คลังเก็บป้ายกำกับ: ประวัติศาสตร์

แชมป์ยุโรป ของเชลซี

แชมป์ยุโรป 6 สมัยของเชลซี จุดสูงสุดในยุโรปที่สิงห์บลูส์เคยสัมผัส

เชลซี กับการคว้า แชมป์ยุโรป

นอกเหนือจากความสำเร็จที่สิงโตน้ำเงินครามทำได้ในระดับประเทศทั้งแชมป์ลีกหรือบอลถ้วยรายการต่างๆ พวกเขายังเคยคว้า แชมป์ยุโรป มาแล้วถึง 6 ครั้ง มาย้อนเวลากันว่ามีแชมป์ยุโรปรายการใดบ้างที่เชลซีเคยคว้ามาครอบครองเอาไว้ได้ เรื่องราวระหว่างทางก่อนที่พวกเขาจะได้ไปยืนที่จุดสูงสุดในตอนท้ายนั้นเป็นอย่างไรบ้าง เราลองย้อนไปดูกัน

บทความที่เกี่ยวข้อง : แชมป์พรีเมียร์ลีก 6 สมัยของ เชลซี

แชมป์ยูฟ่า คัพ วินเนอร์ส คัพ ฤดูกาล1970/71

CFC-CWC

ประเดิมด้วยถ้วยยุโรปครั้งแรกของประวัติศาสตร์สโมสรอย่าง ยูฟ่า คัพ วินเนอร์ คัพ เมื่อฤดูกาล 1970/71 โดยคู่แข่งในรอบชิงคือ เรอัล มาดริด ทีมแกร่งแห่งสเปน

แต่ก่อนที่จะไปถึงรอบชิงชนะเลิศ พวกเขาต้องเจอกับทีมใดบ้างและเอาชนะได้อย่างไรมาย้อนดูกัน

คู่แข่งทีมแรกที่โคจรมาเจอกับเชลซีนั่นก็คืออาริส ซาโลนิกาจากกรีซ แต่ก็ไม่ใช่งานยากเท่าไหร่สำหรับเชลซีเมื่อพวกเขาเอาชนะทีมจากกรีซไปได้สบายๆ ด้วยสกอร์รวม 2 นัด 6-2

รอบต่อมาเดฟ เซ็กซ์ตันและลูกทีมต้องเจอกับยอดทีมจากแดนหมีขาวอย่างซีเอสเคเอ มอสโค แม้จะเป็นคู่แข่งที่เอาชนะได้ยากแต่เชลซีก็สามารถเอาชนะแล้วผ่านเข้ารอบไปด้วยสกอร์รวม 1-0

มาถึงรอบแปดทีมสุดท้ายเชลซีต้องมาเจอกับบรูกส์ จากเบลเยี่ยมซึ่งแฟนเชลซีต้องคิดหนักหลังสิงห์บลูบุกไปแพ้มาในเกมแรก 2-0

แต่การได้กลับมาเล่นที่สแตมฟอร์ด บริดจ์สร้างความได้เปรียมมหาศาลกับทีม เสียงเชียร์จากแฟนที่เข้ามาชมเกมในวันนั้นอย่างล้มหลามช่วยกระตุ้นให้แข่งสิงห์เล่นกันได้อย่างยอดเยี่ยมโดยได้ประตูออกนำตั้งแต่ต้นเกม

ต่อมาปีเตอร์ ออสกูดก็มายิงประตูให้เชลซีขึ้นนำ 2-0 และจบ 90 นาทีด้วยสกอร์นั้น ทำให้ต้องต่อเวลาพิเศษ

ช่วยต่อเวลาพิเศษนั้นเองปีเตอร์ ออสกูดมายิงเพิ่มอีกประตูและได้ทอมมี่ บาลด์วินมายิงประตูตอกฝาโลงให้เชลซีถล่มไป 4-0 ผ่านเข้าสู่รอบต่อไปได้สำเร็จ

คู่แข่งในรอบรองชนะเลิศเป็นทีมจากอังกฤษด้วยกันอย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ดดยนัดแรกเล่นที่สแตมฟอร์ด บริดจ์และเป็นเจ้าถิ่นอย่างเชลซีเฉือนเอาชนะไปได้ 1-0

นัดต่อมาเชลซีต้องเล่นเป็นทีมเยือนบ้างแต่ก็สามารถเอาชนะไปได้ 1-0 และผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะลิศด้วยสกอร์รวม 2-0

แข้งสิงห์บลูจารึกประวัติศาสตร์สโมสรด้วยการคว้าแชมป์ในระดับทวีปมาครองได้สำเร็จเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ก่อตั้งสโมสรซึ่งเป็นความสำเร็จที่น่าจดจำสำหรับสาวกเชลซีเช่นเดียวกัน

แชมป์ยูฟ่า คัพ วินเนอร์ส คัพ ฤดูกาล 1997/98

CFC-USC

แชมป์ยุโรปสมัยที่สองของเชลซีนั่นก็คือการคว้าแชมป์ยูฟ่า คัพ วินเนอร์ คัพสมัยที่สองเช่นเดียวกัน ซึ่งการความแชมป์ครั้งนี้ห่างกับครั้งแรกเกือบ 30 ปี เลยทีเดียว

เชลซีในยุคนี้มีนักเตะระดับยอดอยู่ในทีมบวกกับฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยมโดยมีจิอัลลูก้า วิอัลลี่เป็นผู้จัดการทีมทำให้เชลซีเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นในหมู่แฟนบอลมากขึ้น

สิงโตน้ำเงินครามเริ่มต้นรายการนี้ในช่วงเดือนกันยายนด้วยการถล่มสโลวาน บราติสลาวาขาดลอย 4-0 โดยแดนนี่ แกรนวิลล์สามารถพังประตูแรกในสแตมฟอร์ด บริดจ์ได้สำเร็จในเกมนี้

รอบต่อมาเชลซียังคงโชว์ฟอร์มได้อย่างแข็งแกร่งด้วยการถล่มทรอมโซ่จากนอร์เวย์ไปด้วยสกอร์รวมสองนัดถึง 10-3

มาถึงรอบก่อนรองชนะเลิศ โดยคู่แข่งในรอบนี้คู่เรอัล เบติส ทีมแกร่งจากสเปน พลพรรคสิงห์บลูบุกไปแพ้มาก่อนในเกมแรก 2-1 แต่สามารถกลับมาเอาชนะได้ที่บ้านด้วยสกอร์ 3-1 ทำให้ทีมเข้ารอบต่อไปได้สำเร็จ

แข้งเชลซีกรุยทางมาจนถึงรอบรองชนะเลิศโดยมีคู่แข่งคือสโมสรจากสเปนทีมที่สองที่เชลซีต้องดวลในรายการนี้อย่าง วิเซนซ่า

เป็นอีกครั้งที่พวกเขาต้องบุกไปแพ้ที่สเปนมาก่อนในนัดแรก 1-0 และสถานการณ์ก็ย่ำแย่ขึ้นไปอีกเมื่อกลับมาเล่นที่สแตมฟอร์ด บริดจ์แล้วต้องตามหลังเพิ่มอีก 1 สกอร์เมื่อจบครึ่งแรก

อย่างไรก็ตามลูกทีมของวิอัลลี่ยังไม่ยอมแพ้ง่ายๆ กุสตาโว่ โปเยต์ยิงประตูให้ทีมไล่มาเป็น 1-2 จากผลรวมของประตูทั้งหมด ยังไม่จบเพียงแค่นั้นเชลซีมายิงประตูตีเสมอได้สำเร็จจากจานฟรังโก้ โซล่าทำให้สกอร์รวมตอนนี้เป็น 2-2 แต่ยังไม่ดีพอที่เชลซีจะเข้ารอบชิงชนะเลิศ

ความใจสู้ของแข้งเชลซีส่งผลกระทบที่ยอดเยี่ยมกับทีมได้สำเร็จจนในที่สุดมาร์ค ฮิวจ์สมารับบทฮีโร่ในช่วงท้ายเกมด้วยการซัดประตูชัยด้วยเท้าซ้ายส่งเชลซีเข้าชิงกับสตุ๊ตการ์ตได้สำเร็จ

รูปเกมในรอบชิงเป็นไปแบบสูสีทั้งสองทีมเสมอกันจนในนาทีที่ 69 การลงสนามมาของโซล่าที่ในฤดูกาลนี้ต้องพบกับอาการบาดเจ็บอยู่บ่อยครั้ง และเขารับบทซูเปอร์ซัพยิงประตูขึ้นนำให้ทีมได้ทันทีหลังลงสนามมาเพียงแค่ 20 วินาทีเท่านั้น

ในช่วงท้ายเกมแดน เปเตรสคูมาโดนใบแดงแต่ประตูเดียวก็เพียยงพอให้เชลซีจะคว้าแชมป์ยุโรปครั้งที่ 2 มาครองได้สำเร็จ

การคว้าแชมป์ครั้งนี้ของเชลซีนับเป็นแชมป์รายการที่สามของพวกเขาในรอบ 12 เดือนเลยทีเดียว แม้พวกเขายกระดับขึ้นมาเยอะจนกลายเป็นทีมที่ยอดเยี่ยมแต่ก็ยังไม่ใช่ที่อยู่ในระดับท็อปเหมือนดังในปัจจุบัน

แชมป์ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ ปี 1998

CFC-USC1

ยูฟ่า ซุปเปอร์ คัพคือการนำผู้ชนะจาก ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนลีกมาปะทะกับแชมป์ยูฟ่า คัพ วินเนอร์ คัพ โดยเชลซีที่พึ่งได้แชมป์ถ้วยใบรองของยุโรปมาต้องโคจรมาพบกับแชมป์ถ้วยใบใหญ่ของยุโรปอย่างเรอัล มาดริดที่เอาชนะยูวนตุสมาได้ในรอบชิง UCL

เชลซีอาจดูเป็นรองเล็กน้อยหากพูดถึงระดับของทีม แต่หากลองไล่ดูรายชื่อผู้เล่นแล้วเรียกได้ว่าเชลซีก้ไม่ได้เป็นราชันชุดขาวมากมายนักแม้ มาดริด จะเต็มผู้เล่นระดับซูเปอร์สตาร์แต่สิงห์บลูเองก็มีผู้เล่นระดับยอดอยู่ในทีมเช่นเดียวกัน

ทั้งสองทีมเล่นกันได้อย่างสูสีและมีโอกาสลุ้นประตูหลายครั้งแต่ก็ไม่สามารถทำอะไรกันได้

จนมาถึงนาทีที่ 82 ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเกมนี้ วิอัลลี่ ได้เปลี่ยนตัว โปเยต์ลงสนามมาและเขาก็ไม่ทำให้แฟนเชลซีต้องผิดหวังเมื่อโปเยต์สามารถพังประตูให้เชลซีออกนำได้สำเร็จ และนี่เป็นเพียงประตูเดียวที่เกิดขึ้นในเกมนี้ ส่งเชลซีให้กลายเป็นผู้ชนะ และได้ชูด้วย ซุปเปอร์ คัพในท้ายที่สุด

เรียกได้ว่านี่คือหนึ่งในยุคที่ยอดเยี่ยมของแข้งสิงห์บลูยุคหนึ่งเลยทีเดียวพวกเขาคว้าแชมป์ได้มากมายในช่วงระยะเวลสั้นๆ นักเตะหลายคนถูกจารึกให้เป็นตำนานของสโมสรหลังจากโชว์ให้เห็นถึงความสามารถที่ยอดเยี่ยม

แชมป์ยูฟ่า แชมป์เปี้ยน ลีก ฤดูกาล 2011/12

CFC-UCL

หนึ่งในความฝันสูงสุดของการเข้ามาเทคโอเวอร์สโมสรของเสี่ยหมีนั่นก็คือการได้ชูถ้วย ยูฟ่า แชมป์เปี้ยน ลีก แม้ว่าจะใช้เวลาอยู่หลายฤดูกาลก็ตาม แต่แข้งเชลซีก็สามารถสานฝันของอบราโมวิชให้เป็นจริงได้สำเร็จเมื่อปี 2012 ที่ผ่านมา

จริงๆแล้วเมื่อปี 2009 เชลซีเกือบทำได้สำเร็จมาแล้วครั้งหนึ่ง โดยในปีนั้นคู่แข่งในนัดชิงชนะเลิศของเชลซี คือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่ก็แพ้จุดโทษไป

ผ่านไป 3 ปีเชลซีได้เล่นในรายการนี้อีกครั้งและสามารถผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมได้แบบไม่มีปัญหาแม้ว่าในช่วงนั้นทีมจะดูมีปัญหาภายในพอสมควร ฟอร์มการเล่นก็ไม่คงเส้นคงวาแต่แข้งสิงห์บลูก็ฝ่าฟันและเข้ารอบมาได้

คู่ต่อสู้ในรอบ 16 ทีมคือนาโปลี ยักษ์ใหญ่จากอิตาลี ซึ่งทำให้แฟนบอลเชลซีเกือบหมดหวังที่จะเข้ารอบไปแล้วเพราะการบุกแพ้ในนัดแรกที่ไปเยือนถิ่น ซาน เปาโล 3-1

เชลซีสร้างปาฎิหารย์ครั้งแรกได้สำเร็จด้วยการพลิกกลับมาเอาชนะนาโปลีที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ 4-1 ทั้งๆที่พึ่งปลดผู้จัดการทีมไปหลังจากที่แพ้มาในนัดแรกแล้วแต่งตั้งผู้ช่วยในขณะนั้นนั่นก็คือ โรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ หนึ่งในตำนานของสโมสร

รอบ 8 ทีมสุดท้ายเชลซีต้องเจอกับเบนฟิกาและสามารถเอาชนะได้ไม่ยากผ่านเข้าสู่รอบรรองชนะเลิศไปพบกับคู่ปรับเก่าอย่างบาร์เซโลน่า

ก่อนแข่งเชลซีถูกมองว่าจะแพ้บาร์เซโลน่าแบบขาดลอยเพราะบาร์ซ่าในยุคนั้นอยู่ในช่วงที่สุดยอดและเป็นทีมที่ไร้เทียมทานตรงข้ามกับเชลซี

แต่สิงห์บลูก็แสดงให้แฟนบอลได้เห็นว่าพวกเขาเองก้ไม่ได้ด้อยไปกว่าทีมไหนๆ ด้วยการเอาชนะได้ในนัดแรกที่เล่นในบ้านด้วยสกอร์ 1-0

ถึงจะชนะมาแต่ว่าอย่างไรก็ตามทั้งสื่อและแฟนบอลต่างมองว่าถึงอย่างไรเชลซีก็ต้องโดนบาร์ซ่าตบคืนในนัดที่สองได้อย่างสบายๆ และเมื่อเริ่มการแข่งขันทุกอย่างเหมือนจะเป็นแบบนั้นจริงๆ

บาร์ซ่าบุกใส่เชลซีเป็นพายุมีโอกาสยิงประตูได้หลายครั้งและสามารถยิงประตูได้ถึงสองลูกกลับมาคุมความได้เปรียบไว้ได้ทั้งหมด

สถานการณ์ของทีมเยือนยิ่งเลวร้ายไปอีกเมื่อเทอร์รี่กัปตันทีมไปเล่นนอกเกมใส่อลเกซิส ซานเชสทำให้โดนใบแดงไล่ออกไป เชลซีตกเป็นรองทั้งผลการแข่งขันละตัวผู้เล่น

แต่แล้วเชลซีก็มาสร้างเซอร์ไพรส์ได้อีกครั้งเมื่อรามิเรสมายิงประตูสุดสวยทำให้เชลซีตีไข่แตกและกลับมาเป็นฝ่ายได้เปรียบอีกครั้งจากการยิงประตูทีมเยือน

กลับมาเล่นในครึ่งหลังเจ้าบุญทุ่มยังเดินหน้าบุกอย่างต่อเนื่องแต่เชลซีลงไปเล่นเกมรับแบบเต็มอัตราทำให้ไม่สามารถเจาะประตูได้ แม้จะได้จุดโทษแต่เมสซี่ก็ยังยิงพลาดอีก เหมือนเทพีแห่งโชคจะยืนข้างเชลซีจริงๆ

เข้าสู่ช่วงท้ายเกมบาซ่าบุกอย่างหนักหวังทำประตูเพิ่มให้ได้แต่สุดท้ายโดนแอชลีย์ โคลเตะสวนตูมเดียวบอลลอยดดยมาตกที่ตอร์เรสตรงกลางสนามและทำให้ เอล นินโญ่หลุดเดียวทันทีเพราะกองหลังบาซ่าเติมเกมบุกขึ้นไปหมด

ตอร์เรส ลากบอลมาถึงหน้าประตูก่อนแตะหนีวัลเดสและยิงประตูตอกฝาโรงส่งเชลซีเข้าชิงได้สำเร็จ โดยลูกยิงในวันนั้นของตอร์เรสทำให้ค่าตัว 50 ล้านปอนด์กลายเป็นความคุ้มค่าขึ้นมาทันที

เชลซีเข้ารอบชิงไปพบกับเสือใต้ โดยสนามที่ใช้แข่งนัดชิงคือ อัลลิอันซ์ อารีน่าหรือบ้านของบาเยิร์นนั่นเอง

เป็นอีกครั้งที่เชลซีต้องตกเป็นรองและทุกอย่างก็เหมือนกับตอนที่เจอบาซ่าไม่มีผิด

เชลซีตกเป็นรองทุกอย่างรูปเกมสู้ไม่ได้เลยแม้แต่น้อยแฟนเชลซีแทบหมดหวังและยังโดนยิงประตูช่วงท้ายเกมอีก

แต่แล้วปาฎิหาริย์ก็เกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อดร็อกบามาโหม่งตีเสมอในช่วงท้ายเกมและทำให้ต้องต่อเวลาพิเศษ ออกไป เชลซีมีโอกาสแต่น้อยมากและยังดดนจุดโทษอีกแต่สุดท้ายร็อบเบนยิงไม่เข้า

เกมนี้ต้องตัดสินด้วยการยิงจุดโทษอีกครั้ง ก่อนสุดท้ายเชลซีที่เป็นรองมาตลอดกลับสร้างประวัติศาสตร์เอาชนะและคว้าแชมป์ใบใหญ่ของยุโรปมาครองเป็นสมัยแรกได้สำเร็จ

เรื่องราวการแข่งขันตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่มไปจนถึงรอบชิงของเชลซีมีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้น จึงไม่แปลกที่ทุกวันนี้การคว้าแชมป์ของเชลซีในวันนั้นยังเป็นสิ่งที่สาวกเชลซียังคงพูดถึงมันทั้งที่ผ่านมานานแล้วก็ตาม

แชมป์ยูฟ่า ยูโรป้า ลีก ฤดูกาล 2012/13

CFC-UEL

1 ปีให้หลังๆ จากที่เชลซีคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมป์เปี้ยน ลีกมาครองได้ ฤดูกาลต่อมาเชลซีต้องร่วงลงมาเล่นยูโรป้าลีกหลังจากที่ทำได้เพียงจบอันดับที่ 3 ของกลุ่มจากการแข่งขันรอบแบ่งกลุ่ม UCL ฤดูกาลนั้น

คู่แข่งทีมแรกของเชลซีในรายการนี้คือสปาร์ตา ปรากแต่ก็ไม่ใช่งานยากเท่าไหร่นักพวกเขาเอาชนะมาด้วยสกอร์รวม 2-1 ผ่านเข้ารอบไปพบกับ สเตอัว บูคาเรสต์จากโรมาเนียและเอาชนะมาได้ด้วยสกอร์รวม 3-2

รูบิน คาซานคือทีมที่เชลซีต้องเจอในรอบ 8 ทีมสุดท้าย โดยการแข่งขันทั้งสองเกมมีการยิงประตูเกิดขึ้นมากมายก่อนสุดท้ายจะเป็นเชลซีที่ผ่านเข้าสู่รอบต่อไปได้สำเร็จด้วยสกอร์รวม 5-4

มาถึงรอบรองชนะเลิศเชลซีต้องพบกับเอฟซี บาเซิ่ลที่นำทัพโดยโมฮัมเหม็ด ซาลาห์แต่เชลซียังคงแข็งแกร่บุกไปเอาชนะถึงสวิตเซอร์แลนด์ด้วยสกอร์ 2-1

กลับมาเล่นที่สแตมป์ฟอร์ด บริดจ์ ซาลาห์เริ่มแผลงฤทธิ์ยิงประตูใส่เชลซีได้สำเร็จ แต่สุดท้ายสิงห์บลูยังคงยอดเยี่ยมกว่าและพลิกกลับมาเอาชนะไปได้ในท้ายที่สุดด้วยสกอร์ 3-1 สิงโตน้ำเงินครามผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิสได้สำเร็จ

เชลซีต้องโคจรมาเจอกับเบนฟิก้าอีกครั้ง หลังจากที่เชลซีเขี่ยเหยี่ยวลิสบอนตกรอบแปดทีมสุดท้ายในศึกยูฟ่า แชมป์เปี้ยน ลีกฤดูกาลก่อน

ยอดทีมจากโปรตุเกสหวังจะเอาคืนในนัดนี้แต่สุดท้ายเป็นเชลซีมาได้ประตูออกนำไปก่อนจากตอร์เรสที่ยิงประตูที่ 6 ในรายการนี้ได้สำเร็จ

เบนฟิก้าครองเกมได้เหนือกว่าจนมาได้จุดโทษและยิงประตูตีเสมอได้สำเร็จจากออสการ์ คาร์โดโซ่ เกมทำท่าว่าจะต้องต่อเวลาพิเศษแต่ในช่วงท้ายเกมเป็นอิวาโนวิชที่ขึ้นมาโหม่งประตูจากลูกเตะมุมส่งให้เชลซีเป็นแชมป์ได้ในที่สุด

เชลซีสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการคว้าแชมป์รายการยุโรปทั้งถ้วยใบเล็กและใบใหญ่ได้สองฤดูกาลติดต่อกัน แม้ในช่วงต้นฤดูกาลจะมีฟอร์มการเล่นที่ไม่ดีนักจนทำให้ดิ มัตเตโอโดนปลดไปก่อนจะได้ราฟาเอล เบนนิเตซเข้ามารับช่วงต่อและพาทีมคว้าแชมป์ได้ในท้ายที่สุด

แชมป์ยูฟ่า ยูโรป้า ลีก ฤดูกาล 2018/19

CFC-UEL1

จากฟอร์มการเล่นที่ไม่ค่อยดีเมื่อฤดูกาลก่อนนักทำให้เชลซีต้องมาเล่นในศึกยูโรป้า ลีกฤดูกาล 2018/19

เมาริซิโอ ซาร์รี่คือกุนซือคนปัจจุบันของทีมที่เข้ามาแทนที่คอนเต้ที่ถูกกปลดออกไปหลังจากจบฤดูกาล 2017/18

เชลซีมีฟอร์การเล่นที่ขึ้นๆ ลงๆ ในลีกฤดูกาลนั้นแต่สุดท้ายพวกเขาก็สามารถจบเป็นอันดับที่ 3 ของลีกได้

ฟอร์มการเล่นในยูโรป้า ลีกของเชลซีค่อนข้างยอดเยี่ยมด้วยคุณภาพของทีมที่ค่อนข้างเหนือกว่าคู่แข่งหลายๆ ทีมทำให้พวกเขาเข้ารอบชิงชนะเลิศที่บากูโดยพบกับอาร์เซนอลได้สำเร็จ

ก่อนการแข่งขันเชลซีถูกมองว่าเป็นทีมรองบ่อนเนื่องจากปัญหาภายในของทีมแต่หลังจากสิ้นเสียงนกหวีดเริ่มเกมหลายๆ อย่างกลับไม่เป็นอย่างที่แฟนบอลหลายคนคาด

ทั้งสองทีมสู้กันอย่างสนุกสูสีก่อนจบครึ่งแรกด้วยการเสมอกัน 0-0

เกมในครึ่งหลังเหมือนหนังคนละม้วนเป็นเชลซีที่เดินหน้าบุกและสร้างสรรค์โอกาสในการทำประตูได้หลายครั้งและยิงได้ ถึง 4 ประตูรวดจาการยิงของ

ชิรูด์ ที่เป็นการยิงอดีตต้นสังกัดเก่าของเขาและอีกสามประตูจาก เปโดร และอาซาร์ที่เหมาคนเดียว 2 ประตูในเกมวันนั้น

อาร์เซนอลมาได้ประตูตีไข่แตกได้ในช่วงท้ายเกมแต่ก็ไม่ทันแล้วเป็นเชลซีที่เอาชนะไปได้ 4-1 คว้าแชมป์มาครองได้อีกครั้ง ส่วนอาซาร์ได้แมนออฟเดอะแมตซ์ในเกมวันนั้นมาครอง

เกือบจะเป็นอีกหนึ่งฤดูกาลที่ต้องมือเปล่า เพราะทีมค่อนข้างมีปัญหาและอุปสรรคมากมายแต่สุดท้ายซาร์รี่ก็สามารถพาทีมประสบความสำเร็จได้ในที่สุด

ทั้งหมดนี้คือความสำเร็จของเชลซีในระยุโรปเรื่องราวมากมายที่ต้องพบเจอ อุปสรรคและปัญหาที่พวกเขาต้องฝ่าฟันคืออีกหนึ่งความทรงจำที่น่าภาคภูมิใจของสโมสรและสาวกเชลซีทั่วโลก


อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่ : chelsea-th.com
เว็บไซต์หลักของสโมสร : chelseafc.com

แชมป์พรีเมียร์ลีก

แชมป์พรีเมียร์ลีก 6 สมัย จุดสูงสุดในประเทศของ สิงโตน้ำเงินคราม

เชลซี คว้า แชมป์พรีเมียร์ลีก หรือ ลีกสูงสุดมาแล้วทั้งหมด 6 สมัย โดยครั้งแรกและครั้งที่ 2 เกิดขึ้นห่างกันถึง 50 ปีเลยทีเดียว

มาย้อนดูกันว่าการคว้า แชมป์พรีเมียร์ลีก ของ เชลซี ในแต่ละสมัยมีเรื่องราวอะไรที่น่าสนใจเกิดขึ้นบ้าง ตั้งแต่ต้นฤดูกาลไปจนถึงการชูถ้วยแชมป์

บทความที่เกี่ยวข้อง : ถ้วยรางวัลของทีมเชลซี

แชมป์ดิวิชั่น 1 ฤดูกาล 1954/55

2

นี่คือฤดูกาลแห่งประวัติศาสตร์ของสโมสรอย่างแท้จริง แชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษที่เชลซีสามารถคว้ามาครองได้เป็นครั้งแรกของสโมสเกิดขึ้นหลังจากก่อตั้งทีมมาได้เกือบ 50 ปี

สิงโตน้ำเงินครามเริ่มต้นฤดูกาลได้ดี แต่แล้วเมื่อมาถึงช่วงเดือนกันยายน ฟอร์มของพลพรรคสิงห์บลูก็ดรอปลงไปจนทำให้ในช่วงเดือนพฤศจิกายนพวกเขาหล่นลงไปอยู่ในอันดับที่ 12 ของตารางและการคว้าแชมป์แทบจะเป็นไปได้ยาก

แต่แล้วในช่วงคริสต์มาส พวกเขาก็กลับมาระเบิดฟอร์มได้อีกครั้ง เชลซีสามารถยิงประตูได้อย่างต่อเนื่องและเก็บแต้มได้เป็นกอบเป็นกำในขณะที่ทีมอื่นๆ ยังคงทำแต้มหล่นหาย

9 เมษายน คือนัดสำคัญเมื่อเชลซีเปิดสแตมป์ฟอร์ด บริดจ์รับการมาเยือนของคู่แข่งแย่งแชมป์อย่าง ‘วูล์ฟแฮมป์ตัน’ และเป็นสิงห์บลูที่เปิดบ้านเฉือนชนะไปได้ 1-0 จากลูกจุดโทษของ ‘ปีเตอร์ ชิลเล็ทท์’ ต่อหน้าแฟนบอลถึง 75,000 คนในวันนั้น

ทุกอย่างยังคงเป็นใจให้เชลซีเมื่อ วูล์ฟ ทำได้แค่เสมอกับ พอร์ทสมัธ 0-0 และเพียงแค่เชลซีเอาชนะเชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ สิงโตน้ำเงินครามจะสร้างประวัติศาสตร์ได้ทันที

‘เท็ด แดร็ก’ ผู้จัดการทีมในขณะนั้นนำลูกทีมลงเล่นในบ้านต่อหน้าแฟนบอลห้าหมื่นกว่าคน ก่อนพาเชลซีเอาชนะไปได้สำเร็จ 3-0 คว้าแชมป์ลีกสูงสุดของประเทศได้เป็นครั้งแรกของสโมสรทิ้งห่างอันดับสองอย่าง วูล์ฟ ที่ 4 คะแนน

โดยในฤดูกาลนั้น ‘รอย เบนท์ลีย์’ คว้าดาวซัลโว มาครองได้สำเร็จโดยยิงไปทั้งหมด 21 ประตู ในขณะที่ ‘ดิเร็ก ซอนเดอร์’ และ ‘อิริค พาร์สัน’ คือนักเตะที่ลงสนามให้ทีมมากที่สุดถึง 42 นัดตลอดทั้งฤดูกาล

แชมป์พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2004/05

3

ผ่านไป 50 ปีหลังจากที่จารึกประวัติศาสตร์สโมสร ดิวิชั่น 1 ถูกเปลี่ยนชื่อเป็นพรีเมียร์ลีก คราวนี้พวกเขาทำได้อีกครั้งหลังจากการเข้ามาของ ‘โรมัน อบราโมวิช’ ที่ทำการปรับเปลี่ยนทีมมากมาย

การจากไปของเฮ้ดโค้ชชาวอิตาเลียน อย่าง ‘คลาดิโอ รานิเอรี’ ถูกแทนที่ด้วยการเข้ามาของ ‘โชเซ่ มูรินโญ่’ โค้ชหนุ่มไฟแรงชาวโปรตุกีสที่มาพร้อมกับดีกรี แชมป์ยุโรปกับปอร์โต้พร้อมวลีที่ติดหูแฟนบอลทั่วโลก “เดอะ สเปเชียล วัน”

มูรินโญ่ พาเชลซีเก็บชัยชนะได้อย่างต่อเนื่อง โดยเอาชนะคู่แข่งแย่งแชมป์ได้ทั้ง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และอาร์เซนอล พาทีมขึ้นไปอยู่หัวตารางได้สำเร็จ

‘แมนเชสเตอร์ ซิตี้’ คือทีมแรกที่ยัดเยียดความปราชัยให้กับเชลซีหลักจากที่ นิโกล่าส์ เอนลก้า ยิงจุดโทษเข้าไป อย่างไรก็ตามสิงห์บลูก็กลับมาเก็บชัยชนะได้ถึง 6 นัดรวดทำแต้มหนีห่างอันดับ 2 สองคะแนน

มูรินโญ่ทำให้เชลซีชุดนั้นไร้เทียมทานสุดๆ พวกเขาเดินหน้าเก็บแต้มจากคู่แข่งอย่างต่อเนื่องและทำแต้มทิ้งห่างอันดับสองไปถึง 13 คะแนนเมื่อถึงเดือนเมษายน

จนเมื่อวันที่ 30 เมษายน สิงโตน้ำเงินครามมีคิวบุกไปเยือน ‘โบลตัน วันเดอร์เรอส์’ โดยมี ‘แฟรงค์ แลมพาร์ด’ รับบทเป็นพระเอกในวันนั้นด้วยการเหมาคนเดียว 2 ประตูส่งให้เชลซีเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยแรกได้สำเร็จ

ฤดูกาลนั้น แลมพาร์ด ที่เล่นในตำแหน่งกองกลาง ซัดไปถึง 20 ประตูและเชลซีก็สร้างสถิติเป็นทีมแรกที่เก็บแต้มต่อหนึ่งฤดูกาลได้มากที่สุดถึง 95 แต้มโดยพวกเขาแพ้ไปเพียงแค่นัดเดียวเท่านั้นในเกมลีกตลอดทั้งฤดูกาล

แชมป์พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2005/2006

4

เชลซีชุดเดิมที่ยังนำทัพด้วยโชเซ่ มูรินโญ่ยังคงแข็งแกร่ง พวกเขาเปิดฤดูกาลด้วยการไปเยือนวีแกน แต่ไม่ใช่งานง่ายเท่าไหร่นักที่เก็บสามแต้มได้เพราะต้องรอถึงช่วงท้ายเกมกว่าเฮอร์นัน เครสโปจะยิงประตูสุดสวยช่วยให้เชลซีคว้าสามแต้มมาได้อย่างหืดจับ

เชลซีโชว์ฟอร์มได้อย่างสวยหรูด้วยการเก็บชัยชนะได้ถึง 6 เกมรวดโดยไม่เสียประตูเลย ก่อนจะมาเสียประตูในสามนัดถัดมาด้วยการพลิกชนะแอสตัน วิลล่า ถล่ม ลิเวอร์พูลและโบตันด้วยสกอร์ 4-1 และ 5-1 ตามลำดับ

มาถึงช่วงเดือนตุลาคม สิงโตน้ำเงินครามสะดุดเสมอนัดแรกด้วยน้ำมือของเอฟเวอร์ตัน และพ่ายต่อผีแดงเป็นทีมแรกแต่สิงห์บลูยังนำเป็นจ่าฝูงด้วยการมีแต้มห่างอันดับ 2 ถึง 9 คะแนน

เดอะ บลูส์ยังมีฟอร์มที่ยอดเยี่ยมพวกเขาเก็บแต้มได้มากมายจนถึงเดือนมกราคมพวกเขาทำแต้มทิ้งห่างอันดับ 2 ไปถึง 14 คะแนน

การพ่ายแพ้ที่ย่อยยับที่สุดของมูรินโญ่ต่อมิดเดิลสโบรห์ 3-0 ไม่ได้ส่งผลกระทบมากนักเพราะพลพรรคสิงห์บลูยังคงเก็บแต้มจากเกมอื่นๆได้อย่างต่อเนื่องทำให้มีแต้มทิ้งห่างแมนฯยูถึง 18 แต้มในเดือนกุมภาพันธ์ ทำให้การคว้าแชมป์ติดต่อกันเป็นสมัยที่ 2 เริ่มเป็นภาพที่ชัดเจนขึ้น

แม้จะแพ้มากกว่าฤดูกาลก่อนแต่เกมนัดสำคัญก็เดินทางมาถึงเมื่อเชลซีเปิดบ้านถล่มแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดแบบขาดลอยถึง 3-0 การันตีแชมป์ฤดูกาลนี้อย่างแน่นอน ก่อนปิดฤดูกาลด้วยการเอาชนะนิวคาสเซิล 1-0 เก็บแต้มไปได้ 91 คะแนนเหนืออันดับ 2 อย่างผีแดง 8 คะแนน

มูรินโญ่และลูกทีมสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ 2 สมัยติดเป็นครั้งแรกแถมเก็บแต้มได้อย่างมากมายทำให้เชลซีในยุคนั้นไร้เทียมทานสุดๆ และเชลซีคือคู่แข่งที่หลายๆ ทีมไม่อยากเจอ

แชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2009/10

5

แชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยที่ 4 ของเชลซีต้องรอนานถึง 4 ปีหลังจากการคว้าแชมป์ครั้งหลังสุด มูรินโญ่ต้องจากทีมไปและมีโค้ชเข้ามาทำงานที่สแตมฟอร์ด บริดจ์หลายรายจนมาถึงยอดโค้ชที่ประสบความสำเร็จมาอย่างมากมายกับเอซี มิลานมา เขาคนนั้นคือคาร์โล อันเชลอตติ

เชลซีใช้แผลการเล่น 4-4-2 โดยใช้หน้าคู่อย่างดร็อกบาและอเนลกา ทั้งสองคนช่วยกันยิงประตูได้เป็นกอบเป็นกำช่วยให้เชลซีเก็บชัยชนะได้อย่างถล่มทลาย

สิงโตน้ำเงินครามเริ่มต้นฤดูกาลได้อย่างดีแต่ต้องมาแพ้นัดแรกต่อวีแกนหลังเหลือผู้เล่นเพียงแค่ 9 คนในเกมนั้น และมาแพ้นัดที่สองให้กับแอสตัน วิลล่า แต่พวกเขาก็กลับมาได้สำเร็จด้วยการชนะ 5 เกมรวด ซึ่งเป็นการชนะทั้ง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดและอาร์เซนอล แต่ต้องมาแพ้อีกครั้งให้กับแมนเชสเตอร์ ซิตี้หลังจากนั้น

เข้าสู่ช่วงปีใหม่เชลซียังคงร้อนแรงด้วยการยิงซันเดอร์แลนด์ไปถึง 7 ลูกและยังนำเป็นจ่าฝูงหลังจากจบเดือนมกราคม

มาถึงเดือนกุมภาพันธ์เชลซีเอาชนะอาร์เซนอลได้แต่ต้องมาแพ้คาบ้านให้กับแมนเชสเตอร์ ซิตี้อีกครั้งแต่อย่างไรก้ตามการเจอกับปอร์ทสมัธและแอสตัน วิลล่าแสดงให้เห็นถึงศักยภาพอันเหลือเชื่อของทีมด้วยการยิงรวมกันสองเกมไปมากถึง 12 ประตูและเสียเพียงแค่ 1 ประตูเท่านั้น

เชลซีและแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดขับเคี่ยวกันอย่างสูสีและแมนฯยูขึ้นเป็นจ่าฝูงเหนือเชลซี 1 คะแนนและจุดเปลี่ยนก็มาถึงเมื่อทั้งสองทีมต้องโคจรมาพบกันและเป็นเชลซีที่บุกมาเอาชนะไปได้ถึงโอลด์ แทร็ฟฟอร์ดทำให้เชลซีกลับไปเป็นจ่าฝูงอีกครั้ง

แม้ว่าจะพลาดแพ้ให้กับคู่แข่งร่วมกรุงลอนดอนอย่างสเปอร์สในช่วงกลางเดือนเมษายนแต่เชลซีแสดงถึงความเป็นแชมป์ให้ได้เห็นเมื่อพวกเขาเดินหน้ายิงประตูคู่แข่งอย่างถล่มทลายหลังจากนั้น

สิงห์บลูและผีแดงขับเคี่ยวจนถึงนัดสุดท้ายของฤดูกาล เชลซีจะเป็นแชมป์ทันทีถ้าชนะนัดสุดท้าย และพวกเขาก้ไม่ทำให้สาวกเชลซีต้องผิดหวังเมื่อพวกเขาเดินหน้าถล่ม     วีแกน แบบไม่ไว้หน้า 8-0 และคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยที่ 4 มาครองได้แบบยิ่งใหญ่

อันเชลอตติ พาเชลซีเป็นแชมป์ได้อย่างสวยงานพวกเขาเดินหน้ายิงประตูคู่แข่งแบบถล่มทลายและจบด้วยการยิงเป็นสถิติของพรีเมียร์ลีกที่ 103 ประตู ส่วนปีเตอร์ เช็คคว้ารางวัลถุงมือทองคำมาครองหลังจากเก็บคลีนชีตได้ถึง 17 นัดในฤดูกาลนั้น

แชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2014/15

6

การกลับมาคุมทีมเป็นคำรบที่สองของ มูรินโญ่ และพาเชลซีเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยที่ 5 ได้สำเร็จ

หลังจากต้องแยกทางกับเรอัล มาดริด เชลซีที่ในขณะนั้นต้องการผู้จัดการทีมเช่นเดียวกันจึงไม่รอช้ารีบติดต่อจ่ามูทันที จนในที่สุดหนึ่งในผู้จัดการทีมที่สาวกเชลซีรักก็ได้กลับมาสู่รั้วสแตมฟอร์ด บริดจ์อีกครั้ง

การกลับมาครั้งนี้ของน้ามูได้มีเรื่องขำเกิดขึ้นเล็กน้อยนั่นก็คือเขาได้บอกกับแฟนบอลและสื่อว่าตอนนี้เขาไม่ใช่เดอะ สเปเชียลวันอีกแล้ว แต่เขาคือเดอะ แฮปปี้วันต่างหาก

เชลซีเริ่มต้นฤดูกาลได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยการเก็บชัยชนะได้ 4 นัดรวดโดยหนึ่งในนั้นเป็นการบุกไปถล่มเอฟเวอร์ตันถึงกู๊ดดิสัน พาร์คถึง 6-3

เชลซีไม่แพ้ใครเลยจนกระทั่งต้องโคจรมาพบกับนิวคาสเซิล ซึ่งเป็นทีมที่เชลซีแพ้ทางเหลือเกินและก็เป็นอีกครั้งที่ สาลิกาดง หยุดความร้อนแรงของเชลซีเอาไว้ได้ในเดือนธันวาคม

ในวันปีใหม่นั้นเองเชลซีต้องมาเจอกับแมนเชวเตอร์ ซิตี้และก็เป็นอีกครั้งที่เรือใบสีฟ้าสร้างรอยแผลและความเจ็บปวดให้กับเชลซีและแฟนสิงห์บลู แม้ว่าจะถูกขัดขาแต่หลังจากนั้นอีก 15 เกมเชลซีแสดงศัลกยภาพที่ยอดเยี่ยมอีกครั้งด้วยการคว้าชัยไปถึง 11 นัดและไม่แพ้ใครเลยส่งให้พวกเขาทำแต้มห่างอันดับ 2 ถึง 16 คะแนน

ไม่มีทีมไหนหยุดความร้อนแรงของเชลซีได้อีกแล้วพวกเขาเดินหน้าคว้าชัยชนะอย่างต่อเนื่องและคว้าแชมป์มาครองได้ในที่สุดแบบม้วนเดียวจบ

บรรดาแข้งสิงห์บลูพาเหรดกันติดทีมยอดเยี่ยมเกือบครบทั้งทีมและนักเตะแต่ละคนก็รักษาฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยมเอาไว้ได้อย่างเสมอต้นเสมอปลาย ทำให้เชลซีคว้าแชมป์แบบรวดเดียวจบด้วยการขึ้นนำเป็นจ่าฝูงตั้งแต่นัดเปิดฤดูกาลจนถึงวันที่คว้าแชมป์ เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งความสุดยอดของเชลซีชุดนั้น

แชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2016/17

7

เป็นอีกครั้งที่มูรินโญ่ต้องอำลาทีมไปและเชลซีก็ตอบสนองด้วยการดึงกุนซือมากฝีมือที่ฝากผลงานอันยอดเยี่ยมไว้กับยูเวนตุสรวมไปถึงทีมชาติอิตาลีอย่าง อันโตนิโอ คอนเต้

ช่วงแรกหลังเปิดฤดูกาลเชลซียังมีฟอร์มการเล่นที่ไม่ค่อยสู้ดีนักเหมือนกับว่าพวกเขายังหาจุดลงตัวของทีมยังไม่เจอ

จนเมื่อคอนเต้ตัดสินใจใช้แผนการเล่นเป็น 3-4-3 เรียกได้ว่าเป็นที่ฮือฮามากๆ ในช่วงนั้นเพราะหลังจากที่เปลี่ยนมาใช้แผนการเล่นนี้เหมือนกับเชลซีติดปีกพวกเขาเดินหน้าเก็บชัยชนะได้อย่างต่อเนื่อง

การบุกไปชนะเรือใบสีฟ้าได้ 3-1 ภายใต้การกุมบังเฮียนของโครตกุนซืออย่างเป็บ กวาดิโอลา คือหนึ่งในผลงานชิ้นโบว์แดงของเชลซี

พวกเขาเดินหน้าเก็บชัยชนะได้ต่อเนื่องจนสร้างสถิติสำคัญเอาไว้ได้ด้วยการเก็บสามแต้ม 13 นัดติดต่อกันก่อนจะถูกสเปอร์หยุดเอาไว้ได้

สิงห์บลูเอาชนะอาร์เซนอลได้ในลอนดอนดาร์บี้แมตซ์แต่มาพ่ายให้กับ คริสตัน พาเลซแบบพลิกล็อก 1-2 แต่พวกเขาก็กลับมาได้ด้วยการเอาชนะ เรือใบสีฟ้า 2-1

ผีแดงสร้างความหวั่นใจให้กับสวกเชลซีอีกครั้งหลังจากที่เอาชนะเชลซีไปได้ 2-0 ซึ่งนี่เป็นการแพ้ในลีกนัดสุดท้ายของเชลซีในฤดูกาลนั้น โดยโปแกรมการแข่งขันนัดที่เหลือพวกเขาเก็บสามแต้มได้ทั้งหมด รวมไปถึงการบุกไปชนะเวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน 1-0 จากประตูโทนของตัวสำรองอย่าง มิชี่ บัตชูอายี่ และความแชมป์ไปครองในขณะที่เหลือโปรแกรมอีก 2 นัด

สิงโตน้ำเงินครามฉลองแชมป์ในบ้านได้อย่างสวยงามด้วยการเอาชนะในบ้านต่อซันเดอร์แลนด์ 5-1

ทั้งหมดนี้คือการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 6 สมัยของเชลซี ซึ่งแต่ละฤดูกาลก็มีเรื่องราวและความทรงจำดีๆมากมาย นี่แหล่ะความสวยงามของฟุตบอลมีสุขมีทุกข์ปะปนกันไป แม้ว่าจะเป็นเวลาหลายปีแล้วที่เชลซีไม่สามารถกลับมายืนณ. จุดสูงสุดได้ แต่เชื่อว่าอีกไม่นานพวกเขาจะกลับมาเขย่าบัลลังก์ได้อีกครั้งอย่างแน่นอน


อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่ : https://chelsea-th.com/
เว็บไซต์หลักของสโมสร : https://www.chelseafc.com/th