คลังเก็บป้ายกำกับ: นักเตะในตำนาน

ดิดิเยร์ ดร็อกบา และ ปีเตอร์ เช็ก

นักเตะในตำนานของเชลซี ตอนที่ 5 ดิดิเยร์ ดร็อกบา และ ปีเตอร์ เช็ก

2 สุดยอดผู้เล่นชุดประวัติศาสตร์ที่คว้า ชปล. มาครอง สุดยอดดาวยิงและผู้รักษาประตูที่ดีที่สุดตลอดกาล ดิดิเยร์ ดร็อกบา และ ปีเตอร์ เช็ก


ประวัตินักเตะในตำนาน ตอนที่ 5 ดิดิเยร์ ดร็อกบา และ ปีเตอร์ เช็ก

นักเตะในตำนาน คนที่ 9 ดิดิเยร์ ดร็อกบา

ดิดิเยร์-ดร็อกบา

ดิดิเยร์ ดร็อกบา เป็นชาวโกตดิวัวร์หรือไอวอรี่โคสต์เมื่ออายุได้ 5 ขวบได้ย้ายไปอยู่ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งอาศัยอยู่กับลุงเป็นนักฟุตบอลอาชีพ ด้วยความใกล้ชิดกับกีฬาฟุตบอล จึงเกิดแรงบันดานใจทำให้ตัดสินใจเล่นฟุตบอล เมื่ออายุ 18 ได้เริ่มเล่นฟุตบอลอาชีพกับ สโมสรเลอ ม็องส์ โดยได้ลงเล่นทั้งหมด 62 นัด ทำประตูไปทั้งหมด 11 ประตู

ดร็อกบา ถือเป็นขวัญใจของเหล่าสิงห์บลู เขานำพาความสำเร็จมาตั้งแต่แชมป์ลีกในปีแรก ตบด้วยถ้วยบิ๊กเอียร์ของยุโรป ขึ้นชั้นเป็นตำนาน และในสายตาของชาวโกตดิวัวร์ ดิดิเยร์ เปรียบเป็นพระเจ้าของพวกเขา ถ้าคุณมีโอกาสได้ไปเยือนประเทศแห่งนี้ คุณจะได้เห็นหน้าของเขาอยู่ในทุกที่ ไล่ตั้งแต่โฆษณาช็อกโกแลต ยันโทรศัพท์มือถือ แม้เขาจะมีชื่อเสียงและความสุขมากเพียงใด แต่ก็ไม่สามารถนอนหลับสนิทได้สักที อันเนื่องมาจากการเมืองของโกตดิวัวร์ที่ร้อนระอุอยู่บ่อยครั้ง และก็มักจะเกิดสงครามกลางเมืองอยู่เรื่อย ๆ

แรกเริ่มเจ้าตัวเริ่มโด่งดังกับ โอลิมปิก มาร์กเซย์ ด้วยบุคลิกที่สูงใหญ่ บึกบึน แข็งแกร่ง ฟอร์มการเล่นจึงเข้าไปเตะตา โชเซ่ มูรินโญ่ สมัยที่กุมบังเหียนกับยอดทีมจากโปรตุเกส อย่าง ปอร์โต้ เชลซีจึงซื้อเขามาร่วมทีมด้วยค่าตัว 24 ล้านปอนด์ ในเดือนกรกฎาคม 2004

ช่วงเวลาสมัยค้าแข้งกับสโมสรฟุตบอลเชลซี

ในชุดสีเสื้อกับเชลซี กว่าจะเป็นตำนานนั้น เส้นทางไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะ เมื่อประสบความสำเร็จใน 2 ปีแรก

ปีถัดมา มูรินโญ่ ถูกปลด ทำให้ดร็อกบาเสียใจเป็นอย่างมาก ทั้งมีข่าวหนาหูว่า จะย้ายตามไปที่อินเอตร์ มิลาน อย่างไรก็ตาม เสี่ยหมี โรมัน อับราโมวิช เจ้าของทีมได้พูดคุยจนเจ้าตัวอยู่กับทีมต่อไปในที่สุด

ทั้งนี้ก็ยังไม่วายเจอปัญหารุมเล้า ทั้งกับหลุย เฟลิเป้ สโคลารี่ กุนซือชาวบราซิลและข่าวฉาวจากการด่าผู้ตัดสิน ในรอบรองชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนลีก ในปี 2009 กับบาร์เซโลน่า จนเป็นเหตุให้เจ้าตัวโดนแบนในที่สุด

ถึงแม้เรื่องราวต่างๆ จะถาโถม เขาก็ยังลั่นสกอร์ได้อย่างต่อเนื่อง จาก 164 ประตูที่ยิงให้เชลซีจนกลายเป็นดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลอันดับที่สี่ รองจากแฟรงค์ แลมพาร์ด, บ็อบบี้ แทมบลิ้ง และเคอร์รี่ ดิ๊กซอน เท่านั้น

ดร็อกบาประสบความสำเร็จมากมายในอาชีพค้าแข้งอยู่กับเชลซี ด้วยเกียรติประวัติคือ แชมป์พรีเมียร์ลีก 4 สมัย, แชมป์เอฟเอ คัพ 4 สมัย, ลีก คัพ 3 สมัย และ ยูฟา แชมเปียนส์ ลีก 1 สมัย

บทความที่เกี่ยวข้อง : ตลาดนักเตะช่วงซัมเมอร์ ของเชลซี

นักเตะในตำนาน คนที่ 10 ปีเตอร์ เช็ก

ปีเตอร์-เช็ก

ปีเตอร์ เช็ก เกิดที่เมืองปลาเซน ในสาธารณรัฐเช็ค เริ่มต้นเล่นฟุตบอลกับทีมวิคตอเรีย ปลาเซน เป็นเพียงสโมสรเล็กๆ ของท้องถิ่น เริ่มแรกนั้น เขาเล่นเป็นกองกลางและกองหน้าให้กับทีมชุดเยาวชน

หากแต่จุดเปลี่ยนของชีวิตคือ เขาขาหักเมื่อตอน 10 ขวบ ทำให้ต้องเป็นเล่นในตำแหล่งผู้รักษาประตูดูดีที่สุด เมื่อเริ่มจริงจัง เช็กก็ย้ายไปสู่สโมสรที่ใหญ่กว่าอย่างชเมล บลาซานี่ และลงเล่นนัดแรกในปี 1999 จนถูกสโมสรยักษ์ใหญ่ในบ้านเกิดอย่างสปาร์ต้า ปราก กระชากตัวไปร่วมทีมด้วยค่าตัวถึง 700,000 ยูโร

การมาอยู่กับสโมสรใหญ่อย่างสปาร์ต้า ปราก ทำมให้พรสวรรค์ของเช็กก็ยิ่งโดดเด่นมากขึ้นอีก เมื่อสร้างสถิติไม่เสียประตูนานติดต่อกันถึง 855 นาที แถมสถิติการไม่เสียประตูติดต่อกันนานที่สุดในลีกของเช็คอีกด้วย

จากนั้นไม่นานทางแรนส์ สโมสรในฝรั่งเศส ที่ได้คว้าตัวเช็กไปร่วมทีมด้วยค่าตัว 5 ล้านยูโร

ช่วงเวลา 2 ปีที่เช็ก ได้อยู่กับแรนส์ แม้จะไม่ประสบความสำเร็จมากนัก แต่ผลงานในการป้องกันประตู ทำให้เคลาดิโอ รานิเอรี่ ผู้จัดการเชลซีสนใจและรีบซื้อมาร่วมทีมตั้งแต่ช่วงต้นปี 2004 โดยเป็นการจองตัวเอาไว้ก่อนและรอย้ายทีมหลังฤดูกาลสิ้นสุดด้วยค่าตัว 7 ล้านปอนด์

ช่วงเวลาสมัยค้าแข้งกับสโมสรฟุตบอลเชลซี

แม้ช่วงแรกที่ย้ายมาเชลซี เจ้าตัวเอง คงรู้อยู่แก่ใจว่าต้องเผชิญกับการแย่งชิงตำแหน่ง คาร์โล คูดิชินี่ ผู้รักษาประตูมือหนึ่งที่เชลซีในขณะนั้น ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในสุดยอดนายทวารของพรีเมียร์ลีก ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงในทีมโชเซ่ มูรินโญ่ เข้ามาคุมทีมแทนรานิเอรี่ ยิ่งทำให้ตำแหน่งของเช็คมั่นคงขึ้นอีก กลับกันเป็นทาง คูดิชินี่ ที่ต้องย้ายออกไป

ในยุคโชเซ่ มูรินโญ่ เช็กยังคงเล่นได้อย่างยอดเยี่ยมในฤดูกาลที่ 2 และช่วยนำเชลซี คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้อีกครั้ง

แม้กระนั้น เช็กก็เกือบยุติการเป็นนักตะอาชีพ เพราะประสบอุบัติเหตุร้ายแรงที่ ในเกมกับเร้ดดิ้ง เมื่อถูก สตีเฟ่น เข้าชาร์จรุนแรงตั้งแต่นาทีแรกถึงเกมจนถึงขั้นหมดสติและโดนหามส่งโรงพยาบาลโดยด่วน เป็นเหตุให้กะโหลกร้าว จนต้องสามเฮดการ์ดไว้ตลอดนั้นตั้งแต่นั้นมา

ปีเตอร์ เช็ก ลงสนามในสแตมฟอร์ด บริดจ์ 333 เกมแล้วย้ายไปอาร์เซน่อลเมื่อปี 2015 และติดทีมชาติทั้งหมด 124 เกม และคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 4 สมัย, เอฟเอ คัพ 4 สมัย, ลีก คัพ 3 สมัย, แชมเปี้ยนส์ ลีกและยูโรป้า ลีกอีกรายการละ 1 สมัย


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ : chelsea-th.com
เว็บไซต์หลักของสโมสร : chelseafc.com

จานฟรังโก้-โซล่า-และ-แอชลี่ย์-โคล

นักเตะในตำนาน ของ เชลซี ตอนที่ 3 จานฟรังโก้ โซล่า และ แอชลี่ย์ โคล

นักเตะในตำนาน ของ เชลซี ตอนที่ 3 จะพูดถึง จานฟรังโก้ โซล่า และ แอชลี่ย์ โคล 2 ผู้ยิ่งใหญ่ของ สิงโตน้ำเงินคราม ที่ประสบความสำเร็จกับทีมและเป็นผู้เล่นคนสำคัญที่ทีมขาดไม่ได้เลยทีเดียว


ประวัติตำนานนักเตะของเชลซีตอนที่ 3 จานฟรังโก้ โซล่า และ แอชลี่ย์ โคล

นักเตะในตำนาน คนที่ 5 จานฟรังโก้ โซล่า

จานฟรังโก้-โซล่า

นักเตะทีมชาติอิตาลี เป็นตัวหลักของเชลซีและเป็นนักเตะที่ยิ่งใหญ่จนเลื่อนขั้นเป็นตำนาน ด้วยทักษะที่ดี และมีความสามารถสูง ความคล่องตัวและรวดเร็วในการกระชากลากเลื้อย ด้วยเป็นนักเตะซ้ายพิฆาต จึงยากที่นักเตะฝั่งตรงข้ามจะรับมือได้

จานฟรังโก้ โซลา ได้ทำเซ็นสัญญาเป็นครั้งแรกกับทีมนูโอเรเซ่ สโมสรขนาดเล็กในประเทสอิตาลี ก่อนจะย้ายมาซบนาโปลี ในปี 1984 เส้นทางค้าแข้งใน เซเรียอา อิตาลี เจ้าตัวก็คว้าถ้วยสคูเด็ตโต้มาครองได้สำเร็จ ภายใต้การทำทีมของ ดิเอโก้ มาราโดน่า

ซึ่งภายหลังของการประสบความสำเร็จ เจ้าตัวเผยว่า ได้หมั่นฝึกซ้อมกับ ดิเอโก้ มาราโดน่า อย่างหนักหน่วง หลังประสบความสำเร็จกับนาโปลี ก็ได้ย้ายหาความท้าทายต่อไปกับ สโมสร ปาร์มา เป็นระยะเวลา 3 ปาร์ม่า จนเป็นแชมป์ ยูฟ่า คัพ 2 สมัยใน 5 ปี (1995 และ 1999)

ช่วงเวลาสมัยค้าแข้งกับสโมสรฟุตบอลเชลซี

จานฟรังโก้ โซล่า เกิดที่ประเทศ อิตาลี เกิดเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 1966 ที่เมือง โอเลียนา รุด กุลลิท กุนซือของทีมเชลซีในขณะนั้นได้เห็นแววของโซล่า  จึงทำให้เชลซีคว้าตัวมาร่วมทีมในปี 1996

ในฤดูกาลแรกเจ้าตัวตะบันได้ถึง 12 ประตู พาเชลซีคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ ด้วยการเอาชนะมิดเดิลสโบรชไป 2-0 หลังจากนั้น ฟอร์มของเขาก็พุ่งกระฉูด หยุดไม่อยู่ แถมตลอดการเล่นให้กับเชลซีเจ้าตัวลงเล่น 311 นัด ยิงได้ 80 ประตู

พร้อมสร้างเกียรติประวัติโดยการ ได้รับการแต่งตั้ง ให้เป็นอัศวินชั้น OBE ของอังกฤษ ในปี 2004 และ2 ปีต่อมาชื่อของ โซลา ก็ได้ถูกจารึกไว้ในหอเกียรติยศของสมาคมฟุตบอลอังกฤษเรียบร้อยแล้ว

บทความที่เกี่ยวข้อง : นักเตะในตำนาน ตอนที่ 4

นักเตะในตำนาน คนที่ 6 แอชลี่ย์ โคล

แอชลี่ย์-โคล

แบ็ตซ้ายจอมบุกตัวเก่งของเชลซี ไม่มีใครโต้แย้งได้ว่า โคลคือแบ็คซ้ายที่ดีที่สุดในโลกฟุตบอลมีมา แต่ใช่ว่าจะเป็นที่รักของทุกคนเสมอไป

เมื่อช่วงหนึ่งของชีวิต โคลได้ทำการย้ายข้าม ไปร่วมทีมเชลซี ทีมคู่ปรับร่วมทีมลอนดอนกับอาร์เซนอลทีมเก่า ทีมให้สาวก เดอะปื้นใหญ่จงเกลียดจงชังแบบเข้าใส่ แถมยังมีวีรกรรมการนอกใจ เชอรีล โคล อดีตภรรยาสาวขวัญใจชาวเมืองผู้ดี

แต่ด้วยฟอร์มที่ยอดเยี่ยมในสนามเขา ทุ่มเทเต็มร้อยทุกครั้ง และช่วยทีมได้ในจังหวะสำคัญเสมอๆ ทำให้โคล เป็นที่รักใคร่อย่างยิ่งในถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ พร้อมกับเป็นตำนานของชาวสิงห์บลูในที่สุด

ช่วงเวลาสมัยค้าแข้งกับสโมสรฟุตบอลเชลซี

แอชลี่ย์ โคล เซ็นสัญญากับเชลซีอย่างเป็นทางการในวันที่ 31 สิงหาคม 2006 ด้วยค่าตัว 5 ล้านปอนด์ บวกกับการย้ายสลับตัวกับวิลเลียม กัลลาส และลงเล่นให้สโมสรรวม 338 นัด และคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีในใจเพื่อนร่วมทีมหลังจบฤดูกาล 2008/09 ด้วย

ทำให้โคลนั้น กลายเป็นนักเตะคนสำคัญของเชลซี ในช่วงเวลาที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร นอกจากเป็นที่รักของเหล่าเดอะ บลู แล้ว  โคลยังเป็นที่ยนอมรับของเพื่อนร่วมทีมทุกคน แม้กระทั่งผู้จัดการทีมคนไหนที่มาคุมเชลซี โคลไม่เคยเสียตำแหน่งเลยสักครั้ง

ด้วยสัญชาตญาณนักสู้ บวกกับทักษะอันล้นเหลือ ผสมผสานกันอย่างลงตัว ทำให้โคลเล่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถพาทีมคว้าแชมป์ได้ถึง 8 รายการ ตลอดช่วงเวลาที่อยู่กับเชลซี ได้แก่พรีเมียร์ลีก 1 สมัย, เอฟเอ คัพ 4 สมัย, ลีก คัพ 1 สมัย, ยูโรป้า ลีก 1 สมัย และแน่นอนแชมเปี้ยนส์ ลีก 1 สมัย


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ : chelsea-th.com
เว็บไซต์หลักของสโมสร : chelseafc.com

มาเกเลเล่-และ-ฮัสเซลเบงค์

นักเตะในตำนาน ของ เชลซี ตอนที่ 2 โคล้ด มาเกเลเล่ และ จิมมี่ ฟรอยด์ ฮัสเซลเบงค์

นักเตะในตำนาน ของ เชลซี ตอนที่ 2 จะพูดถึง โคล้ด มาเกเลเล่ และ จิมมี่ ฟรอยด์ ฮัสเซลเบงค์ คนหนึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญในความสำเร็จของทีม ส่วนอีกคนคือเครื่องจักรถล่มประตูอย่างแท้จริง


ประวัติ โคล้ด มาเกเลเล่ และ จิมมี่ ฟรอยด์ ฮัสเซลเบงค์ 2 ตำนานของทีมเชลซี

นักเตะในตำนาน คนที่ 3 โคล้ด มาเกเลเล่

มาเกเลเล่

สุดยอดกองกลางแห่งยุค เมื่อปี ค.ศ. 2000-2003 เป็นแกนกลางคนสำคัญที่ทำให้เรอัล มาดริด ซึ่งอยู่ในยุคกาลาติกอส พอดี สามารถยืนระยะได้  แต่เมื่อมีคลื่นใต้น้ำของราชันชุดขาว ทำให้โคล้ด มาเกเลเล่ต้องย้ายออกจาก เบอร์นาบิวไป

ซึ่งผลของการขาดหายไปของโคล้ด ทำให้ยุคกาลาติกอส ที่เต็มไปด้วยดารานักเตะ จบลงเช่นกัน เพราะไม่ว่าจะหาใครมาแทนตำแหน่งโคล้ด ไม่สามารถทำมาตรฐานได้ใกล้เคียง ทำให้ประธานสโมสรเรอัลมาดริด ณ ตอนนั้นต้องลาออกและออกมายอมรับความผิดพลาดที่ปล่อยตัวมาเกเลเล่ไปให้กับเชลซี

ช่วงเวลาสมัยค้าแข้งกับสโมสรฟุตบอลเชลซี

โคล้ด มาเกเลเล่ ชื่อเต็ม โคล้ด มาเกเลเล่ แซ็งดา  ก้าวแรกของการเป็นนักเตะอาชีพ ในปี 1991-1997 ลงเล่นให้กับทีมน็องต์และ ลงเล่นไปทั้งหมด 169 นัด ยิงไป 9 ประตู ผลงานจึงเข้าตา โอลิมปิกมาร์กเซย จึงได้ร่วมทีมโอเอ็ม ในปี 1997-1998 ลงเล่นไปทั้งหมด 32 นัด ยิงไป 2 ประตู ก่อนจะถูกเรอัลมาดริด กระชากตัวไปร่วมทีม

ในขณะที่ โคล้ด มาเกเลเล่ ลงเล่นให้กับเรอัลมาดริดไป 94 นัด ยิงได้ 1 ประตู ก่อนจะถูกขายออกไปให้ เชลซีในช่วงปี 2003 เป็นกองกลางตัวรับคนสำคัญของเชลซี พร้อมพาทีมเถลิงบัลลังก์แชมป์ พรีเมียร์ลีก ครั้งแรกในรอบ 50 ปีของสโมสร พร้อมเดินหน้าพาทีมล่าความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง ทำให้เป็นที่รักของแฟนๆ พร้อมกับเป็นที่ยอมรับของบรรดาแฟนลูกหนังทั่วโลก และขนามนามว่า เป็นกองกลางตัวรับที่ดีที่สุดในโลก ที่เคยมีมา

หลังค้าแข้งกับเชลซี 5 ปีที่ โคล้ด มาเกเลเล่ลงไป 217 นัด รวมทุกรายการ ยิงไป 2 ประตู โดยเกมนั้นเป็นเกมสุดท้ายของเขากับเชลซี นัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยน ลีก ในปี ที่มอสโก

ทั้งนี้ ช่วงเวลา 5 ปีที่โคล้ด มาเกเลเล่ อยู่กับทีม เขาคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ 2 สมัย,เอฟเอ คัพ 1 สมัยและลีกคัพ 2 สมัย พร้อมลาทีมซบอก ปารีส แซงต์-แชร์กแมง

บทความที่เกี่ยวข้อง : นักเตะในตำนาน ตอนที่ 3

นักเตะในตำนาน คนที่ 4 จิมมี่ ฟรอยด์ ฮัสเซลเบงค์

ฮัสเซลเบงค์

นักเตะทีมชาติฮอลแลนด์ เล่นในตำแหน่งกองหน้า ช่วงเริ่มต้นในการเล่นฟุตบอล ฮัสเซลเบงค์ เริ่มจากการเล่นในตำแหน่งผู้รักษาประตู แต่สโมสรที่ทำให้เขาเป็นที่รูจักของบรรดาแฟนลูกหนัง คือ ลีดส์ ยูไนเต็ด เพราะสามารถยิงประตูได้เป็นกอบเป็นกำ หลังจากนั้นแอธเลติโก มาดริด ทีมดังจากสเปน ได้กระชากตัวไปร่วมทีม ด้วยสถานการณ์ที่ทีมตราหมี ไม่สู้ดีนัก จึงได้ลงเล่นเพียง 34 นัด แต่ยังกดไปถึง 24 ประตู

ช่วงเวลาสมัยค้าแข้งกับสโมสรฟุตบอลเชลซี

เชลซีจึงคว้าตัวมาร่วมทีมในปี 2000  และกลายสุดยอดนักเตะหมายเลข 9 ของสโมสรในยุคปี 2000 เป็นต้นไปอย่างแท้จริง เขาซัดไปถึง 26 ประตูในฤดูกาลแรกที่ย้ายตัวเองมาจาก แอตเลติโก มาดริด ด้วยค่าตัวสถิติสโมสรในตอนนั้นที่ 15 ล้านปอนด์ และซัดโครมไปอีก 29 ประตู ในซีซั่นต่อมา

ภายใต้การคุมทีมของ เคลาดิโอ รานิเอรี่ เขาก็ยังทำค่าเฉลี่ยการยิงประตูได้อย่างยอดเยี่ยม อีก 2 ฤดูกาลหลัง แม้ว่าผลงานจะตกลงไปบ้าง แต่ก็ยังคงทำประตูสำคัยได้อย่างต่อเนื่อง  น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง ที่ฮัสเซลเบงค์ เข้ามาอยู่กับทีมได้เพียง 4 ฤดูกาล ก่อนถูกจะขายไปให้กับ มิดเดิ้ลสโบรห์ ต่อไป

นับว่าเป็นอีกหนึ่งนักเตะ ที่แฟนสิงห์บลู ยกให้เป็นตำนาน ด้วยการเล่นที่จับคู่กับ ไอเดอร์ กุ๊ดยอร์นเซ่น เข้าขารู้ใจกันแบสุดๆ ทำให้แฟนบอลมีความสุขทุกครั้งเมื่อลงเล่นร่วมกัน ทั้งนี้ เอกลักษณ์ที่แฟนๆชอบมากที่สุด ลูกยิงปลิดวิญญาณ ซึ่ง ฮัสเซลเบงค์ทำให้เห็นมาหลายต่อหลายนัดแล้ว

แม้ว่า ส่วนตัว ฮัสเซลเบงค์ จะไม่สามารถ คว้าแชมป์กับเชลซีเลย แต่เขามีส่วนทำประตูสำคัญได้เช่นกัน และยังพาทีมจบอันดับสูงสุดในลีกได้เป็นครั้งแรกในรอบ 49 ปี ในปี 2003/04 ด้วยการเป็ร อันดับ 2 ของลีก


อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่ : chelsea-th.com
เว็บไซต์หลักของสโมสร : chelseafc.com

เดนนิส-ไวส์-ไอเดอร์-กุดยอห์นเซ่น

นักเตะในตำนาน ของ เชลซี ตอนที่ 1 เดนนิส ไวส์ และ ไอเดอร์ กุ๊ดยอห์นเซ่น

เชลซี คือหนึ่งในสโมสรที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในช่วง 20 ปีที่ผ่าน หนึ่งในส่วนผสมของความสำเร็จ ย่อมมีหลายองค์ประกอบเข้าด้วยกัน องค์ประกอบที่สำคัญที่จะต้องมี นั่นคือ นักเตะผู้ยิ่งใหญ่


บทความนี้จะพูดถึง นักเตะในตำนาน ของเชลซีในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา โดยตอนที่ 1 จะพูดถึง เดนนิส ไวส์ และ ไอเดอร์ กุ๊ดยอห์นเซ่น

นักเตะในตำนาน คนที่ 1 เดนนิส ไวส์ 

เดนนิส-ไวส์

สำหรับอดีตกัปตันคนนี้ เป็นคนที่เพื่อนร่วมทีมให้การเคารพ เนื่องด้วย บุคลิกต่างและสไตล์การเล่น หนักหน่วง ถึงลูกถึงคน และเป็นคนที่อันตรายในการเล่นลูกกลางอากาศอีกด้วย

สำหรับอาชีพการเป็นนักฟุตบอล 20 ปีของเดนนิส ไวส์ เขาเคยเล่นให้กับ สโมสร วิมเบิลดัน,เลสเตอร์ ซิตี้ , มิลวอล , เซาท์แฮมตัน , โคเวนทรี ซิตี้ ,แต่สโมสรที่ทำให้เขาโด่งดังสุดๆ คือ สโมสร เชลซี

ช่วงเวลาใน แสตมฟอร์ตบริจ เดนนิสได้รับทั้งถ้วยโทรฟี่มาแล้วมากมาย และเขายังได้รับการยอมรับว่าเป็นกัปตันที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของสโมสร นับตั้งแต่เซ็นสัญญากับเชลซีในปี 1990 ถึง 2009 และเป็นปีสุดท้าย เพราะเมื่อนัดชิงเอฟเอ คัพ จอร์น เทอร์รี่ ได้ชูถ้วยแทน ก่อนหน้านั้น ในฐานะกัปตัน เขาชูถ้วยไปทั้งหมด 7 รายการ และเดนนิส ไวส์ ยังคงสร้างชื่อนามของทีมชาติในแมตช์ สำคัญแถมลั่นสกอร์ได้อีกด้วย

ช่วงเวลาสมัยค้าแข้งกับสโมสรฟุตบอลเชลซี

เดนนิส ไวส์เซ็นสัญญากับสโมสรเชลซี ฟุตบอลคลับ ในวันที่ 3 กรกฏาคม ปี 1990 โดยราคาค่าตัว 1.6 ล้านปอนด์และเขาอยู่กับเชลซีคือตั้งแต่ปี 1990-2001 หรือ 11 ปี เรียกได้ว่าเป็นกองกลางกัปตันทีมดีที่สุดของสโมสรในเวลานั้นเลยก็ว่าได้

นอกจากนั้น เดนนิส ไวส์ ลงเล่นกับเชลซีไป 445 นัด ถล่มประตูไปมากกว่า 76 ประตู รวมทั้งแมตช์การแข่งขันการเล่นที่เป็นน่าประทับใจ ในศึก ยูฟ่าแชมเปี้ยนลีก ที่ซานซิโร่ เมื่อเชลซียกพลบุก พบกับเอซี มิลาน ในปี 1999 แถมยังเป็นผู้ทำประตูสูงสุดของเชลซีในปี 1991-1992 ด้วยการยิง 14 ประตูจากตำแหน่งกองกลางของเขา

นอกจากนั้น ยังได้พาทีมคว้ารางวัลมากมายโดยการพาทีมได้รับถ้วย เอฟเอคัพ ในปี 1997 และปี 2000 ,ลีกคัพ ในปี 1998 และถ้วย ยูเอฟ่าวินเนอส์คัพในปี 1998โดยที่เขาได้รับการโหวตจากผู้เล่นในสโมสรให้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมของสโมสในปี 1998 และปี 2000

เวลาเปลี่ยนแปลงมาถึง ผู้จัดการทีมใหม่มาเป็น เคลาดิโอ รานิเอรี่ มีแผนการถ่ายสายเลือดใหม่การเปลี่ยนแปลงคือการลดอายุเฉลี่ยของนักเตะในทีม นั้นจึงทำให้เดนนิส ไวส์ถูกขายให้ เลสเตอร์ ซิตี้ ในวันที่ 25 มิถุนายน ปี 2001

บทความที่เกี่ยวข้อง : นักเตะในตำนาน ตอนที่ 2

นักเตะในตำนาน คนที่ 2 ไอเดอร์ กุ๊ดยอห์นเซ่น 

กุ๊ดยอห์นเซ่น

นักเตะทีมชาติไอซ์แลนด์ เล่นได้ตำแหน่งทั้งกองหน้าและกองกลางตัวรุก กุ๊ดยอห์นเซ่น ร่วมเล่นฟุตบอลรุ่นราวคราวเดียวกับจานฟรังโก โซล่าและ จิมมี่ ฟลอยด์ ฮัสเซลเบงค์  ในสมัยนั้นแฟนสิงห์บลู ต่างหลังรัก และยกย่อง ชื่นชอบในสไตล์การเล่นมากๆ

ทั้งเป็นกองหน้าตัวต่ำ บางครั้งก็โดนจับไปเล่นกองกลางตัวรุกอยู่บ่อยครั้ง ในช่วงที่ค้าแข้งกับเชลซี อาจจะยิงประตูได้ไม่เยอะ ทักษะอาจไม่ใช่ชั้นบรมครู แต่เซนส์เล่นฟุตบอลนั้นชาญฉลาด  และจินตนาการเล่น ถือว่ายอดเยี่ยมสุดๆ

เรื่องการสร้างสรรค์โอกาสทำประตูให้เพื่อนร่วมทีม กุ๊ดยอร์นเซ่น สามารถแบกทีมได้ ถือเป็นนักเตะที่หายากมากในปัจจุบัน หากมองเทียบเคียง ก็คล้ายกับ โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่

ช่วงเวลาสมัยค้าแข้งกับสโมสรฟุตบอลเชลซี

ไอเดอร์ กุ๊ดยอห์นเซ่น ย้ายมาจากโบลตันในปี 2000 หลังได้สร้างผลงานชิ้นโบว์แดงคือ พาโบลตันเข้ารอบรองชนะเลิศในรายการของ ลีกคัพ,เอฟเอคัพและเพลออฟเลื่อนชั้นสู่เวทีพรีเมียร์ลีก

ซึ่งในช่วงระยะเวลาที่ย้ายมาร่วมชายคาของเชลซี ไอเดอร์กุ๊ดยอร์นเซ่น ยังไม่มีโอกาสเท่าที่ควร ถูกส่งในฐานะตัวสำรองในช่วงปีแรกที่ย้ายมา ก่อนที่จะโชว์ของ ในฤดูกาลที่ 2 โดยได้จับคู่กับจิมมี่ ฟลอยด์ ฮัสเซลเบงค์  โดยที่ทั้งคู่จะร่วมกันตะบันตาข่ายรวมกันถึง 52 ประตู

ด้วยเป็นกองหน้าที่หาได้ยาก สไตล์การเล่นที่จินตนาการเกินล้ำ แถมมีโอกาสไม่ปล่อยให้ผิดพลาด ทำให้ ไอเดอร์ กุ๊ดยอห์นเซ่น ถูก “เจ้าบุญทุ่ม” บาร์เซโลน่า คว้าตัวไปร่วมทีมในปี 2006 และทิ้งผลงานไว้กับเชลซีที่ 78 ประตู พร้อมกับคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 2 สมัย คอมมิวนิตี้ ชิลด์ 2 สมัย และแชมป์ลีกคัพอีก 1 สมัย


อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่ : chelsea-th.com
เว็บไซต์หลักของสโมสร : www.chelseafc.com