์หน้าตัวจริงแต่ก็นับว่าเป็นเรื่องที่ดีที่ทีมมีดาวยิงที่พร้อมจะทำประตูให้กับทีมได้เสมอ ในขณะที่แนวรับก็ทำหน้าที่กันได้อย่างไม่มีข้อบกพร่อง และทดแทนกันได้อย่างสบายๆ

นับเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขสำหรับสาวกเชลซีอย่างแท้จริง ทีมมีฟอร์มการเล่นที่คงเส้นคงวาและมีพัฒนาการที่ดีขึ้นเรื่อยๆ

ไฮไลท์เซบีย่า 0-4 เชลซี

สถิติสำคัญหลังจบเกม

เซบีย่า – 55.1%  การครองบอล – 44.9% – เชลซี
17 – จำนวนยิงทั้งหมด – 14
3 –
ยิงเข้ากรอบ7
4
– ยิงออกนอกกรอบ – 3
12
– สร้างโอกาส – 15
445
– ความแม่นยำในการจ่ายบอล – 349
85%
– ความสำเร็จในการผ่านบอล – 83%
3
– เตะมุม – 7
1
– ล้ำหน้า – 1
10
– ฟาวล์ – 15
4
– ใบเหลือง – 4
0
– ใบแดง – 0

ตัดเกรดแข้งเชลซีหลังจบเกม

โอลิวิเยร์ ชิรูด์ – 10
ฟอร์มการเล่นระดับเวิร์ดคลาสของเจ้าตัวในเกมนี้ทำให้การได้ 10 คะแนนเต็มไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจแต่อย่างใด การทำเพอร์เฟ็คแฮตทริกในเกมระดับนี้ถือว่าเป็นวันที่น่าจดจำของเขาในฐานะแข้งเชลซีเลยทีเดียว

จอร์จินโญ่ – 8
แม้จะไม่มีผลงานอะไรที่โดดเด่นจนน่าชื่นชม แต่มิดฟิลด์ชาวอิตาเลียนรายนี้ก็ทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างน่าพอใจ

เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า – 7.5
กัปตันจอมแกร่งได้ลงตัวจริงในเกมนี้หลังเสียตำแหน่งให้กับ รีซ เจมส์ ไป แม้เกมรุกจะค่อนข้างเงียบแต่เกมรับเขาทำได้อย่างยอดเยี่ยม

เอเมอร์สัน พัลไมรี่ – 7.5
แบ็คทีมชาติอิตาลีได้ลงตัวจริงแทนที่ของ เบน ชิลเวลล์ และเขาก็โชว์ให้เห็นถึงศักยภาพที่ยอดเยี่ยมโดยเฉพาะในเกมรุกที่เจ้าตัวมีบทบาทอยู่บ่อยครั้งในเกมนี้

ไค ฮาแวร์ทซ์ – 7.5
แข้งดาวรุ่งชาวเยอรมัน ทำแอสซิสต์ให้กับ ชิรูด์ ได้ในครึ่งแรกและมีส่วนร่วมกับทีมค่อนข้างเยอะแต่ในครึ่งหลังดูดร็อปๆ ลงไปและถูกเปลี่ยนตัวออกในที่สุด

เอดูอาร์ เมนดี้ (7), อันเดรส คริสเตนเซ่น (7), อันโตนิโอ รูดิเกอร์ (7), มาเตโอ โควาซิช (7), คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย (7), เอ็นโกโล่ ก็องเต้ (7), คริสเตียน พูลิซิช (6), เมสัน เมาท์ (6), ฮาคิม ซีเย็ค (6), บิลลี่ กิลมอร์ (n/a),  ติโม แวร์เนอร์ (n/a)

ที่มา : Tribuna.com

บทสรุป

สิงโตน้ำเงินคราม กำลังอยู่ในช่วงเวลาที่ดีที่สุดนับตั้งแต่การเข้ามารับต่ำแหน่งของ แฟรงค์ แลมพาร์ด พวกเขาไม่แพ้ใครมาแล้วมากถึง 12 นัดรวมทุกรายการ แถมเกมรุกก็ยอดเยี่ยมซัดไปถึง 29 ประตู ในขณะที่เกมรับก็สุดยอดไม่แพ้กันโดยเสียไปเพียงแค่ 5 ประตูเท่านั้น

ต้องติดตามดูกันต่อไปว่าพวกเขาจะยังรักษามาตรฐานการเล่นที่ยอดเยี่ยมได้อีกนานแค่ไหน นักเตะเริ่มมีความเข้าขาและรู้ใจกันมากขึ้น ในขณะที่สปิริตของทีมก็ดีเช่นเดียวกันจึงไม่แปลกที่พวกเขาจะแข็งแกร่งและมีผลงานที่ดีพอจะลุ้นแชมป์ในบั้นปลายหากพวกเขาสามารถรักษาฟอร์มการเล่นแบบนี้เอาไว้ได้


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ : chelsea-th.com
เว็บไซต์หลักของสโมสรเชลซี: chelseafc.com

บทสรุปหลังเกม-เชลซี-6-0-บาร์นสลีย์

บทสรุปหลังเกม เชลซี 6-0 บาร์นสลีย์ | ฮาแวร์ทซ์ แฮตทริก – ซิลวา,ชีลเวลล์ ประเดิม

สิงโตน้ำเงินคราม ผ่านเข้าสู่รอบ 4 คาราบาวคัพ หลังคืนฟอร์มเก่งในเกม เชลซี 6-0 บาร์นสลีย์ โดย ไค ฮาแวร์ทซ์ กดแฮตทริกพร้อมคว้า MOM ในเกมนี้


การแข่งขันฟุตบอลถ้วยรายการ คาราบาวคัพ รอบ 3 เชลซีเปิดบ้านรับการมาเยือนของ บาร์นสลีย์ โดยเกมนี้ แฟรง แลมพาร์ด ส่งผู้เล่นตัวจริงลงผสมกับผู้เล่นสำรองหลายต่ำแหน่ง แต่ด้วยความต่างชั้นทำให้จบเกม เชลซี 6-0 บาร์นสลีย์

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังเกม เชลซี 6-0 บาร์นสลีย์

บทสรุปหลังเกม-เชลซี-บาร์นสลีย์
ฮาแวร์ทซ์ และ อบราแฮม ที่เล่นได้อย่างยอดเยี่ยมในเกมนี้

เกมนี้ เชลซี มาในระบบ 4-3-3 ผู้รักษาประตูใช้ วิลลี่ กาบาเยโร่ ลงสนามเป็นตัวจริงในขณะที่ เกปา อาริซาบาลาก้า ไม่มีชื่อแม้กระทั่งตัวสำรอง

ในขณะที่แผงแบ็คโฟร์ เซ็นเตอร์คู่กลางเป็น ติอาโก้ ซิลวา ลงประเดิมสนามเป็นเกมแรก จับคู่กับ ฟิคาโย่ โทโมรี่ แบ็คขวากัปตันเดฟลงเป็นตัวจริงในเกมนี้ ขณะที่แบ็คซ้ายเป็น เอเมอร์สัน ลงตัวจริงในขณะที่ เบน ชีลเวลล์ มีชื่อเป็นตัวสำรอง

แดนกลางสามคนใช้ มาเตโอ โควาซิช ยืนคู่กับ รอสส์ บาร์คลีย์ คอยสนับสนุน ไค ฮาแวร์ทซ์ ในเกมรุก

ส่วนสามประสามในแนวรุกใช้ แทมมี่ อบราฮัม ยืนเป็นหน้าเป้าโดยมี เมสัน เมาท์น กับ คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย ยืนขนาบสองข้าง

ก่อนเกมนี้จะเริ่มขึ้น เชลซี ได้ใช้นักเตะใหม่ที่จะเข้ามาเป็นแกนหลักในฤดูกาลนี้เพียงแค่ 2 รายเท่านั้นนั่นก็คือ ติโม แวร์เนอร์ และ ไค ฮาแวร์ทซ์ ซึ่ง แวร์เนอร์ ทำผลงานได้ค่อนข้างน่าพอใจในขณะที่ ไค ฮาแวร์ทซ์ ที่ย้ายทีมมาด้วยค่าระดับสถิติสโมสรจึงถูกจับตามองเป็นพิเศษ ซึ่งจากฟอร์มการเล่นใน 2 นัดแรกที่ลงเป็นตัวจริง เขาทำได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นักจนถูกวิจารณ์อย่างหนัก

อย่างไรก็ตามผู้เป็นกุนซืออย่าง แฟรงค์ แลมพาร์ด ไม่ได้นิ่งดูดายออกมาปกป้องลูกน้องด้วยการให้เหตุผลว่า ไค มีเวลาให้ซ้อมกับเพื่อนร่วมทีมค่อนข้างน้อย จึงทำให้ความฟิตกับฟอร์มการเล่นยังดูไม่ค่อยน่าประทับใจเท่าไหร่ แน่นอนว่า ป๋าแฟรงค์ รู้ดีว่า ฮาแวร์ทซ์ คือยอดนักเตะและจะกลายเป็นแข้งระดับโลกได้แน่นอนแต่ตอนนี้สิ่งที่ต้องการคือเวลาในการปรับตัวเท่านั้น

ในขณะที่คนอื่นๆ ยังมีอาการบาดเจ็บและยังไม่ผ่านความฟิตทำให้พลาดลงสนามไป จนมาถึงเกมนี้ ป๋าแลมพ์ ได้โอกาสใช้แข้งใหม่เพิ่มขึ้นอีก 2 ราย นั่นก็คือ ติอาโก้ ซิลวา และ เบน ชีลเวลล์

เกมเมื่อคืนนี้ ไค ลงสนามเป็นตัวจริงเป็นนัดที่ 3 ในต่ำแหน่งที่เจ้าตัวถนัดมากที่สุดคือผู้เล่นหมายเลข 10 แม้เจ้าตัวจะสามารถเล่นได้ทุกตำแหน่งในเกมรุกแต่นี้คือตำแหน่งที่ดีที่สุดของ ฮาแวร์ทซ์ อย่างไม่ต้องสงสัย ซึ่งนี่คือตำแหน่งที่แฟนบอลอยากให้ ซูเปอร์แฟรงค์ ส่ง หนูไค ลงเล่นมากที่สุด ซึ่งมันก็เกิดขึ้นแล้วในเกมนัดนี้

มาถึงผู้เล่นมากประสบการณ์ที่ได้มาแบบฟรีๆ จาก เปแอสเช อย่าง ติอาโก้ ซิลวา ซึ่งมีโอกาสได้ประเดิมสนามในเกมนี้เป็นนัดแรกหลังจากรอมานาน นี่คือผู้เล่นที่ สาวกเชลซี คาดหวังว่าจะช่วยยกระดับเกมรับของเชลซีให้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ แม้อายุจะปาเข้าไปถึง 36 ปีแล้วแต่สภาพร่างกายโดยรวมยังดูดีกว่าผู้เล่นคนอื่นๆในวัยเดียวกัน

การเข้ามาของ ซิลวา เป็นที่ถกเถียงในหมู่แฟนบอลในช่วงแรก แต่ ณ ตอนนี้ทุกคนเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่านี่คือดีลที่ยอดเยี่ยมของเชลซี ประสบการณ์ของเจ้าตัวจะสามารถช่วยเหลือผู้เล่นเกมรับรุ่นน้องที่มีอยู่ได้อย่างแน่นอน และไม่จำเป็นต้องไปทุ่มเงินมหาศาลเพื่อที่จะซื้อเซ็นเตอร์เกรดเอ ซึ่งไม่รู้ว่าจะสามารถเล่นได้คุ้มกับเม็ดเงินที่ลงทุนไปหรือไม่

การแข่งขันนัดนี้เปรียบเสมือนการเล่นเกมปรีซีซั่นซึ่งเป็นโอกาสที่ดีที่จะให้ผู้เล่นได้เรียกฟอร์มและความฟิต

บทความที่เกี่ยวข้อง : บทสรุปตลาดซื้อขายนักเตะ

หลังเสียงนกหวีดดังขึ้น เชลซีได้โอกาสทำเกมบุกทันทีแต่ยังไม่ได้ลุ้นอะไรมาก การต่อบอลยังดูตะกุกตะกักไปบ้างและทำเสียบอลกันเองอยู่หลายจังหวะเช่นเดียวกับทีมเยือน ช่วงต้นเกม เกมรุกยังดูไม่ดีเท่าไหร่โดนทีมเยือนบุกมากกว่าด้วยซ้ำและได้โอกาสยิงไกลบ่อย เนื่องมาจากการขาดกองกลางตัวตัดเกมแบบธรรมชาติอย่าง ก็องเต้

ติอาโก้ ซิลวา เกมนี้ดูนิ่งแม้จะมีจังหวะพลาดให้เห็น แต่ภาพรวมแล้วเขาทำได้ดีในระดับที่น่าพอใจ ส่วน ไค มีส่วนร่วมกับเกมมากขึ้นแม้จะดูมีบางจังหวะที่ทำเสียบอลไปบ้าง แต่ดูมีความนิ่งและกล้าเล่นมากขึ้นและมีโอกาสได้ยิงด้วยแต่บอลเบาเกินไป

หลังจากขึ้นนำได้สำเร็จเหมือนเป็นการคลายความกดดันและทำให้ทีมเล่นได้สบายขึ้นก่อนมาได้ประตูที่ 2 จาก ไค ฮาแวร์ทซ์ ที่โดดเด่นมาตลอดและเป็นการยิงประตูแรกในสีเสื้อเชลซีได้สำเร็จ ในช่วงครึ่งแรกทีมเยือนมีโอกาสได้ส่องไกลหลายครั้งแต่ วิลลี่ กาบาเยโร่ ก็โชว์ฟอร์มเหนียวหนึบรับไว้ได้ทั้งหมด

โอดอย ที่ได้รับโอการลงเป็นตัวจริงแต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไรถึงโชว์ฟอร์มได้ไม่ค่อยดีแต่ก็ไม่ถึงน่าเกลียด ก่อนจบครึ่งแรกเชลซีนำไปก่อน 2-0 แต่ฟอร์มโดยรวมยังไม่ได้ดีมากหากดูจากคู่แข่งที่เจออยู่

ครึ่งหลังเชลซี เล่นได้ดีมากขึ้น อบราฮัม มีพัฒนาการที่ยอดเยี่ยมหากเทียบกับฤดูกาลก่อน เขาพยายามเล่นเพื่อทีมมากขึ้นและโดดเด่นมากในเกมนี้ การจับคู่กับ ไค ทำให้ดูเหมือนทั้งคู่เล่นด้วยกันมาอย่างยาวนาน

เชลซีบวกเพิ่มอีกถึง 4 ประตู ซึ่งเป็นการยิงแฮตทริกของ ไค ฮาแวร์ทซ์ อีกด้วยแน่นอนว่าแฟนบอลคงรู้สึกสบายใจที่ได้เห็นฟอร์มของ ไค เริ่มเข้าที่เข้าทางแล้ว

ในขณะที่ อบราฮัมที่ยิงประตูในเกมนี้ได้และยังแอสซิสต์อีก 2 ลูก ทำให้เห็นแล้วว่าการเข้ามาของ ติโม แวร์เนอร์ มีผลกระทบในทางบวกกับ อบราฮัม และทีมอย่างชัดเจน

เบน ชีลเวลล์ ได้โอกาสลงสนามมาในครึ่งหลังก็มีส่วนร่วมกับการทำประตูได้เลยจากลูกครอสจากริมเส้นที่เป็นลูกเก่งของเขา ไปให้ โอลิวิเยร์ ชิรูด์ ที่ลงมาเป็นตัวสำรองเช่นเดียวกับ โขกประตูปิดท้ายให้เชลซีเอาชนะบาร์นสลีย์ไปแบบขาดลอย 6-0

สถิติหลังจบเกม (Whoscored)

สถิติ เชลซี 6-0 บาร์นสลีย์

ตัดเกรดแข้งเชลซีหลังจบเกม (Sky Sports)

ตัวจริง : วิลลี่ กาบาเยโร่ (7), เซซาร์ อัซปิริกวยต้า (6), ฟิคาโย่ โทโมรี่ (6), ติอาโก้ ซิลวา (6), เอเมอร์ซัน พัลไมรี่ (6), รอสส์ บาร์คลีย์ (7), มาเตโอ โควาซิช (7), ไค ฮาแวร์ทซ์ (8), เมสัน เมาท์ (7), คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย (7), แทมมี่ อบราฮัม (7)

ตัวสำรอง : เคิร์ต ซูม่า (6), เบน ชีลเวลล์ (7),โอลิวิเยร์ ชิรูด์ (7)

บทสรุป

จากความผิดหวังในการพ่ายแพ้ต่อ ลิเวอร์พูล เมื่อนัดที่แล้วถูกลืมไปทันทีหลังจบการแข่งขันนัดนี้ ฟอร์มการเล่นโดยรวมของทีมดีขึ้นกว่าสองนัดที่ผ่านมา จริงอยู่ที่คู่แข่งอาจจะอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าแต่เชลซีก็ทำได้อย่างที่ควรจะเป็น

ไค ฮาแวร์ทซ์ เรียกความมั่นใจได้อย่างมากจากการยิงแฮตทริกและเล่นได้อย่างโดดเด่นจนคว้า แมน ออฟ เดอะ แมทซ์ ไปครอง เป็นการเรียกความมั่นใจรวมไปถึงฟอร์มการเล่นแบบที่ควรจะเป็นกลับมาได้สำเร็จ

อบราฮัม มีความพัฒนาที่ดีอย่างเห็นได้ชัด ความกระหายในการทำประตูรวมไปถึงความขยันและวิสัยทัศน์ที่ดีขึ้นส่งผลดีอย่างมากกับเจ้าตัวและทีมซึ่งถ้าหากเล่นได้ดีแบบดีอย่างต่อเนื่องรับรองว่า ติโม แวร์เนอร์ ไม่ได้สบายอย่างที่ใครคิดแน่นอน

ติอาโก้ ซิลวา มีความนิ่งและมีคว่มเป็นผู้นำที่ดี แฟนบอลส่วนใหญ๋เริ่มมั่นใจในเกมรับของทีมว่าดีขึ้นแน่นอนหลังจากนี้

เบน ชีเวลล์ ที่ถึงแม้จะมีเวลาลงเล่นไม่มากนักแต่ก็สามารถแสดงศักยภาพของตัวเองจนทำแอสซิสต์ให้กับ ชิรูด์ ได้อีก 1 ประตูซึ่งเกมรุกในปีนี้ของเชลซีจะต้องมีการแข่งขันที่สูงขึ้นและส่งผลดีขึ้นต่อทีมแน่นอนหากไม่หลุดฟอร์มกันไปก่อน

โดยรวมแล้วทุกอย่างในเกมนี้ถือว่ายอดเยี่ยมและหวังว่าหากแข้งตัวหลักๆลงสนามกันพร้อมหน้า โอกาสได้แชมป์สักรายการในฤดูกาลนี้ก็ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันอีกต่อไป


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ : chelsea-th.com
เว็บไซต์หลักของสโมสรเชลซี: chelseafc.com

เจาะลึก-เชลซี-0-2-ลิเวอร์พูล

บทสรุปหลังเกม เชลซี 0-2 ลิเวอร์พูล คริสเตนเซ่น โดนแดง – มาเน่ เหมาสองตุง

หงส์แดง แชมป์เก่าแสดงถึงความห่างชั้นกับ สิงโตน้ำเงินคราม ในเกม เชลซี 0-2 ลิเวอร์พูล บุกมาคว้าสามแต้มเต็มถึง สแตมฟอร์ด บริดจ์


แฟรงค์ แลมพาร์ด ใช้เงินอย่างมหาศาลในตลาดนักเตะรอบบนี้ เพื่อลดช่องว่าง 33 แต้มระหว่าง ลิเวอร์พูล ลง แต่การดวลกันที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ ในศึกพรีเมียร์ลีก นัดที่ 2 ของฤดูกาลทำให้เห็นว่า สิงโตน้ำเงินคราม ยังเป็นรองลูกทีมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ พอสมควรเมื่อจบเกม เชลซี 0-2 ลิเวอร์พูล

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังเกม เชลซี 0-2 ลิเวอร์พูล

จังหวะฟาวล์ของ-อันเดรส-คริสเตนเซ่น
จังหวะฟาวล์ของ อันเดรส คริสเตนเซ่น จนโดนใบแดง

ใบแดงของ อันเดรียส คริสเตนเซ่น ที่พยายามขัดขวาง ซาดิโอ มาเน่ ไม่ให้หลุดเข้าไปทำประตูในช่วงทดเจ็บครึ่งแรกทำให้ เชลซี พบกับความยากเข้าไปอีกหลังตกเป็นรองตลอดครึ่งแรก

เริ่มต้นครึ่งหลัง ลิเวอร์พูล เปิดเกมรุกเข้าใส่เจ้าบ้านแบบเต็มสูบและเพียงไม่กี่นาทีพวกเขาก็ทำสำเร็จจากการต่อบอลตามช่องก่อนเป็น มาเน่ ที่โขกบอลเปลี่ยนทางเข้าไปส่งทีมเยือนออกนำไปก่อน

หลังจากนั้นไม่กี่นาที เกปา อาร์ริซาบาลาก้า นายทวารค่าตัวแพงสุดในโลกก็แจกโชคให้ มาเน่ ตัดบอลเข้าไปยิงง่ายๆ หงส์แดงหนีห่างเป็น 2-0 ด้วยตัวผู้เล่นที่น้อยกว่าบวกกับสกอร์ที่ห่างสองลูกแถมรูปเกมสู้ไม่ได้ด้วยประการทั้งปวงทำให้ความหวังในการคัมแบ็คของเชลซีจบลงทันที

แต่ ติโม แวร์เนอร์ ที่เกมนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นมากกว่าเพื่อนร่วมทีมทุกคน ช่วยปลุกความหวังให้ สิงห์บลูส์ ในการกลับมามีแต้มอีกครั้งหลังเจ้าตัวถูก ติอาโก้ อัลคันทาร่า มิดฟิลด์ป้ายแดงทำฟาวล์ในกรอบเขตโทษ ผู้ตัดสินชี้เป็นลูกจุดโทษทันที

จอร์จินโญ่ มือสังหารอันดับ 1 ของทีมมาพร้อมกับสถิติอันสวยหรูจากการยิง 8 ครั้งไม่พลาดเลยคิดเป็น 100% ในการยิงลูกจุดโทษ แต่สถิตินี้ถูกหยุดลงด้วยน้ำมือของ อลิซอน เบ็คเกอร์ เมื่อนายด่านทีมชาติบราซิล ที่เดาทางลูกกระโดดยิงสไตล์จิงโจ้ของจอร์จินโญ่เอาไว้ได้

ที่กล่าวมาทั้งหมดคือภาพรวมและเหตุการณ์สำคัญๆที่เกิดขึ้นในเกมนี้ เชลซีที่แม้จะได้ผู้เล่นใหม่เข้าทีมมามากมายแต่สุดท้ายสามารถส่งแข้งเยอรมันอย่าง ติโม แวร์เนอร์ กับ ไค ฮาแวร์ตซ์ ลงสนามได้เพียงแค่ 2 คนเท่านั้น

ในขณะนักเตะที่เหลือที่จะเข้ามาเป็นตัวหลักในฤดูกาลนี้อย่าง เบน ชีเวลล์, ฮาคิม ซีเย็ก, ติอาโก้ ซิลวา รวมไปถึงผู้เล่นเบอร์ 10 คนใหม่ซึ่งเป็นความหวังของทีมอย่าง คริสเตียน พูลิซิช ยังไม่ฟิตพอที่จะลงเล่นในเกมนี้

แลมพาร์ด เองรู้ดีว่าศักยภาพของโดยรวมของทีมรวมไปถึงนักเตะหลายๆคนนั้นเป็นรองทีมเยือนอยู่พอสมควร ทำให้ป๋าแฟรงค์ พยายามให้ทีมเน้นเกมรับให้รัดกุมที่สุดซึ่งทำได้ดีพอสมควรในครึ่งแรกเพราะ ลิเวอร์พูล หาจังหวะจบสกอร์แบบเน้นๆนับครั้งได้เลย

แต่ในขณะเดียวกันเกมรุกกับทำได้ค่อนข้างแย่ พวกเขาไม่สามารถลำเลียงบอลขึ้นไปได้เลย นั่นก็เป็นเพราะ คล็อปป์ รู้ดีว่าเชลซีจะต่อบอลสั้นจากหน้าปากประตูขึ้นไป ทำให้เขาเลือกที่จะให้ผู้เล่นเดินกดดันสูงซึ่งสร้างความยากลำบากให้เชลซีได้จริงๆ

แข้ง สิงโตน้ำเงินคราม ทำได้เพียงแค่เคาะบอลไปมาในแดนตัวเองและกับมาตั้งบอลที่ เกปา อยู่หลายครั้ง มีบางจังหวะที่ได้หลุดไปลุ้นทำประตูเหมือนกันแต่ผู้เล่นเกมรุกอย่าง ไค ฮาแวร์ตซ์ ก็ทำได้ไม่ดีพอ มีเพียงแค่ แวร์เนอร์ เท่านั้นที่ดูโดดเด่นแต่ก็ยังไม่สามารถสร้างจุดเปลี่ยนให้ทีมได้มากนัก

ภาพรวมในครึ่งแรกเชลซีเป็นรองอย่างชัดเจน จนในช่วงทดเวลาบาดเจ็บต้องมาเหลือผู้เล่นเพียงแค่ 10 คนเท่านั้นจากจังหวะที่ไม่สมควรฟาวล์ของ คริสเตนเซ่น ซึ่งเป็นความผิดพลาดอย่างแท้จริง

การที่ต้องเล่นกับแชมป์เก่าด้วยตัวผู้เล่นที่น้อยกว่าทำให้เชลซีพ่ายแพ้เกมนี้ไปแบบหมดรูป ทุกอย่างตกเป็นรองทีมเยือนสิ่งเดียวที่แฟนเชลซีทำให้ในตอนนั้นคือ ภาวนาให้สุดท้ายแล้วทีมไม่แพ้เละเทะหรือโดนยิงมากกว่า 2 ลูกก็เพียงพอแล้ว

บทความที่เกี่ยวข้อง : บทสรุปหลังเกม เชลซี 6-0 บาร์นสลีย์

สถิติหลังจบเกม (Whoscored)

สถิติหลังจบเกม-1

ตัดเกรดแข้งเชลซีหลังจบเกม

ตัวจริง : เกปา อาร์รีซาบาลาก้า (4), รีซ เจมส์ (5), อันเดรียส คริสเตนเซ่น (3), เคิร์ต ซูม่า (5), มาร์กอส อลอนโซ่ (5), จอร์จินโญ่ (5), เอ็นโกโล่ ก็องเต้ (6), มาเตโอ โควาซิช (6), เมสัน เมาท์ (6), ไค ฮาแวร์ตซ์ (5), ติโม แวร์เนอร์ (6)

ตัวสำรอง : ฟิคาโย่ โทโมรี่ (6), แทมมี่ อบราฮัม (-),รอสส์ บาร์คลี่ย์ (-)

บทสรุป

ความพ่ายแพ้แบบหมดรูปในนัดนี้สร้างความเดือดดาลให้แฟนบอลเป็นอย่างมากจนเกิดกระแสการวิพากย์วิจารณ์บรรดานักเตะรวมไปถึงกุนซือผู้เป็นตำนานของสโมสร อย่าง แฟรงค์ แลมพาร์ด ซึ่งมีแฟนบอลบางกลุ่มมองว่าฝีมือของ ซุเปอร์แฟรงค์ ยังไม่ดีพอกับบทบาทผู้จัดการทีม

แน่นอนว่าทุกคนมีสิทธิ์ที่จะวิจารณ์ได้ในฐานะแฟนบอลที่รักและเชียร์ทีม แต่ แฟรงค์ เองก็ได้พิสูจน์ให้เห็นมาแล้วเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมาว่าเขาสามารถพาทีมประสบความสำเร็จในอนาคตได้แต่ทั้งหมดนั้นขึ้นอยู่กับ เวลา เท่านั้น

พรีเมียร์ลีก พึ่งผ่านไปแค่สองนัดเท่านั้นยังมีกอีก 36 นัดให้ได้ลุ้นกันซึ่งถ้าหากอดทนรออีกนิด ผมเชื่อมั่นว่าป๋าแฟรงค์จะพาเชลซีบินสูงได้อีกครั้ง

ความคาดหวังในฤดูกาลนี้ค่อนข้างสูงจริงจาการลงทุนไปมหาศาล แต่หากจะให้ได้แชมป์ทันทีคงไม่ใช่เรื่องง่าย นักเตะใหม่เกือบครึ่งทีมต้องใช้เวลาเรียนรู้แผนการเล่นและปรับตัวกับ พรีเมียร์ลีก ลีกที่ขึ้นชื่อว่ายากที่สุดในโลกให้ได้ และเมื่อทุกอย่างลงล็อก การจะขึ้นไปทวงบัลลังก์คืนจาก ลิเวอร์พูล และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ก็ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันอีกต่อไป

ทุกคนหัวร้อนได้ โกรธได้ แต่สิ่งสำคัญคือต้องให้กำลังใจทีมและนักเตะต่อไป ไม่ควรที่จะให้อารมณ์เข้ามาครองงำจนแสดงออกแบบรุนแรงไร้เหตุผล เพราะสุดท้ายแล้วมันจะมีแต่เรื่องแย่ๆตามเข้ามาและไม่ได้ช่วยให้มีอะไรดีขึ้นเลย เราเคยผ่านจุดที่ตกต่ำที่สุดมาแล้วการพ่ายแพ้นัดนี้เป็นเพียงผลการแข่งขันนัดหนึ่งเท่านั้น

ให้เวลาทีมได้ปรับจูนอีกนิดรับรองว่า เชลซี จะกลับมาทำให้ผลงานได้อย่างสุดยอดในไม่ช้า


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ: chelsea-th.com
เว็บไซต์หลักของสโมสรเชลซี: chelseafc.com