คลังเก็บป้ายกำกับ: ชปล

ไฮไลท์เชลซี-0-0-เซบีย่า

(ไฮไลท์เชลซี 0-0 เซบีย่า) สิงห์แลมพ์ประเดิมกร่อย เปิดบ้านเจ๊าจืด เซบีย่า

สิงโตน้ำเงินคราม ประเดิมสนามในศึก ชปล. ได้ไม่ดีนัก หลังทำได้เพียงแค่เสมอกับทีมเยือนจากสเปนไปแบบไร้สกอร์ (ไฮไลท์เชลซี 0-0 เซบีย่า)


ไฮไลท์เชลซี 0-0 เซบีย่า ศึกยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ ลีก | เชลซี ประเดิมคว้าได้เพียงแต้มเดียวจากการลงสนามนัดแรกในศึก ยูฟ่า แชมป์เปียนส์ ลีก โดยเสมอกับยอดทีมแกร่งจากสเปนไปแบบจืดชืด

ไฮไลท์บอล ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ ลีก เชลซี 0-0 เซบีย่า

รายชื่อผู้ทำประตู
เชลซี :
เซบีย่า :

สนาม : สแตมฟอร์ด บริดจ์
ผู้ตัดสิน : เดวิด แมสซา

รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

เชลซี (4-2-3-1) : เอดูอาร์ เมนดี้ – รีซ เจมส์, ติอาโก้ ซิลวา, คูร์ท ซูม่า, เบน ชิลเวลล์ – เอ็นโกโล่ ก็องเต้, จอร์จินโญ่ (มาเตโอ โควาซิช น.65) – เมสัน เมาน์ท (ฮาคิม ซิเยค น.62), ไค ฮาแวร์ทซ์, คริสเตียน พูลิซิช (คัลลัม ฮัดสัน-โอดอย  น.91) – ติโม แวร์เนอร์ (แทมมี่ อับราฮัม น.91)
ผู้จัดการทีม : แฟรงค์ แลมพาร์ด

เซบีย่า (4-3-3) : ยัสซีน บูนู – เฆซุส นาบาส, เซร์จี้ โกเมซ (โจน จอร์ดาน น.33), ดีเอโก้ คาร์ลอส, มาร์กอส อากุนญ่า – อิวาน ราคิติช (ฟรังโก้ วาซเกซ น. 80), แฟร์นานโด, เนมานย่า กูเดลจ์ – ลูคัส โอคัมโปส, ลุค เดอ ยอง (ยูสเซฟ เอ็น-เนซีรี่ น. 80), ซูโซ่ (โอลิเวอร์ ตอร์เรส  น. 58)
ผู้จัดการทีม : จูเลน โลเปเตกี

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ครึ่งแรก

นาทีที่ 5 – เชลซีได้ทักทายก่อน รีซ เจมส์ เปิดบอลเข้าไปให้ ไค ฮาแวร์ทซ์ ยิงไปติดบล็อกแนวรับทีมเยือน

นาทีที่ 18 – ทีมเยือนเกือบขึ้นนำจากจังหวะที่ ซูโซ่ เปิดบอลไปเสาไกลให้ มานย่า กูเดลจ์ โขกบอลไปแฉลบ คูร์ท ซูม่า เกือบเข้าประตู แต่ เอดูอาร์ เมนดี้ ยังควักลูกออกมาได้ทัน

นาทีที่ 43 – มาร์กอส อากุนญ่า พาบอลหนี คริสเตียน พูลิซิช ก่อนเปิดไปเสาไกลให้ ซูโซ่ ขึ้นโขกแต่บอลหลุดออกไปแบบหวาดเสียว

ทีมเยือนได้ลุ้นประตูก่อนหมดเวลาแต่ เมนดี้ สามารถป้องกันไว้ได้จบครึ่งแรกเสมอกันไป 0-0

ครึ่งหลัง

นาทีที่ 47 – เจ้าบ้านได้ลูกเตะมุม เบน ชิลเวลล์ เปิดไปให้ ซูม่า ขึ้นโขกแต่บอลไปตรงตัว ยัสซีน บูนู พลาดได้ประตูขึ้นนำ

นาทีที่ 55 – ติโม แวร์เนอร์ ได้ปั่นบอลบริเวณ แต่ไม่ผ่านมือนายทวารทีมเยือน

นาทีที่ 58 – ไค ฮาแวร์ทซ์ จ่ายบอลให้ รีซ เจมส์ ตักบอลไปให้ ชิลเวลล์ ขึ้นโหม่งแต่ไปตัวตัว ยัสซีน บูนู รับไวได้

นาทีที่ 68 – ทีมเยือนได้โอกาสลุ้นอีกครั้งอิวาน ราคิติช เปิดลูกเตะมุมเข้าไปให้  โจน จอร์ดาน ยิงตามน้ำบอลเหินข้ามคานออกไป

ช่วงท้ายเกมค่อนข้างอึดอัดและทำอะไรกันไม่ได้จบเกมเสมอกันไป 0-0


บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ที่ : chelsea-th.com
เว็บไซต์หลักของสโมสรเชลซี : www.chelseafc.com/th

แฟรงค์-แลมพาร์ด-เชลซี

แฟรงค์ แลมพาร์ด และ เชลซี ใน ตลาดซื้อขายนักเตะช่วงซัมเมอร์ (มีคลิป)

ฤดูกาลใหม่กำลังมาถึง เรามาดูการเสริมทัพเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งและแก้ไขจุดบกพร่องในฤดูกาลที่แล้วของ แฟรงค์ แลมพาร์ด และ เชลซี กัน


ผ่านไปแล้ว 1 ปีสำหรับบทบาทการเป็นผู้จัดการทีมของ แฟรงค์ แลมพาร์ด ตำนานผู้ยิ่งใหญ่ของสโมสร โดยเจ้าตัว พา เชลซี จบอันดับ 4 ของตารางพร้อมคว้าตั๋วลุย แชมป์เปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาลหน้าได้สำเร็จ

นอกจากนี้ ป๋าแฟรงค์ ยังพาเชลซีเข้าชิง เอฟเอ คัพ ได้อีกด้วย แม้ว่าจะพลาดท่าพ่ายแพ้ให้กับ อาร์เซนอล ไปแบบดราม่าพอสมควร แต่เชื่อว่าแฟนบอลสิงห์บลู ส่วนใหญ่ค่อนข้างพอใจผลงานโดยรวมของทีมในฤดูกาลที่ผ่านมาไม่มากก็น้อย

การไม่ได้เสริมนักเตะแม้แต่คนเดียวตลอดตลาดซื้อขายนักเตะทั้ง 2 รอบทั้งๆที่มีโอกาสทำให้ ซูเปอร์แฟรงค์ ต้องใช้ทรัพยากรที่มีอยู่เพื่อฝ่าฟันอุปสรรคมากมายกว่าจะจบฤดูกาลและเขาก็ทำได้ดีเกินคาด ถือเป็นบททดสอบที่ยอดเยี่ยมของ อดีตตำนานคนนี้

หลังจบฤดูกาล ด้วยความอึดอัดที่ไม่ได้นักเตะมาเสริมทีมแม้แต่รายเดียว ทำให้ ตลาดซื้อขายนักเตะช่วงซัมเมอร์ รอบนี้ พวกเขาใช้เงินอย่างคุ้มค่า เพื่อแก้ไขปัญหาของทีมและยกระดับให้เทียบเท่ากับ ลิเวอร์พูล และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ให้ได้

แข้งรายแรกที่เชลซีคว้ามาร่วมทีมก็สร้างความตื่นเต้นให้แฟนบอลเป็นอย่างมากเมื่อ เชลซี ไปดึง ฮาคิม ซีเย็ก ปีกฝีเท้าจัดจ้านและมีฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยมตลอดหลายฤดูกาลที่ค้าแข้งกับ อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ด้วยค่าตัวที่กำลังพอดีไม่ถูกและแพงเกินไป

บทความที่เกี่ยวข้อง : การสรางอาณาจักรของ สิงห์บลูส์

ต่อมา แลมพาร์ด จัดการปัญหาในแดนหน้าด้วยการคว้ายอดดาวยิงทีมชาติเยอรมันอย่าง ติโม แวร์เนอร์ มาแบบเหลือเชื่อ เพราะเจ้าตัวมีข่าวว่าจะย้ายไปร่วมทีม ลิเวอร์พูล อย่างแน่นอนจากการตกลงสัญญาใจกับ เยอร์เก้น คล็อปป์ แต่สุดท้ายเชลซีก็ทำเซอร์ไพร์สปาดหน้า หงส์แดง คว้าดาวซัลโวของ แอร์เบ ไลป์ซิก มาเป็นสมบัติของตนหน้าตาเฉย โดยดีลนี้ทั้ง ป๋าแลมพ์ และ เพตเตอร์ เช็ค ลงไปจัดการด้วยตัวเองเลยด้วย

สองดีลที่เกิดขึ้นเป็นการซื้อนักเตะที่อยู่ในระดับท็อปคลาสของวงการมาร่วมทีมและใช้จ่ายได้อย่างยอดเยี่ยม แต่มันยังไม่จบเพียงเท่านั้น

ไค ฮาแวร์ทซ์ คือเป้าหมายรายต่อมาของทีม ดาวรุ่งพรวรรค์สูงรายนี้เป็นที่ต้องการของบรรดาทีมใหญ่ทั่วยุโรป แต่ เชลซี คือทีมเดียวในตอนนี้ที่สามารถจ่ายค่าตัวนักเตะรายนี้มาร่วมทีมได้ นี่เองทำให้ สิงห์บลูได้เปรียบสุดๆในดีลนี้และจนถึงปัจจุบัน แฟนบอลรอแค่เพียงการยืนยันอย่างเป็นทางการจากสโมสรเท่านั้น

ส่วนดีลล่าสุดที่ยืนยันไปแบบสดๆ ร้อนๆ แข้งรายล่าสุด เบน ชีเวลล์ แบ็กซ้ายคนใหม่ของทีมที่ย้ายมาร่วมทีมด้วยราคา 50 ล้านปอนด์พร้อมสัญญายาว 5 ปี จนถึงตอนนี้คงไม่ผิดอะไรหากจะบอกว่าแฟนๆทีมอื่นจะต้องออกอาการตาร้อนเมื่อเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในตาลดนักเตะรอบนี้ ส่วนแฟนบอลสิงห์บลูเองก็คงฟินกันเป็นแทบเมื่อเห็นสิ่งที่ แฟรงค์ แลมพาร์ด และสโมสรกำลังทำอยู่ตอนนี้

 แม้จะซื้อแข้งใหม่มาแล้วถึง 3 คนแต่เม็ดเงินที่ใช้ไปถือว่าสมเหตุสมผลสุดๆหากเทียบกับราคานักเตะในตาด ณ ปัจจุบันนี้ ต้องของชื่นชม มาริน่า กรานอฟสกาย่า จากหัวใจ สาวแกร่งคนนี้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า โรมัน อบราโมวิช มองไม่ผิดที่เลือกเธอมาทำงานที่นี่

ต่อจากนี้มาติดตามดูกันครับว่า เชลซี จะมีการเสริมทัพเพิ่มเติมในตำแหน่งไหนอีกบ้าง รายชื่อนักเตะที่มีข่าวถือว่าเยอะมากและมีเข้ามาเรื่อยๆ แต่หลักๆที่เป็นข่าวและแฟนเชลซีอยากได้มาร่วมทีมก็มีอีกหลายรายทั้ง ไค ฮาแวร์ทซ์, ติอาโก้ ซิลวา, โฮเซ่ ฆิมิเนซ, เดแคลน ไรซ์, แยน โอบลัค, นิค โป๊ป และอีกหลายราย

ลองคิดเล่นๆดู หลังจากนี้หากได้นักเตะตามที่ตั้งเป้าไว้ทั้งหมด ฤดูกาลที่จะถึงคงสนุกแน่ๆ เชลซีอาจจะกลายเป็นหนึ่งในทีมเต็งที่จะคว้าแชมป์รายการใดรายการหนึ่งก็ไม่แปลกนัก แต่อย่างไรก็ตามต้องรอรอว่า แลมพาร์ด จะปรับจูนบรรดาแข้งใหม่ให้เล่นด้วยกันได้อย่างเข้าขาหรือไม่

นักเตะจะสามารถปรับตัวให้เข้ากับการเล่นใน พรีเมียร์ลีก ได้หรือไม่ หรือจะเป็นปัญหานักเตะบาดเจ็บที่อาจจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้ และมันก็ทำให้เห็นมาหลายต่อหลายครั้งแล้วแล้ว หากทีมที่จะเป็นแชมป์จริงๆ ที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นนั้นคือ สิ่งจำเป็นต้องแก้ปัญหาหรือป้องกันแก้ไขให้ดีที่สุด

แน่นอนว่าการคว้ายอดนักเตะมาเสริมทัพ ย่อมส่งผลดีต่อทีม แต่บางครั้งมันก็เหมือนกับดาบสองคมเช่นกัน เพราะว่าความคาดหวังย่อมสูงขึ้นตามไปด้วย เราอาจจะต้องให้เวลา ซูเปอร์แฟรงค์ และทีมงานได้ทำการปรับจูนรวมไปถึงระบบการเล่นของทีม เพื่อให้ได้ผลลัพท์ที่ออกมาดีที่สุดให้ได้

ข่าวการซื้อขายนักเตะของเชลซียังไม่จบเพียงเท่านี้อย่างแน่นอน ยังมีเวลาให้ช็อปปิ้งอีกเยอะแต่จะซื้อนักเตะที่ต้องการได้ทั้งหมดมาในตลาดนักเตะเพียงรอบเดียวนั้นค่อนข้างยาก ด้วยปัจจัยหลายๆอย่าง แต่ถึงอย่างนั้นผมและแฟนเชลซีหลายคนๆ ยังเชื่อมั่นในสโมสรและ แฟรงค์ แลมพาร์ด อย่างสุดหัวใจว่าพวกเขาจะพาให้เชลซีกลับมาครองความยิ่งใหญ่ได้อีกครั้งในอนาคตอันใกล้นี้

คลิป 10 อันดับ การเล่นสุดตื่นตาตื่นใจของเชลซี ในฤดูกาล 2019/20


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ: chelsea-th.com
เว็บไซต์หลักของสโมสรเชลซี: chelseafc.com

 

ฉันคงดีไม่พอ!-'โธมัส-ทูเคิ่ล'-ส่อโดน-'เปแอสเช'-ปลดพ้นตำแหน่งกุนซือ

ฉันคงดีไม่พอ! ‘โธมัส ทูเคิ่ล’ ส่อโดน ‘เปแอสเช’ ปลดพ้นตำแหน่งกุนซือ

แม้จะพาทีมกวาดแชมป์ในประเทศได้ทุกรายการ แต่อนาคตของ ‘โธมัส ทูเคิ่ล’ ในถิ่น ‘ปาร์ค เดอ แปรงซ์’ กำลังจะจบลงหลังพลาดแชมป์ ‘ชปล.’ ซึ่งเป็นถ้วยที่ทีมต้องการมากสุด


แม้จะประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในฤดูกาลนี้กับการคว้า 4 แชมป์ในประเทศ และได้เข้าชิง ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ ลีก เป็นแรกในประวัติศาสตร์สโมสร แม้จะต้องผิดหวังเป็นได้แค่รองแชมป์แต่แข้ง ‘เปแอสเช’ ภายใต้การคุมทัพของ โธมัส ทูเคิ่ล คือหนึ่งในทีมที่แข็งแกร่งที่สุดในฤดูกาลนี้

แต่สำหรับ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ที่ครองความยิ่งใหญ่ในประเทศมาอย่างยาวนาน และความฝันสูงสุดของพวกเขาคือแชมป์ยุโรป เมื่อ ทูเคิ่ล ไม่สามารถทำฝันให้เป็นจริงได้ทำให้สโมสรเริ่มพิจารณาที่จะปลดกุนซือสัญชาติเยอรมันรายนี้ออกจากตำแหน่ง จากการรายงานของ จานลูก้า ดิ มาร์ซิโอ ผู้สื่อข่าวชื่อดังของ สกายสปอร์ต

โธมัส ทูเคิ่ล ที่เริ่มคุมทีมเมื่อปี 2018 พาทีมประสบความสำเร็จอย่างมากมายโดยเฉพาะในฤดูกาลนี้ แต่ ประธานสโมสรของ เปแอสเช ยังไม่พอใจผลงานกุนซือหนุ่ม จึงพิจารณาที่จะปลดและเตรียมดึง มัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี อดีตกุนซือยูเวนตุส มาทำหน้าที่แทน

อย่างไรก็ตาม อัลเลกรี ก็เป็นที่สนใจของ อินเตอร์ มิลาน เช่นเดียวกันหลังมีข่าวว่าพวกเขาอาจปลด อันโตนิโอ คอนเต้ อดีตเทรนเนอร์เชลซีออกจากตำแหน่ง

อ่านเพิ่มเติม ฉันคงดีไม่พอ! ‘โธมัส ทูเคิ่ล’ ส่อโดน ‘เปแอสเช’ ปลดพ้นตำแหน่งกุนซือ

ไฮไลท์บอล ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ ลีก เปแอสเช 0-1 บาเยิร์น มิวนิค

แชมป์ 6 สมัยจ้า! ‘โกมัน’ โขกชัย ‘บาเยิร์น’ สามแชมป์ (เปแอสเช 0-1 บาเยิร์น มิวนิค)

‘ฮันซี่ ฟลิค’ พา ‘เสือใต้’ จารึกประวัติศาสตร์ คว้าทริปเปิ้ลแชมป์ได้สำเร็จ หลังซิวถ้วย ‘ชปล.’ สมัย 6 มาครอง จบเกม เปแอสเช 0-1 บาเยิร์น มิวนิค


ไฮไลท์บอล ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ ลีก เปแอสเช 0-1 บาเยิร์น มิวนิค | สองทีมที่มีฟอร์มการเล่นที่ดีที่สุดในฤดูกาลนี้ ‘ปารีส แซงต์-แชร์กแมง’ ที่กวาดแชมป์ในประเทศได้ทุกรายการไม่ต่างกับ ‘บาเยิร์น มิวนิค’ ที่ทำได้เช่นกัน และในท้ายที่สุดก็เป็น ‘เสือใต้’ ที่คว้าทริปเปิ้ลแชมป์และเป็นแชมป์รายการนี้สมัยที่ 6 ไปครองได้สำเร็จโดยได้ประตูชัยจาก ‘คิงสลี่ย์ โกมัน’ อดีตนักเตะของ ‘เปแอสเช’

ไฮไลท์บอล ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ ลีก เปแอสเช 0-1 บาเยิร์น มิวนิค

รายชื่อผู้ทำประตู

บาเยิร์น มิวนิค : 0-1 คิงสลี่ย์ โกมัน 59′

สนาม : เอสตาดิโอ ดา ลุซ (สนามกลาง,โปรตุเกส)

ผู้ตัดสิน : ดานิเอเล่ ออร์ซาโต้ (อิตาลี)

รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

 ปารีส แซงต์-แชร์กแมง (4-3-3) : เกย์ลอร์ นาวาส – ธีโล่ เคห์เรอร์, ติอาโก้ ซิลวา, เพรสเนล คิมเพมเบ้, ฆวน เบร์นาต (เลย์แว็ง คูร์ซาว่า น.80) – อันเดร์ เอร์เรร่า (ยูเลี่ยน ดรักซ์เลอร์ น.72), มาร์กินญอส, เลอันโดร ปาเรเดส (มาร์โก แวร์รัตติ น.65) – อังเคล ดิ มาเรีย (เอริค ชูโป-โมติง น.80), เนย์มาร์, คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้

ผู้จัดการทีม : โธมัส ทูเคิ่ล

บาเยิร์น มิวนิค (4-2-3-1) : มานูเอล นอยเออร์ – โยชัว คิมมิช, เยโรม บัวเต็ง (นิคลาส ซูเล่ น.25), ดาวิด อลาบา, อัลฟอนโซ่ เดวิส – เลออน โกเร็ทซ์ก้า, ติอาโก้ อัลกันตาร่า (โกร็องแต็ง โตลิสโซ่ น.86) – แซร์จ นาบรี้ (ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ น.68), โธมัส มุลเลอร์, คิงสลี่ย์ โกมัน (อิวาน เปริซิช น.68) – โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้

ผู้จัดการทีม : ฮันซี่ ฟลิค

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

เปแอสเช ภายใต้การนำทัพของ โธมัส ทูเคิ่ล คว้าแชมปไปถึง 4 รายการได้แก่ แชมป์ลีก เอิง (ที่ถูกตัดจบ), เฟร้นช์ คัพ, ลีก คัพ และโทรเฟ่ส์ เดส์ ช็องปิยงส์ ซึ่งเป็นแชมป์ในประเทศทั้งหมด

โดยก่อนที่จะทะลุมาถึงรอบชิงชนะเลิศ พวกเขาเขี่ยทีมจาก เยอรมัน ตกรอบมาแล้วถึง 2 ทีมในรอบก่อนหน้า โดยในรอบ 16 ทีมสุดท้ายพวเขาเอาชนะ ดอร์ทมุนด์ เข้ารอบมาได้ ในขณะที่ แอร์เบ ไลป์ซิก คือทีมล่าสุดที่ถูกทีมดังเมืองน้ำหอมเขี่ยตกรอบรองชนะเลิศไป

ด้าน เสื้อใต้ ของ ฮันซี่ ฟลิค สร้างสถิติสุดโหดด้วยการเอาชนะแบบ 100% แถมยิงคู่แข่งแบบขาดลอยอีกหลายนัด เรียกได้ว่านี่คือ บาเยิร์น มิวนิคที่แท้จริง และยังคว้าแชมป์ได้ทุกรายการที่ลงแข่งขันในฤดูกาลนี้ นี่คือทีมที่ลงตัวและสมบูรณ์แบบสุดๆ

ครึ่งแรก

นาทีที่ 18 – คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ จ่ายบอลให้ เนย์มาร์ หลุดเข้าไปยิงติดเซฟ มานูเอล นอยเออร์ บอลเด้งมาให้ยิงซ้ำแต่ นอยเออร์ ยังเอาขาบล็อกไว้ได้

นาทีที่ 21 – อัลฟอนโซ่ เดวิส เติมเกมรุกมาเปิดบอลเข้าเขตโทษบอลเลยไปถึง โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ หมุนตัวยิงด้วยขวาไปติดปลายมือ เกย์ลอร์ นาวาส แล้วไปชนเสา

นาทีที่ 22 – เนย์มาร์ เลี้ยงแหวกผู้เล่น เสือใต้ ก่อนจ่ายให้ อังเคล ดิ มาเรีย ทำชิ่งกับ อันเดร์ เอร์เรร่า หลุดเข้าไปซัดด้วยขวาบอลข้ามคานออกไป

นาทีที่ 28 – แนวรับเสือใต้ เคลียร์ลูกเปิดของเนย์มาร์ไปเข้าทาง อันเดร์ เอร์เรร่า ซัดเต็มข้อแต่บอลไปโดน เลออน โกเร็ทซ์ก้า ออกหลังไป

นาทีที่ 44 – คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ ได้หลุดเข้าไปยิงจ่อ แต่บอลไปเข้ามือ มานูเอล นอยเออร์ แบบเหลือเชื่อ

จบครึ่งแรก ทั้งสองทีมสู้กันได้อย่างสูสี แต่ยังทำไรกันไม่ได้ เสมอกันไป 0-0

ครึ่งหลัง

นาทีที่ 59 (Goal) – บาเยิร์น มิวนิค มาขึ้นนำได้สำเร็จ แซร์จ นาบรี้ เปิดบอลจากเส้นหลังไปติดบล็อกมาเข้าทาง โยชัว คิมมิช ตักบอลไปเสาสองให้ คิงสลี่ย์ โกมัน โขกง่ายๆเข้าประตูไป เสือใต้นำ 1-0

นาทีที่ 66 – อังเคล ดิ มาเรีย ครอสบอลจากฝั่งขวา แต่บอลเลยไปเข้ามือ นอยเออร์ รับไว้ได้สบาย

นาทีที่ 69 – อังเคล ดิ มาเรีย ที่รับบอลจาก มาร์โก แวร์รัตติ ตวัดบอลลอดขา ดาวิด อลาบา มาถึง มาร์กินญอส ยังไปติดเซฟ มือกาวชาวเยอรมันเหลือเชื่อ

นาทีที่ 90+ – ปารีส เล่นเกมสวนกลับ คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ จ่ายบอลตัดแนวรับให้ เนย์มาร์ ลากบอลเข้าเขตโทษก่อนจ่ายให้ เอริค ชูโป-โมติง แต่ยิงไม่โดนบอลออกหลังไป

จบเกม บาเยิร์น มิวนิค เอาชนะเปแอสเช 1-0 คว้าแชมป์ ชปล. สมัยที่ 6 มาครองและสร้างประวัติศาสตร์ทีมแรกที่ชนะทุกเกมที่ลงแข่งขันและคว้าแชมป์ได้ในที่สุด
อ่านเพิ่มเติม แชมป์ 6 สมัยจ้า! ‘โกมัน’ โขกชัย ‘บาเยิร์น’ สามแชมป์ (เปแอสเช 0-1 บาเยิร์น มิวนิค)

ดิดิเยร์ ดร็อกบา และ ปีเตอร์ เช็ก

นักเตะในตำนานของเชลซี ตอนที่ 5 ดิดิเยร์ ดร็อกบา และ ปีเตอร์ เช็ก

2 สุดยอดผู้เล่นชุดประวัติศาสตร์ที่คว้า ชปล. มาครอง สุดยอดดาวยิงและผู้รักษาประตูที่ดีที่สุดตลอดกาล ดิดิเยร์ ดร็อกบา และ ปีเตอร์ เช็ก


ประวัตินักเตะในตำนาน ตอนที่ 5 ดิดิเยร์ ดร็อกบา และ ปีเตอร์ เช็ก

นักเตะในตำนาน คนที่ 9 ดิดิเยร์ ดร็อกบา

ดิดิเยร์-ดร็อกบา

ดิดิเยร์ ดร็อกบา เป็นชาวโกตดิวัวร์หรือไอวอรี่โคสต์เมื่ออายุได้ 5 ขวบได้ย้ายไปอยู่ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งอาศัยอยู่กับลุงเป็นนักฟุตบอลอาชีพ ด้วยความใกล้ชิดกับกีฬาฟุตบอล จึงเกิดแรงบันดานใจทำให้ตัดสินใจเล่นฟุตบอล เมื่ออายุ 18 ได้เริ่มเล่นฟุตบอลอาชีพกับ สโมสรเลอ ม็องส์ โดยได้ลงเล่นทั้งหมด 62 นัด ทำประตูไปทั้งหมด 11 ประตู

ดร็อกบา ถือเป็นขวัญใจของเหล่าสิงห์บลู เขานำพาความสำเร็จมาตั้งแต่แชมป์ลีกในปีแรก ตบด้วยถ้วยบิ๊กเอียร์ของยุโรป ขึ้นชั้นเป็นตำนาน และในสายตาของชาวโกตดิวัวร์ ดิดิเยร์ เปรียบเป็นพระเจ้าของพวกเขา ถ้าคุณมีโอกาสได้ไปเยือนประเทศแห่งนี้ คุณจะได้เห็นหน้าของเขาอยู่ในทุกที่ ไล่ตั้งแต่โฆษณาช็อกโกแลต ยันโทรศัพท์มือถือ แม้เขาจะมีชื่อเสียงและความสุขมากเพียงใด แต่ก็ไม่สามารถนอนหลับสนิทได้สักที อันเนื่องมาจากการเมืองของโกตดิวัวร์ที่ร้อนระอุอยู่บ่อยครั้ง และก็มักจะเกิดสงครามกลางเมืองอยู่เรื่อย ๆ

แรกเริ่มเจ้าตัวเริ่มโด่งดังกับ โอลิมปิก มาร์กเซย์ ด้วยบุคลิกที่สูงใหญ่ บึกบึน แข็งแกร่ง ฟอร์มการเล่นจึงเข้าไปเตะตา โชเซ่ มูรินโญ่ สมัยที่กุมบังเหียนกับยอดทีมจากโปรตุเกส อย่าง ปอร์โต้ เชลซีจึงซื้อเขามาร่วมทีมด้วยค่าตัว 24 ล้านปอนด์ ในเดือนกรกฎาคม 2004

ช่วงเวลาสมัยค้าแข้งกับสโมสรฟุตบอลเชลซี

ในชุดสีเสื้อกับเชลซี กว่าจะเป็นตำนานนั้น เส้นทางไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะ เมื่อประสบความสำเร็จใน 2 ปีแรก

ปีถัดมา มูรินโญ่ ถูกปลด ทำให้ดร็อกบาเสียใจเป็นอย่างมาก ทั้งมีข่าวหนาหูว่า จะย้ายตามไปที่อินเอตร์ มิลาน อย่างไรก็ตาม เสี่ยหมี โรมัน อับราโมวิช เจ้าของทีมได้พูดคุยจนเจ้าตัวอยู่กับทีมต่อไปในที่สุด

ทั้งนี้ก็ยังไม่วายเจอปัญหารุมเล้า ทั้งกับหลุย เฟลิเป้ สโคลารี่ กุนซือชาวบราซิลและข่าวฉาวจากการด่าผู้ตัดสิน ในรอบรองชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนลีก ในปี 2009 กับบาร์เซโลน่า จนเป็นเหตุให้เจ้าตัวโดนแบนในที่สุด

ถึงแม้เรื่องราวต่างๆ จะถาโถม เขาก็ยังลั่นสกอร์ได้อย่างต่อเนื่อง จาก 164 ประตูที่ยิงให้เชลซีจนกลายเป็นดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลอันดับที่สี่ รองจากแฟรงค์ แลมพาร์ด, บ็อบบี้ แทมบลิ้ง และเคอร์รี่ ดิ๊กซอน เท่านั้น

ดร็อกบาประสบความสำเร็จมากมายในอาชีพค้าแข้งอยู่กับเชลซี ด้วยเกียรติประวัติคือ แชมป์พรีเมียร์ลีก 4 สมัย, แชมป์เอฟเอ คัพ 4 สมัย, ลีก คัพ 3 สมัย และ ยูฟา แชมเปียนส์ ลีก 1 สมัย

บทความที่เกี่ยวข้อง : ตลาดนักเตะช่วงซัมเมอร์ ของเชลซี

นักเตะในตำนาน คนที่ 10 ปีเตอร์ เช็ก

ปีเตอร์-เช็ก

ปีเตอร์ เช็ก เกิดที่เมืองปลาเซน ในสาธารณรัฐเช็ค เริ่มต้นเล่นฟุตบอลกับทีมวิคตอเรีย ปลาเซน เป็นเพียงสโมสรเล็กๆ ของท้องถิ่น เริ่มแรกนั้น เขาเล่นเป็นกองกลางและกองหน้าให้กับทีมชุดเยาวชน

หากแต่จุดเปลี่ยนของชีวิตคือ เขาขาหักเมื่อตอน 10 ขวบ ทำให้ต้องเป็นเล่นในตำแหล่งผู้รักษาประตูดูดีที่สุด เมื่อเริ่มจริงจัง เช็กก็ย้ายไปสู่สโมสรที่ใหญ่กว่าอย่างชเมล บลาซานี่ และลงเล่นนัดแรกในปี 1999 จนถูกสโมสรยักษ์ใหญ่ในบ้านเกิดอย่างสปาร์ต้า ปราก กระชากตัวไปร่วมทีมด้วยค่าตัวถึง 700,000 ยูโร

การมาอยู่กับสโมสรใหญ่อย่างสปาร์ต้า ปราก ทำมให้พรสวรรค์ของเช็กก็ยิ่งโดดเด่นมากขึ้นอีก เมื่อสร้างสถิติไม่เสียประตูนานติดต่อกันถึง 855 นาที แถมสถิติการไม่เสียประตูติดต่อกันนานที่สุดในลีกของเช็คอีกด้วย

จากนั้นไม่นานทางแรนส์ สโมสรในฝรั่งเศส ที่ได้คว้าตัวเช็กไปร่วมทีมด้วยค่าตัว 5 ล้านยูโร

ช่วงเวลา 2 ปีที่เช็ก ได้อยู่กับแรนส์ แม้จะไม่ประสบความสำเร็จมากนัก แต่ผลงานในการป้องกันประตู ทำให้เคลาดิโอ รานิเอรี่ ผู้จัดการเชลซีสนใจและรีบซื้อมาร่วมทีมตั้งแต่ช่วงต้นปี 2004 โดยเป็นการจองตัวเอาไว้ก่อนและรอย้ายทีมหลังฤดูกาลสิ้นสุดด้วยค่าตัว 7 ล้านปอนด์

ช่วงเวลาสมัยค้าแข้งกับสโมสรฟุตบอลเชลซี

แม้ช่วงแรกที่ย้ายมาเชลซี เจ้าตัวเอง คงรู้อยู่แก่ใจว่าต้องเผชิญกับการแย่งชิงตำแหน่ง คาร์โล คูดิชินี่ ผู้รักษาประตูมือหนึ่งที่เชลซีในขณะนั้น ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในสุดยอดนายทวารของพรีเมียร์ลีก ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงในทีมโชเซ่ มูรินโญ่ เข้ามาคุมทีมแทนรานิเอรี่ ยิ่งทำให้ตำแหน่งของเช็คมั่นคงขึ้นอีก กลับกันเป็นทาง คูดิชินี่ ที่ต้องย้ายออกไป

ในยุคโชเซ่ มูรินโญ่ เช็กยังคงเล่นได้อย่างยอดเยี่ยมในฤดูกาลที่ 2 และช่วยนำเชลซี คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้อีกครั้ง

แม้กระนั้น เช็กก็เกือบยุติการเป็นนักตะอาชีพ เพราะประสบอุบัติเหตุร้ายแรงที่ ในเกมกับเร้ดดิ้ง เมื่อถูก สตีเฟ่น เข้าชาร์จรุนแรงตั้งแต่นาทีแรกถึงเกมจนถึงขั้นหมดสติและโดนหามส่งโรงพยาบาลโดยด่วน เป็นเหตุให้กะโหลกร้าว จนต้องสามเฮดการ์ดไว้ตลอดนั้นตั้งแต่นั้นมา

ปีเตอร์ เช็ก ลงสนามในสแตมฟอร์ด บริดจ์ 333 เกมแล้วย้ายไปอาร์เซน่อลเมื่อปี 2015 และติดทีมชาติทั้งหมด 124 เกม และคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 4 สมัย, เอฟเอ คัพ 4 สมัย, ลีก คัพ 3 สมัย, แชมเปี้ยนส์ ลีกและยูโรป้า ลีกอีกรายการละ 1 สมัย


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ : chelsea-th.com
เว็บไซต์หลักของสโมสร : chelseafc.com

ไฮไลท์บอล ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ ลีก ไลป์ซิก 2-1 แอต.มาดริด

รอบรองครั้งแรก! ไลป์ซิก เฉือนหวิว ตราหมี ลิ่วรอบรอง (ไลป์ซิก 2-1 แอต.มาดริด)

ยอดทีมจากเยอรมันได้ซูเปอร์ซัพอย่าง ไทเลอร์ อดัมส์ ลงมาซัดประตูชัย ไลป์ซิก 2-1 แอต.มาดริด พร้อมเข้ารอบรองชนะเลิศ ชปล. เป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์สโมสร


ไฮไลท์บอล ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ ลีก ไลป์ซิก 2-1 แอต.มาดริด หนึ่งจากสองตัวแทนของสโมสรจากเยอรมัน ที่หักปากกาเซียนเข้ารอบรองชนะเลิศเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ หลังเอาชนะยอดทีมจากเสปนอย่าง แอตเลติโก มาดริด 2-1 โดยได้ประตูชัยจาก แข้งตัวสำรอง ไทเลอร์ อดัมส์  ที่ลงมายิงประตูชัยพาทีมเข้ารอบแบบเหลือเชื่อ

สนาม: เอสตาดิโอ โชเซ่ อัลวาลาเด้ (สนามกลาง,โปรตุเกส)

ผู้ตัดสิน: ไซมอน มาร์ซีเนียค (โปแลนด์)

รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

ไลป์ซิก (4-3-3): ปีเตอร์ กูลัคซี่,มาร์เซล ฮัลส์เทนเบิร์ก,ดาโยต์ อูปาเมกาโน่,ลูคัส โคลสเตอร์มันน์,อังเคลินโญ่,มาร์เซล ซาบิตเซอร์ (นอร์ดี้ มูคิเอเล่ น.90+2),เควิน คัมเปล,คอนราด ไลเมอร์ (ไทเลอร์ อดัมส์ น.72),คริสโตเฟอร์ เอ็นเกิงกู (อมาดู ไฮดาร่า น.83),ยุสซุฟ โพลเซ่น,ดานี่ โอลโม่ (พาทริค ชิค น.83)

ผู้จัดการทีม: ยูเลียน นาเกลส์มันน์

แอต.มาดริด (4-4-2): ยาน โอบลัค,คีแรน ทริปเปียร์,สเตฟาน ซาวิช,โฮเซ่ คิเมเนซ,เรนาน โลดี,ยานนิค การ์ราสโก้,ซาอูล ญีเกซ,เฮคเตอร์ เอร์เรร่า (ชูเอา เฟลิกซ์ น.58),โกเก้ (เฟลิเป้ น.90+2),ดีเอโก้ คอสต้า (อัลวาโร่ โมราต้า น.72),มาร์กอส ยอเรนเต้

ผู้จัดการทีม: ดีเอโก้ ซิเมโอเน่

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ศึก ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ ลีก รอบก่อนรองชนะเลิศ โดยจะแข่งกันแบบนัดเดียวจบ โดยคู่นี้เป็นการพบกันระหว่าง ทีมม้ามืดตัวแทนจากเยอรมัน อาร์บี ไล์ซิก กับ อีกหนึ่งทีมเต็งของรายการอย่าง ตราหมี แอตเลติโก้ มาดริด

ไลป์ซิก ที่ไม่มี ศูนย์หน้าตัวเก่งอย่าง ติโม แวร์เนอร์ ที่ย้ายไปร่วมทีมเชลซีส่ง  ยุสซุฟ โพลเซ่น ลงเป็นตัวจริงในแดนหน้า ส่วน แอต.มาดริด พัก ชูเอา เฟลิกซ์ กับ อัลวาโร่ โมราต้า เป็นตัวสำรอง และส่ง ดิเอโก้ คอสต้า ลงหน้าตาข่ายในเกมนี้

ครึ่งแรก

นาทีที่ 4 – จากจังหวะที่แนวรับ ตราหมี เคลียร์บอลไม่ขาดทำให้ มาร์เซล ฮัลส์เทนเบิร์ก ได้โอกาสยิงในกรอบเขตโทษแต่บอลลอยข้ามคานออกไปิอย่างน่าเสียดาย

นาทีที่ 10 – สเตฟาน ซาวิช ได้โหม่งลูกเปิดของ เรนาน โลดี แต่บอลไปเข้ามือ ปีเตอร์ กูลัคซี่ คว้าไว้ได้สบายๆ

นาทีที่ 12 – แอต.มาดริด ยังคงบุกต่อเนื่อง ยานนิค การ์ราสโก้ ที่รับบอลมาจาก เรนาน โลดี ก่อนแตะหนึ่งจังหวะบอลเข้าเขตโทษยิงเสาแรกแต่ผู้รักษาประตูยังไวปัดออกไปได้

นาทีที่ 35 – เกิอุบัติเหตุทำให้เกมต้องหยุดลงชั่วคราวเมื่อ สเตฟาน ซาวิช แยกโหม่งกับ มาร์เซล ฮัลส์เทนเบิร์ก แต่ศีรษะกลับชนกันทำให้ ซาวิช หัวแตกต้องปฐมพยาบาลทันที

นาทีที่ 45+2 – ดาโยต์ อูปาเมกาโน่ โหม่งลูกเตะมุมของ คริสโตเฟอร์ เอ็นเกิงกู แต่บอลไปตรงตัว ยาน โอบลัค รับเอาไว้ได้

จบครึ่งแรกทั้งสองทีมยังทำอะไรกันไม่ได้ เสมอกันไป 0-0

ครึ่งหลัง

นาทีที่ 51 (Goal) – ดานี่ โอลโม่ โฉบมาโหม่งลูกเปิดจากริมเส้นของ มาร์เซล ซาบิตเซอร์ ทำให้บอลเปลี่ยนทางเข้าประตูไป ไลป์ซิกขึ้นนำ 1-0 

นาทีที่ 57 – ดาโยต์ อูปาเมกาโน่ ที่เล่นได้อย่างโดดเด่นในเกมนี้ขึ้นมาเติมเกมรุก และได้โอกาสสับไกลแต่บอลน้ำหนักไม่ดีพอทำให้ ยาน โอบลัค รับไว้ได้สบายๆ

นาทีที่ 70 (Goal) – ตราหมีมาตามตีเสมอได้สำเร็จ จากลูกจุดโทษโดย ชูเอา เฟลิกซ์ โดนแนวรับ ไลป์ซิก ทำฟาวล์และเป็นเจ้าตัวที่ลุกขึ้นมาสังหารไม่พลาดทำให้ทั้งสองทีมเสมอกัน 1-1

นาทีที่ 88 (Goal) – ไทเลอร์ อดัมส์ ที่ลงมาเป็นสำรองได้โอกาสยิงจากหน้ากรอบเขตโทษบอลพุ่งไปแฉลบ สเตฟาน ซาวิช บอลเปลี่ยนทางเข้าไปตูไปแบบ ยาน โอบลัค หมดสิทธิ์เซฟ ไลป์ซิก ขึ้นนำ 2-1

เวลาที่เหลือ ตราหมี ไม่สามารถตามตีเสมอได้ ทำให้จบเกม ไลป์ซิก เอาชนะ แอต.มาดริด เข้ารอบรองไปพบกับ เปเอสเช

ไฮไลท์บอล ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ ลีก ไลป์ซิก 2-1 แอต.มาดริด

รายชื่อผู้ทำประตู

ไลป์ซิก: 1-0  ดานี่ โอลโม่ 51′ // 2-1 ไทเลอร์ อดัมส์ 88′

แอต.มาดริด: 1-1 ชูเอา เฟลิกซ์ 70’ อ่านเพิ่มเติม รอบรองครั้งแรก! ไลป์ซิก เฉือนหวิว ตราหมี ลิ่วรอบรอง (ไลป์ซิก 2-1 แอต.มาดริด)

ไฮไลท์บอล-ยูฟ่า-แชมป์เปี้ยน-ลีก-บาเยิร์น-4-1-เชลซี

ปาฏิหาริย์ไม่มีจริง! บาเยิร์น โชว์โหดไล่ตะปบ เชลซี (บาเยิร์น มิวนิค 4-1 เชลซี)

โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ โชว์ฟอร์มระดับเวิลด์คลาสพาเสือใต้ บาเยิร์น มิวนิค ไล่ถล่ม เชลซี แบบไม่ไว้หน้า 4-1 ผ่านเข้ารอบด้วยสกอร์รวม 7-1 ไปพบกับ บาร์เซโลน่า


ไฮไลท์บอล ยูฟ่า แชมป์เปี้ยน ลีก บาเยิร์น มิวนิค 4-1 เชลซี ทีมเยือนแพ้คาบ้านมาก่อนในนัดแรกถึง 0-3 ทำให้โอกาสในการเข้ารอบนั้นริบหรี่ แถมยังไม่มีผู้เล่นตัวหลักหลายคนที่บาดเจ็บและติดโทษแบน ต้องพึ่ง ปาฏิหาริย์ เท่านั้น แต่สุดท้ายก็ต้านไม่อยู่โดนเจ้าถิ่นไล่ยิงแบบไม่ไว้หน้า 4-1 โดยได้สองประตูจาก เลวานดอฟสกี้ นอกจากนี้เจ้าตัวยังแอสซิสต์อีก 2 ลูกช่วยให้ทีมผ่านเข้าสู่รอบต่อไปแบบไม่ยากเย็นมากนัก

สนาม: อัลลิอันซ์ อารีน่า (เยอรมัน)

ผู้ตัดสิน: Ovidiu Hațegan (โรมาเนีย)

รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

บาเยิร์น มิวนิค (4-2-3-1) : มานูเอล นอยเออร์ – โยชัว คิมมิช (อัลบาโร่ โอดริโอโซล่า น.71), เยโรม บัวเต็ง (นิคลาส ซือเล่  น.63), ดาวิด อบาลา, อัลฟงโซ่ เดวิส – ติอาโก้ อัลกันตาร่า (โกร็องแต็ง โตลิสโซ่ น.70), เลออน โกเร็ทซ์ก้า – แซร์จ นาร์บี้ (ฆาบี มาร์ติเนซ น.81), โธมัส มุลเลอร์, อิวาน เปริซิช (ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ น.64) – โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้

ผู้จัดการทีม: ฮันส์-ดีเตอร์ ฟลิค

เชลซี (4-3-3) : วิลลี่ กาบาเยโร่ – รีซ เจมส์, อันเดรียส คริสเตนเซ่น, คูร์ท ซูม่า, เอเมอร์สัน พัลไมรี่ – มาเตโอ โควาซิช, เอ็นโกโล่ ก็องเต้, รอสส์ บาร์คลี่ย์ – เมสัน เมาน์ท, แทมมี่ อบราฮัม (โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ น.81), คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย

ผู้จัดการทีม: แฟรงค์ แลมพาร์ด

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

การบุกไปถล่ม เชลซี ที่แสตมป์ฟอร์ด บริดจ์ ในนัดแรก 3-0 สร้างความได้เปรียบให้ เสือใต้ อย่างมหาศาล แฟนบอลส่วนมากก็มองว่ายังไงเชลซีก็ไม่น่าจะสามารถสร้างปาฏิหาริย์ได้เพราะด้วยสภาพทีมที่เป็นรองอยู่เยอะ ทำให้การเข้ารอบแบบเหลือเชื่อนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้

เจ้าบ้านภายใต้การคุมทัพของ ฮันส์-ดีเตอร์ ฟลิค นั้นไร้เทียมทานสุดๆ พวกเขาไม่แพ้ให้ทีมใดเลยนับตั้งแต่ปี 2020 ส่วนผู้เล่นก็แทบบจะสมบูรณ์ในทุกตำแหน่ง การจัดทัพสามารถทำได้เต็มที่ โดยกุนซือเจ้าบ้านส่ง แซร์จ นาร์บี้, โธมัส มุลเลอร์ และอิวาน เปริซิช คอยสนับสนุนให้กับ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ที่ยืนเป็นหน้าเป้าในเกมนี้

ทีมเยือนที่สภาพทีมค่อนข้างแย่ แม้จะได้ ก็องเต้และวิลเลี่ยนที่ฟิตสมบูรณ์กลับมาลงเล่นอีกครั้ง แต่ยังมีนักเตะตัวแบกทีมอีกหลายคนที่พลาดลงสนามในนัดนี้ โดยแฟรงค์ แลมพาร์ด ส่ง เมสัน เมาน์ท, แทมมี่ อบราฮัม และ คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย เป็นสามประสานในเกมรุก

ครึ่งแรก

นาทีที่ 8 (Goal)  – เชลซีต้องมาเสียจุดโทษจากจังหวะหลุดเดี่ยวของเลวานดอฟสกี้ที่โดน กาบาเยโร่รวบล้มลงไป ผู้ตัดสินเช็ควีเออาร์แล้วให้จุดโทษกับเจ้าบ้านพร้อมแจกใบเหลืองให้ผู้รักษาประตูทีมเยือน เลวานดอฟสกี้ ลุกขึ้นมาสังหารไม่พลาด เจ้าถิ่นนำ 1-0

นาทีที่ 18  – เจ้าถิ่นลุ้นประตุอีกครั้ง คราวนี้เป็น แซร์จ นาบรี้ ครอสบอลมาให้ เลวานดอฟสกี้ ดีดบอลด้วยเท้าขวาแต่บอลพุ่งออกเสาไกลไป

นาทีที่ 24 (Goal)จากความผิดพลาดของ มัตเตโอ โควาซิช ทำให้ เลวานดอฟกี้ได้บอลก่อนจ่ายไปให้ อีวาน เปริซิช แปลบอลเข้าประตูแบบง่ายๆ เจ้าถิ่นหนีเป็น 2-0

นาทีที่ 28 – เชลซีเกือบได้เฮจากจังหวะที่ อัดสัน-โอดอย รับบอลมาจาก แทมมี่ อบราฮัม ก่อนปั่นเข้าประตูไปอย่างสุดสวย แต่ผู้ตัดสินไม่ให้ประตูเนื่องจาก อบราฮัม กลับมาจากตำแหน่งล้ำหน้า

นาทีที่ 44 (Goal)เชลซียิงประตูตีไข่แตกได้สำเร็จ จากจังหวะเปิดบอลของ เอเมอร์สัน แต่นอยเออร์ ทำบอลหลุดมือ ทำให้บอลไปเข้าทาง อบราฮัม ที่ยืนอยู่แปลบอลเข้าไปง่ายๆ เชลซีไล่มา 2-1

จบครึ่งแรกเสือใต้นำ สิงโตน้ำเงินคราม 2-1 สกอร์รวม 5-1

ครึ่งหลัง

นาทีที่ 49 – ทีมเยือนมีโอกาสได้ลุ้นประตูอีกครั้งจากจังหวะที่ เมสัน เมาน์ท กระชากบอลขึ้นทางซ้ายก่อนจะยิงไปเข้ามือของ นอยเออร์

นาทีที่ 67 – เสือใต้ เกือบได้ประตูอีกครั้งจากลูกเตะมุมของ โยชัว คิมมิช เปิดบอลเข้ามาให้ ติอาโก้ ขึ้นโหม่งแต่บอลติดบล็อคกระเด้งไปเข้าทางของ อลาบา ยิงด้วยขวาแต่บอลพุ่งเข้ามือ กาบาเยโร่

นาทีที่ 76 (Goal) – บาเยิร์น มิวนิค มาหนีเป็น 3-1 ได้สำเร็จ เลวานดอฟสกี้เปิดบอลจากด้านข้างมาให้ โตลิโซ่ ที่พึ่งลงมา แปลบอลเข้าประตูไปแบบง่ายๆ

นาทีที่ 84 (Goal) – เจ้าบ้านยังไม่หยุดเกมรุกและมาบวกประตูเพิ่มได้อีกหนึ่งลุก จาก เลวานดอฟสกี้ ที่ขึ้นโขกลูกเปิดของ โอดริโอโซล่า เข้าไปเป็นประตูที่ 2 ของเจ้าตัวในเกมนี้พร้อมขึ้นนำดาวซัลโว ชปล. ที่ 13 ประตู

จบเกม บาเยิร์น มิวนิค ชนะ เชลซี 4-1  ผ่านเข้าสู่รอบ 8 ทีมด้วยสกอร์รวม 7-1

ไฮไลท์บอล ยูฟ่า แชมป์เปี้ยน ลีก บาเยิร์น มิวนิค 4-1 เชลซี

รายชื่อผู้ทำประตู

บาเยิร์น มิวนิค: 1-0  โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ 8′ (จุดโทษ) // 2-0 อีวาน เปริซิช 24′ // 3-1 โกร็องแต็ง โตลิสโซ่ 76’ // โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ 84′

เชลซี: 2-1 แทมมี่ อบราฮัม 44’ อ่านเพิ่มเติม ปาฏิหาริย์ไม่มีจริง! บาเยิร์น โชว์โหดไล่ตะปบ เชลซี (บาเยิร์น มิวนิค 4-1 เชลซี)

แมนฯซิตี้ 2-1 เรอัล มาดริด

วารานโชว์เหวอ! แมนฯซิตี้ เปิดบ้านเขี่ย ราชัน ตกรอบ (แมนฯซิตี้ 2-1 เรอัล มาดริด)

ราฟาเอล วาราน ปราการหลังตัวเก่ง เรอัล มาดริด ปล่อยไก่ในเกมนี้ หลังทำพลาดสองครั้งทำให้ทีมเสีย 2 ประตู ส่งผลให้ แมนฯซิตี้ เปิดบ้านเอาชนะ ราชันชุดขาว 2-1


ไฮไลท์บอล ยูฟ่า แชมป์เปี้ยน ลีก แมนฯซิตี้ 2-1 เรอัล มาดริด เกมนี้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ มาได้ 2 ประตูจากความผิดพลาดของ ราฟาเอล วาราน ทั้งสองครั้ง โดย ราฮีม สเตอร์ริ่ง ซัดประตูขึ้นนำ ก่อนทีมเยือนจะมาตามตีเสมอ จาก คาริม เบนเซม่า ในช่วงครึ่งแรก ส่วนประตูชัยของเจ้าบ้านได้มาจาก กาเบรียล เชซุส ในครึ่งหลัง จบเกม เรือบใบสีฟ้า เอาชนะ ราชันชุดขาว 2-1 (ประตูรวม 4-2) เข้ารอบไปพบกับ โอลิมปิก ลียง ที่เอาชนะ ยูเวนตุส มาได้

สนาม: เอติฮัด สเตเดี้ยม (อังกฤษ)

ผู้ตัดสิน: เฟลิกซ์ บรีช (เยอรมัน)

รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

แมนฯซิตี้ (4-3-3) : เอแดร์ซอน โมราเอส – ไคล์ วอล์คเกอร์, แฟร์นันดินโญ่, เอมเมอริค ลาป๊อร์กต์, ชูเอา กานเซโล่ – เควิน เดอ บรอยน์, โรดรี้ (นิโกลัส โอตาเมนดี้ น.89), อิลคาย กุนโดอัน – ฟิล โฟเด้น (แบร์นาร์โด้ ซิลวา น.67), กาเบรียล เชซุส, ราฮีม สเตอร์ลิง (ดาบิด ซิลบา น.81)

ผู้จัดการทีม: เป๊บ กวาร์ดิโอล่า

เรอัล มาดริด (4-3-1-2) : ติโบต์ กูร์กตัวส์ – ดานี่ การ์บาฆาล (ลูคัส บาซเกซ น.83), เอแดร์ มิลิเตา, ราฟาแอล วาราน, แฟร์กล็องด์ เมนดี้ – ลูก้า โมดริช (เฟเด้ บัลเบร์เด้ น.83), กาเซมิโร่, โทนี่ โครส – โรดรีโก้ (มาร์โค อเซนซิโอ น.61), คาริม เบนเซม่า, เอแด็น อาซาร์ (ลูก้า โยวิช น.83)

ผู้จัดการทีม: ซีเนดีน ซีดาน

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

กุน อเกวโร่ ไม่มีชื่อในเกมนี้เนื่องจากบาดเจ็บยาว แต่ทีมของ เป๊บ กวาร์ดิโอล่า ก็ไม่มีปัญหาในการจัดตัวโดย เป๊ป จัดผู้เล่นที่ดีที่สุดลงสนามนำโดยสามประสานในเกมรุก ราฮีม สเตอร์ริ่ง, กาเบรียล เชซุส และ ฟิล โฟเด้น ดาวรุ่งอนาคตไกล ในส่วนของทีมเยือน ขาดผู้เล่นตัวหลักอย่าง เซอร์จิโอ รามอส กองหลังกัปตันที่มทีติดโทษแบน จากการโดนใบแดงในเกมนัดแรกที่ ซานติอาโก้ เบอร์นาบิว โดย ซีดาน วางแนวรุกเป็น เอเด็น อาซาร์, คาริม เบนเซม่า และ โรดรีโก้ โกเอส

ครึ่งแรก

นาทีที่ 7 – เรือใบสีฟ้า ได้โอกาสทักทายก่อน จากลูกยิงของ เควิน เดอ บรอยน์ แต่บอลไปแฉลบ เอแดร์ มิลิเตา ออกหลังกลายเป็นลูกเตะมุม

นาทีที่ 9 (Goal) – เจ้าถิ่นมาได้ประตูขึ้นนำ 1-0 จากความผิดพลาดของ ราฟาเอล วาราน ที่พลาดโดน กาเบรียล เชซุส แย่งบอลในกรอบเขตโทษก่อนส่งให้ ราฮีม สเตอร์ริ่ง ยิงโล่งๆ เข้าไปแบบง่ายดาย

นาทีที่ 21 – ทีมเยือนได้ลุ้นตีเสมอจากจังหวะที่ อาซาร์ ส่งบอลให้ เบนเซม่า พลิกยิงด้วยขวาเต็มข้อแต่ติดเซฟของ เอแดร์ซอน หลังจากนั้นไม่กี่นาที อาซาร์ ได้โอกาสกดด้วยซ้ายหน้ากรอบเขตโทษ แต่ก็ไม่ผ่านมือผู้รักษาประตู

นาทีที่ 28 (Goal) – ราชันชุดขาว มาตามตีเสมอ 1-1 ได้สำเร็จ จากจังหวะที่ โรดรีโก้ เปิดบอลเข้ามาในกรอบเขตโทษและเป็น เบนเซม่า ขึ้นโขกเน้นๆ ทำให้ทีมเยือนกลับมามีหวังอีกครั้ง

นาทีที่ 37 – แมนฯซิตี้ เกือบได้ประตูขึ้นนำอีกครั้ง จากการลากตัดเข้ามายิงของ ชูเอา กานเซโล่ แต่ ธิโบต์ กรู์กตัวส์ ปัดออกหลังไปได้

นาทีที่ 42 – ซิตี้ ได้ลุ้นขึ้นนำอีกครั้งจากการยิงด้วยซ้ายของ ฟิล โฟเด้น แต่บอลถากเสาออกหลังไป

จบครึ่งแรกทั้งสองทีมเสมอกัน 1-1 สกอร์รวม แมนฯซิตี้ นำ เรอัล มาดริด 3-2

ครึ่งหลัง

นาทีที่ 47 – เจ้าถิ่นได้ลุ้นอีกครั้งจากการยิงด้วยเท้าซ้ายของ สเตอร์ริ่ง แต่บอลไปติดบล็อกออกหลังไป

นาทีที่ 57 – เรือใบสีฟ้า ยังคงบุกอย่างต่อเนื่อง โดยจังหวะนี้เป็น เดอ บรอยน์ ที่ล็อกหลบ มิลิเตา ก่อนกดด้วยขวาบอลพุ่งไปติดบล็อก ดานี่ การ์บาฆาล

นาทีที่ 68 (Goal) – แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้ประตูขึ้นนำ 2-1 โดยประตูขึ้นเกิดขึ้นจากความผิดพลาดของ วาราน อีกครั้งที่โหม่งบอลคืนผู้รักษาประตูไม่ดี โดน กาเบรียล เชซุส โฉบไปยิงง่ายๆ

นาทีที่ 86 – เจ้าบ้านได้เสียวอีกครั้ง จาก ดาบิด ซิลบา ที่ลงมาเป็นตัวสำรอง ปั่นฟรีคิก บอลลอยข้ามกำแพงไปตกหลังตาข่าย

จบเกม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ชนะ เรอัล มาดริด 2-1 ผ่านเข้าสู่รอบ 8 ทีมด้วยสกอร์รวม 4-2

ไฮไลท์บอล ยูฟ่า แชมป์เปี้ยน ลีก แมนฯซิตี้ 2-1 เรอัล มาดริด

รายชื่อผู้ทำประตู

แมนเชสเตอร์ ซิตี้: 1-0  ราฮีม สเตอร์ริ่ง 9′ // 2-1 กาเบรียล เชซุส 68′

เรอัล มาดริด: 1-1 คาริม เบนเซม่า 28′

อ่านเพิ่มเติม วารานโชว์เหวอ! แมนฯซิตี้ เปิดบ้านเขี่ย ราชัน ตกรอบ (แมนฯซิตี้ 2-1 เรอัล มาดริด)