คลังเก็บป้ายกำกับ: ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ ลีก

จอร์จินโญ่

เราจะทำตามสัญญา! จอร์จินโญ่ โกนเคราโชว์กล้องหลังพาทีมคว้า บิ๊กเอียร์

เราจะทำตามสัญญา! จอร์จินโญ่ โกนเคราโชว์กล้องหลังพาทีมคว้า บิ๊กเอียร์

จอร์จินโญ่
Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter
Share on linkedin
LinkedIn

หลังจากช่วยให้ทีมได้แชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ประจำฤดูกาล 2020-21 มาเชยชมแล้วนั้น จอร์จินโญ่ มิดฟิลด์ เชลซี ก็ยอมสละเคราของตัวเองทันที หลังจากเคยลั่นวาจาเอาไว้แล้วว่าหากได้แชมป์ แชมเปี้ยนส์ ลีก ก็จะบอกลาเคราของตัวเอง ซึ่งแฟนบอล เชลซี ก็โพสต์ข้อความถึงเรื่องนี้กันด้วย

จอร์จินโญ่ กองกลาง เชลซี ยอดสโมสรแห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ให้นักข่าวคนหนึ่งโกนเคราของเขา หลังจากที่เจ้าตัวเคยพูดเอาไว้ตั้งแต่ก่อนหน้านี้ว่าจะทำอย่างนั้นหากต้นสังกัดได้แชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ไปครอง

ช่วงที่ผ่านมามีทั้งแฟนบอล เชลซี ที่ทั้งชอบและไม่ชอบ จอร์จินโญ่ จนทำให้บางครั้งเขาก็ตกเป็นข่าวเกี่ยวกับการย้ายทีม แต่เจ้าตัวก็ตั้งใจที่จะทำผลงานให้ดีกับต้นสังกัดให้ได้จนถึงขั้นที่เคยบอกกับนักข่าวชาวบราซิเลียนคนหนึ่งเอาไว้ว่าหากต้นสังกัดของเขาได้ถ้วยบิ๊กเอียร์แล้วล่ะก็ เขากับนักข่าวคนนั้นก็ต้องโกนหนวดโกนเครากันทั้งคู่

ทั้งนี้ เมื่อวันเสาร์ที่ 29 พฤษภาคม ที่ผ่านมา เชลซี ก็ได้แชมป์ แชมเปี้ยนส์ ลีก จริงๆ ทำให้ จอร์จินโญ่ กับนักข่าวคนนั้นทำตามสัญญา โดยพวกเขาโกนให้กันและกันในตอนที่ จอร์จินโญ่ ให้สัมภาษณ์ที่ข้างสนามเลยด้วย ซึ่งแฟนบอลก็โพสต์ข้อความกันหลายแบบหลังได้เห็นคลิปนี้ อย่างเช่น “จอร์จินโญ่ ดูเยือกเย็นทั้งตอนไม่มีและมีเครา”, “จอร์จินโญ่ ตอนไม่มีเครานี่ดูเหมือน (เมสัน) เมาน์ท เลย” และ “การโกนเคราที่งดงามที่สุด!” เป็นต้น

ที่มา : Siamsports

บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ที่ : chelsea-th.com
เฟซบุ๊กแฟนเพจ : chelsea-th

เชลซีแชมป์ยุโรป 2021

เชลซีแชมป์ยุโรป 2021 ค่ำคืนสีน้ำเงิน ท้องฟ้าสีน้ำเงินและ ลอนดอนเป็นสีน้ำเงิน

เชลซีแชมป์ยุโรป 2021 ค่ำคืนสีน้ำเงิน ท้องฟ้าสีน้ำเงินและ ลอนดอนเป็นสีน้ำเงิน

เชลซีแชมป์ยุโรป 2021
Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter
Share on linkedin
LinkedIn

เชลซีแชมป์ยุโรป 2021 หลังจบเกมใน 90 นาที เหล่าขุนพลเชลซี  สต๊าฟโค้ชและนักเตะตัวสำรอง วิ่งกรูเข้ามาในสนาม เป็นการประกาศศักดาว่า เชลซีคว้าแชมป์ยุโรป สมัยที่ 2

เชลซีแชมป์ยุโรป 2021 ศึกที่ยิ่งใหญ่ที่สุด จบไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับนัดชิงชนะเลิศ UCL  นี่เป็นฤดูกาลของเหล่าสิงห์บลูส์ ที่มีครบทุกรสชาติ ตั้งแต่ต้นฤดูกาลจนจบฤดูกาล แฟนเชลซีฤดูกาลนี้ถ้าไม่ได้เกาะสนามติดตามผลงานของทีม บอกเลยว่าน่าเสียดายจริงๆ 

เชลซีแชมป์ยุโรป 2021

ยิ่งเห็นช็อตที่ เมนดี้ กุมหน้าร้องไห้ ติอาโก้ ซิลวา สวมกอดกับทูเคิ่ล น้องไค นั่งก้มหน้าร้องไห้ด้วยความดีใจสุดขีด มันเป็นอารมณ์ที่แฟนบอลอย่างเรา ซึ้งใจและดีใจไปกับพวกเขาด้วย มันเป็นน้ำตาแห่งความปลื้มปิติที่หลั่งมาแบบไม่รู้ตัว

ไม่มีใครคาดคิดว่า สิงโตน้ำเงินคราม จะสามารถก้าวข้ามอุปสรรคขึ้นมาเถลิงบัลลังก์แชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้ หากมองย้อนกลับไปช่วงต้นฤดูกาล 2020-2021 สารพัดปัญหาเข้ามามากมาย ทำให้ฟอร์มของสิงห์บลูส์ตกหล่นไปด้วย ถึงขนาดตกไปอยู่กลางตารางของพรีเมียร์ ลีก และสิ่งที่สะเทือนขวัญต่อเหล่า เดอะ บลูส์ คือการปลด แฟรงค์ แลมพาร์ด ออกจากการเป็นผู้จัดการทีม

แต่ทว่าการเข้ามาของโค้ชเยอรมัน ทำให้เชลซีเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ทีมที่ฟอร์มตกขาดความมั่นใจ เกมรับรั่ว กลายเป็นทีมที่เล่นด้วยยากและเสียประตูยากสุดๆ นักเตะที่เคยโดนมองข้าม หรือโดนดองยาว ก็กลับมามีตำแหน่งและลงช่วยทีมได้บ่อยขึ้น เห็นได้ชัดจากรายของ อันโตนิโอ รือดิเกอร์

ในรายอื่นๆ ที่โดนวิจารณ์หนักๆ ก็ได้แก่ จอร์จินโญ่ , คริสเตียนเซ่น ,อลอนโช่ แม้แต่ดูโอ้เยอรมันอย่าง ติโม แวร์เนอร์ และ ไค ฮาแวร์ทซ์ ในส่วนของ ฮาแวร์ทซ์ ที่ดูน่าเป็นห่วงมากที่สุด เพราะว่าด้วยสไตล์ที่เชื่องช้าและดูทำอะไรก็ไม่เป็นใจ กลับมีฟอร์มที่โดดเด่นมากๆ และสามารถทำประตูได้เรื่อยๆ แถมการครองบอลและการหาพื้นที่ ทำได้เนียนตาเหมือน ฮาแวร์ทซ์ คนเดิมที่โด่งดังกับห้างขายยา

ส่วนกรณีของ แวร์เนอร์ แน่นอนเขาไม่สามารถยิงเป็นกอบเป็นกำเหมือนดั่งยุคซุปเปอร์แฟรงค์ แต่ว่ายุคทูเคิ่ล ยามที่เขาลงสนาม ทีมมักไม่ค่อยแพ้ และเก็บชัยชนะเป็นส่วนมาก เขามีความเร็ว และการฉีกแนวรับ ฉีกตัวประกบได้ดี จนทำให้เพื่อนเล่นได้ง่ายขึ้น มีช่องทำทาง ตรงนี้ต้องให้เครดิตเขาเต็มๆ

มาถึง เมสัน เมาท์ ที่หลายคนกังวลว่า เขาจะไม่มีบทบาทแน่นอน หลังจากการไปของแฟรงค์ ผู้ที่ปลุกปั้น ชุบเลี้ยงเขามาจนเกิดครหาว่า เป็นลูกรัก แต่เพชรย่อมเป็นเพชร เมาท์ตอกกลับคำวิจารณ์เหล่านั้น ด้วยผลงานในสนาม ซึ่งตอนนี้ไม่ต้องบอกแล้วว่า เมาท์ ก้าวไปถึงระดับไหน แอดว่าทุกคนได้เป็นที่ประจักษ์ในสายตากันแล้ว

ทุกคนกลายร่างขันน็อต งัดฟอร์มที่ดีที่สุดของตัวเองออกมา เล่นเกมของตัวเอง รู้ว่าจะต้องทำอะไร ทำยังไงถึงจะได้เปรียบ จะบอกว่าเป็นที่ตัวนักเตะ ไม่มีแพชชั่น มันก็ถูกครับ แต่อย่าลืมว่า การสร้างเสริมแพชชั่น จะต้องมาจากการปลุกเร้าของผู้จัดการทีม ความเชื่อใจ และวางใจกันและกันของนักเตะและโค้ช

เชลซี แชมป์ยุโรป 2021 เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ควรค่ากับบัลลงดอร์

71% ของพื้นที่โลกถูกปกคุลมด้วยน้ำ ส่วนอีก 29% ถูกปกคุลมโดยก็องเต้ วลีเด็ดนี้ มันช่างเหมาะสมอะไรเพียงนี้ เอ็นโกโล่ ฟอร์มเข้าฟักสุดขีด หลังคว้าแมน ออฟ เดอะแมตช์ 3 เกมติด นับตั้งแต่เกมรอบรองชนะเลิศ กับราชันชุดขาวมาจนถึงนัดชิงชนะเลิศกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้

ก็องเต้ ทำได้อย่างโดดเด่น ในเกมนัดชิงกับเรือใบ ไม่ว่าจังหวะการตัดเกม คู่ต่อสู้ หรือการชะลอเกมรุก กองกลางผู้ถ่อมตน ทำได้ดีจริงๆ ตัดเกมได้ 2 หน แท็กเกิลชนะ 3 หน เอาชนะลูกกลางอากาศได้ถึง 4 ครั้ง แม้แนวรุกมหาพระกาฬของเรือใบสีฟ้า ต่อเกมขึ้นมาดีๆ มาเจอ ก็องเต้ คอยชะลอเอาไว้จนทำให้จังหวะไม่ไหลลื่นเหมือนที่เคยเป็น

ยิ่งคีร์แมนอย่าง เควิน เดอ บรอยน์ จับบอล พยามจะไหลบอล จะเห็นว่าก็องเต้ จะคอยซ้อนเพื่อนตลอด หากเพื่อนพลาด ก็จะเจอก็องเต้ทันที ส่วนในจังหวะเกมบุก ก็องเต้ ก็ยังช่วย เดินเกมพาบอลขึ้นไปสร้างโอกาสให้เพื่อนร่วมทีม เช่นเดียวกัน นี่คือสาเหตุ ว่าทำไม ทูเคิ่ล ถึงต้องรอดูอาการของ ก็องเต้ จนวินาทีสุดท้าย บอกตรงๆ ถ้าแดนกลางของเชลซี ขาดชายที่ชื่อ ก็องเต้ ในเกมนี้ ผลการแข่งขัน อาจจะไม่ออกมาเป็นแบบนี้ก็ได้

อย่างไรก็ตามความดีทั้งหมดต้องยกให้ แฟรงค์ แลมพาร์ด ด้วยเช่นกัน นั่นก็เพราะว่าครั้งที่เจ้าตัวคุมทีม ในรอบแบ่งกลุ่ม ยูฟ่าฯ เชลซีเป็นแชมป์กลุ่ม ซึ่งถือว่ายอดเยี่ยม และ ทูเคิ่ล ก็มาสานต่องานของ แฟรงค์ ซึ่งกุนซือชาวเยอรมันยอมรับว่า ทรัพยากรที่แฟรงค์ทิ้งไว้ เขาบอกเลยว่ามันน่าตื่นเต้น เพราะทุกคนเต็มไปด้วยคุณภาพคับแก้ว

ในระหว่างเส้นทางก่อนที่ เชลซี จะคว้าแชมป์ยุโรป แน่นอนว่าการเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย ย่อมไม่มีทีมไหนเหนือกว่าใคร เพราะการเข้ามาถึงรอบนี้ ย่อมเป็น เสือ สิงห์ กระทิง แรด ทั้งหมด โดยรอบ 16 ทีม พบกับ “ตราหมี” แอตฯมาดริด รอบ 8 ทีม พบ “ปอร์โต้” จากโปรตุเกส และรอบก่อนรองชนะเลิศ พบกับเจ้ายุโรป 13 สมัย ซี่งมากที่สุดในบรรดาสโมสรยุโรป

แน่นอนว่ามันไม่ใช่งานที่ง่ายเลย แถมกุนซือผู้กุมบังเหียนอยู่ก็คือ ซีเนดีน ซีดาน เจ้าของสถิติ คว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 3 สมัยติด ความเคี่ยวและการวางแท็คติคที่ชาญฉลาดทำให้นี่คือกระดูกชิ้นโตของ เชลซี แต่ทว่าขุนพล สิงห์บลูส์ ก็ไล่คำรามใส่ไม่ยั้งชนิดที่ ซีดาน ยอมรับว่าสู้เชลซีไม่ได้จริงๆ และพวกเขาสมควรเป็นผู้ชนะแล้ว

หลังเข้ารอบชิงชนะเลิศ แฟนเชลซี ต้องมีเสียวกันบ้างแหละ เนื่องจากเกมก่อนหน้าในนัดชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ ก็ดันพลาดท่าแพ้ให้กับ เลสเตอร์ ซิตี้ ต่อมา เชลซีทีมหญิง ที่ได้เข้าชิงยูฟ่าฯ เช่นเดียวกัน แฟนๆก็มั่นใจว่าจะคว้าแชมป์สมัยแรกของทีมหญิง แต่สุดท้ายก็พลาดท่าแพ้ให้กับทีมหญิงบาร์เซโลน่าแบบขาดลอย 0-4

อีกทั้งต้องมานั่งลุ้นปัสสาวะเหนียว ลุ้นท็อปโฟร์ในช่วงนัดสุดท้าย แต่โชคดี ที่พญาวานร ยิงช่วยให้ สิงห์บลูส์ ไม่ต้องไปเล่น ยูโรป้า ลีก ในนัดปิดฤดูกาล

ความเจ็บปวดจาก เอฟเอ คัพ และการผ่านเรื่องราววุ่นๆในช่วงต้นฤดูกาล มันเป็นแรงผลักดันให้ สิงห์บลูส์ ตัวนี้ไม่มีทางเลือก เมื่อ สิงโตน้ำเงินคราม ยุคสายเลือดใหม่ ต้องการสร้างประวัติศาสตร์ของตัวเองขึ้นมา ความกระหายของพวกเขาก็ไม่ต่างจากสิงโตหนุ่มที่กำลังคันเขี้ยวสุดๆ

เห็นได้จากนัดชิงกับ แมนฯซิตี้ พูดได้เต็มปากเลยว่าเหล่าพลพรรค เรือใบ สู้สิงโตไม่ได้เลย แค่การเดินเกมของเรือใบก็ดูไม่มีอะไรแล้ว เชลซีสวนแต่ละดอกได้ลุ้นหมด นี่ถ้ากองหน้าสไตล์โป้งเดียวจอดอย่าง เลวานดอฟสกี้นะ อาจมีสกอร์ที่ 5-6 ประตูเลยก็ได้ใครจะไปรู้ จะหาว่าโม้หรือว่าคุยก็ได้นะ แต่ผมไม่สน เพราะเชลซีเป็นแชมป์แล้ว จะทำอะไรก็ได้ ฮ่าๆ

เดี๋ยวเราไปชมบรรยากาศและเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นใน รอบชิงชนะเลิศ ประจำวันเสาร์ที่ 29 พ.ค. 64 ที่สนามเอสตาดิโอ โด ดราเกา, ปอร์โต ประเทศโปรตุเกส (สนามกลาง) แมนเชสเตอร์ ซิตี้ พบกับสิงโตน้ำเงินคราม เชลซี

เหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในนัดชิงชนะเลิศ

เชลซีคว้าแชมป์ยุโรป

รายชื่อ 11 ตัวจริงของทั้ง 2 ทีม
แมนเชสเตอร์ ซิตี้ : เอแดร์สัน (GK), ไคล์ วอลเกอร์, จอห์น สโตนส์, รูเบน ดิอาส, โอเล็กซานเดอร์ ซินเชนโก, อิลคาย กุนโดกัน, เควิน เดอ บรอยน์, แบร์นาโด ซิลวา, ริยาด มาห์เรซ, ราฮีม สเตอร์ลิง และ ฟิล โฟเดน

เชลซี : เอดูอาร์ เมนดี้ (GK), รีซ เจมส์, ติอาโก ซิลวา, อันโตนิโอ รือดิเกอร์, เซซาร์ อัซปิลิกูเอต้า, จอร์จินโญ, เอ็นโกโล ก็องเต้, เบน ชิลเวลล์, ไค ฮาแวร์ทซ์, เมสัน เมาท์ และ ติโม แวร์เนอร์

เปิดฉากครึ่งแรก นาทีที่ 8 แมนฯ ซิตี้ ได้ทักทายก่อนจากจังหวะที่ ราฮีม สเตอร์ลิง พยายามจะตอกส้นยิงในเขตโทษ แต่ เอดูอาร์ด เมนดี้ นายด่านของเชลซี เซฟออกไปได้

จากนั้นนาทีที่ 10 โอกาสของเชลซี เมื่อ ไค ฮาแวร์ทซ์ เปิดบอลเรียดจากฝั่งซ้ายเข้ากลางเขตโทษให้ ติโม แวร์เนอร์ แต่ดันยิงแป้กอย่างน่าเสียดาย

เชลซีได้ลุ้นอีกแล้ว เมสัน เมาท์ จ่ายบอลให้ ติโม แวร์เนอร์ ยิงในเขตโทษ แต่บอลตรงตัว เอแดร์สัน โกลของแมนฯ ซิตี้

นาทีที่ 15 เชลซีได้ลุ้นต่อเนื่อง เมสัน เมาท์ จ่ายบอลให้ ติโม แวร์เนอร์ กระชากเข้าเขตโทษฝั่งซ้ายก่อนซัดเน้นๆ บอลพุ่งเข้าข้างตาข่าย

ถึงนาทีที่ 28 แมนฯ ซิตี้ เกือบขึ้นนำ จากจังหวะที่ เควิน เดอ บรอยน์ ผ่านบอลให้ ฟิล โฟเดน ได้ยิงจ่อๆ แต่ อันโตนิโอ รูดิเกอร์ ปรี่มาบล็อกไว้ได้ทัน

แต่ทว่านาทีที่ 42 กลายเป็น เชลซี ที่มาได้ประตูขึ้นนำ 1-0 จากจังหวะที่ เมสัน เมาท์ จ่ายบอลทะลุให้ ไค ฮาแวร์ทซ์ หลุดเดี่ยวก่อนแตะหลบ เอแดร์สัน แล้วยิงเข้าไปง่ายๆ

จบครึ่งแรก เชลซี นำ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ อยู่ 1-0

กลับมาเล่นต่อครึ่งหลัง แมนฯ ซิตี้ พยายามบุกใส่ แต่นาทีที่ 72 กลายเป็น เชลซี ที่ได้ลุ้นสกอร์เพิ่ม จากจังหวะที่ ไค ฮาแวร์ทซ์ จ่ายบอลเข้าเขตโทษฝั่งขวาให้ คริสเตียน พูลิซิช ยิงหลุดเสาไกลไปนิดเดียว

ช่วงเวลาที่เหลือทั้งสองทีมทำอะไรกันเพิ่มไม่ได้ จบเกม เชลซี ชนะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 1-0 คว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ ลีก มาครองเป็นสมัยที่ 2 ของสโมสรได้สำเร็จ

ดาวรุ่งอังกฤษ

ที่ผ่านมา มักมีคำถามมาโดยตลอดว่า ลอนดอนเป็นสีอะไร? ตอนนี้รู้แล้วใช่ไหมว่า “ลอนดอนเป็นสีน้ำเงิน” ก็ดูจากถ้วย ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ ลีก 2 สมัยสิ ทีมในลอนดอนยังไม่เคยได้สักทีม มีแต่ สิงโตน้ำเงินคราม เชลซี เท่านั้น ที่คว้ามาได้แล้วถึง 2 สมัยและมีโอกาสที่จะมีสมัยที่ 3-4-5 ตามาอย่างแน่นอน

เชลซีแชมป์ยุโรป 2021 ชุดนี้ อายุเฉลี่ยค่อนข้างน้อยมากๆ ยังมีเวลาให้พวกเขาเติบโตไปอีกไกลแสนไกล การคว้าแชมป์ครั้งนี้ เปรียบเสมือนการเติมเชื้อเพลิงในตัวพวกเขา พวกเขาคว้าแชมป์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุโรป ตั้งแต่อายุยังไม่มาก มันถือเป็นประสบการณ์ที่เยี่ยมยอดจริง

หลังจากนี้ เชลซี สิงโตน้ำเงินครามตัวนี้ ได้กลายร่างเข้าสู่ยุคใหม่แล้ว พวกเขาพร้อมแล้ว กับการออกล่าเหยื่อเป็นถ้วยรางวัล ผมเชื่อเหลือก่อนว่า โธมัส ทูเคิ่ล ชายผู้บังคับทิศทางของสิงโตตัวนี้ จะไล่ล่าทุกความสำเร็จและเชื่อว่า เขาจะทำทีมได้ อย่างที่ปากเขาพูดไว้ “เราจะสร้างทีมที่ไม่มี ใครอยากจะเผชิญหน้า”

#เห่าดง

Chelsea Road to Champions League Victory - 2021

บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ที่ : chelsea-th.com
เฟซบุ๊กแฟนเพจ : chelsea-th

ไฮไลท์แมนฯซิตี้ 0-1 เชลซี

ไฮไลท์แมนฯซิตี้ 0-1 เชลซี | ลูกยิง 70 ล้าน! สิงห์บลู์โค่นเรือใบเถลิงบัลลังก์ ชปล.

ไฮไลท์แมนฯซิตี้ 0-1 เชลซี | ลูกยิง 70 ล้าน! สิงห์บลูส์โค่นเรือใบเถลิงบัลลังก์ ชปล.

ไฮไลท์แมนฯซิตี้ 0-1 เชลซี
Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter
Share on linkedin
LinkedIn

เชลซี ก้าวขึ้นมาสร้างประวัติศาสตร์ของสโมสรอีครั้งหลังคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ ลีก สมัยที่ 2 ได้สำเร็จ | ไฮไลท์แมนฯซิตี้ 0-1 เชลซี

ไฮไลท์แมนฯซิตี้ 0-1 เชลซี | ไค ฮาแวร์ทซ์ ซัดประตูโทนช่วยเชลซี คว้าแชมป์ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ ลีก สมัยที่ 2 มาครองได้สำเร็จ

ลูกยิง 70 ล้าน!! ไค ฮาแวร์ทซ์ สไลด์เข่าฉลองการซัดประตูชัยให้เชลซี

ข้อมูลการแข่งขัน

รายชื่อผู้ทำประตู

เชลซี : [0-1] ไค ฮาแวร์ทซ์ (42′)

สนาม : เอสตาดิโอ โด ดราเกา, ปอร์โต้ (สนามกลาง)
ผู้ชมในสนาม : 14,110 คน
ผู้ตัดสิน : อันโตนิโอ มาเตว ลาออซ (สเปน)
ถ่ายทอดสด : UEFA.tv

รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

แมนฯ ซิตี้ (4-3-3) : เอแดร์ซอน โมราเอส – ไคล์ วอล์คเกอร์, รูเบน ดิอ๊าส, จอห์น สโตนส์, โอเล็กซานเดอร์ ซินเชนโก้ – เควิน เดอ บรอยน์ (กาเบรียล เชซุส น.60), อิลคาย กุนโดกัน, แบร์นาร์โด้ ซิลวา (แฟร์นันดินโญ่ น.64) – ริยาด มาห์เรซ, ราฮีม สเตอร์ลิง (เซร์คิโอ อเกวโร่ “กุน” น.77), ฟิล โฟเด้น

ผู้จัดการทีม :
เป๊ป กวาร์ดิโอล่า

เชลซี (3-4-2-1) : เอดูอาร์ เมนดี้ – รีซ เจมส์, ติอาโก้ ซิลวา (อันเดรียส คริสเตนเซ่น น.39), อันโตนิโอ รือดิเกอร์ – เซซ่าร์ อัซปิลิกวยต้า, จอร์จินโญ่, เอ็นโกโล่ ก็องเต้, เบน ชิลเวลล์ – เมสัน เม้าน์ท (มาเตโอ โควาซิช น.80), ไค ฮาแวร์ทซ์ – ติโม แวร์เนอร์ (คริสเตียน พูลิซิช น.66)

ผู้จัดการทีม :
โธมัส ทูเคิ่ล

เหตุการณ์สำคัญ

นาทีที่ 8 – เอแดร์ซอน วางบอลยาวจากแดนตัวเองไปถึง สเตอร์ลิ่ง ที่วิ่งตัดหลัง เจมส์ แต่ดาวรุ่งของเรายังตามมาแซะไว้ได้ สุดท้ายปีกชาวอังกฤษโดน เมนดี้ ออกมาบีบทำให้ไม่มีมุมยิง ซัดไปติดเซฟเป็นลูกเตะมุม

นาทีที่ 10 – เชลซี ฉวยจังหวะสวนกลับแล้วมาได้ลุ้นทำประตู โดย ฮาแวร์ตซ์ พาไปสุดเส้นหลังก่อนตบกลับมาให้ แวร์เนอร์ ได้ยิงด้วยซ้ายแต่ผิดเหลี่ยมติดเท้าขวาของตัวเอง

นาทีที่ 13 – เดอะ บลูส์ ได้โอกาสเหน่ง ๆ ต้องชม เมาท์ ที่พาบอลเข้ามาในเขตโทษด้านซ้าย ก่อนไหลเข้ากลางให้ แวร์เนอร์ ที่แปตามน้ำแต่ไปตรงตัว เอแดร์ซอน รับเอาไว้ได้ จังหวะถัดมา แวร์เนอร์ ได้จบอีกครั้ง โดยกระชากหนีกองหลังแล้วซัดด้วยเท้าซ้าย แต่บอลลอยเข้าหน้าต่าง

รีซ เจมส์ เบียดแย่งบอล ราฮีม สเตอร์ลิ่ง

นาทีที่ 27 – เดอ บรอยน์ โชว์พิษสงถ่ายบอลให้ โฟเด้น ในกรอบเขตโทษ โดยดาวรุ่งชาวอังกฤษเกี่ยวแล้วยิงด้วยซ้ายทันที แต่ รูดิเกอร์ พุ่งเข้ามาบล็อคเอาไว้ได้อย่างเหลือเชื่อ บอลลอยโด่งแล้ว เมนดี้ กระโดดรับไว้ได้สบาย

นาทีที่ 39 – เกมรับของเรามีปัญหาแล้ว โดย ธิอาโก้ ซิลวา ได้รับบาดเจ็บจากจังหวะขึ้นโหม่งบอล ก่อนที่ ทูเคิ่ล จะส่ง คริสเตนเซ่น ลงมาประจำการแทน

ธิอาโก้ ซิลวา ต้องโดนเปลี่ยนตัวออกเพราะมีอาการบาดเจ็บ

นาทีที่ 42 (Goal) – และแล้ว “สิงห์บลูส์” ก็มาได้เฮกันสุดเสียง โดยเริ่มจาก เมนดี้ เตะยาวขึ้นหน้าไปถึง ชิลเวลล์ จ่ายต่อให้ เมาท์ ก่อนแข้งยอดเยี่ยมแห่งปีของสโมสร เหลือบไปเห็น ฮาแวร์ตซ์ วิ่งทะลุกับดักล้ำหน้าไปเก็บบอล ก่อนแตะหนี เอแดร์ซอน เข้าไปจบสกอร์นิ่ม ๆ 1-0!

นาทีที่ 45 – ทดเวลาบาดเจ็บครึ่งแรก 3 นาที ไม่มีทีมใดทำอะไรได้ เชลซีกลับเข้าห้องแต่งตัวนักเตะพร้อมสกอร์นำในมือ

ไค ฮาแวร์ทซ์ แตะบอลหนี เอแดร์ซอน ก่อนยิงเข้าไปโล่งๆ

นาทีที่ 55 – แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เสียหายหนักเลย เพราะ เควิน เดอ บรอยน์ ได้รับบาดเจ็บจนเล่นต่อไม่ไหวจากจังหวะเข้าปะทะกับ โทนี่ รูดิเกอร์ จน กวาร์ดิโอล่า ต้องส่ง กาเบรียล เชซุส ลงมาเล่นแทนมิดฟิลด์ชาวเบลเยี่ยมที่ออกจากสนามไปพร้อมน้ำตา

นาทีที่ 60 – ‘เรือใบสีฟ้า’ มาร้องเอาจุดโทษในจังหวะที่ สเตอร์ลิ่ง ยิงบอลไปโดนหน้าอกของ เจมส์ แล้วแฉลบไปโดนแขน แต่ผู้ตัดสินยืนกรานว่าไม่ได้เป็นการแฮนด์บอลแต่อย่างใด

ไค ฮาแวร์ทซ์ พาบอลหนี รูเบน ดิอาส

นาทีที่ 66 – ทูเคิ่ล ส่ง พูลิซิช ลงสนามแทน แวร์เนอร์

นาทีที่ 68 – โฟเด้น พาบอลขึ้นหน้ามาถึงกรอบเขตโทษ ก่อนไหลออกขวาให้ วอล์คเกอร์ เปิดเรียดเข้าในกำลังจะไปถึง เชซุส ได้จบสกอร์ แต่กัปตันเดฟวิ่งมาสกัดออกไปได้อย่างยอดเยี่ยม

นาทีที่ 73 – เชลซี ตอบโต้มาบ้างคราวนี้ ก็องเต้ ตัดบอลจากกลางสนาม ต่อด้วย ฮาแวร์ตซ์ กระชากพาขึ้นมาแล้วไหลไปให้ พูลิซิช เติมขึ้นมายิงแต่พยายามซัดหนี เอแดร์ซอน มากไปทำให้หลุดเสาออกไปอย่างน่าเสียดาย

นาทีที่ 79 – เชลซี เปลี่ยนอีกหนึ่งคน โดยถอด เมาท์ ออกแล้วเป็น โควาซิช ลงมาช่วยคุมจังหวะในแดนกลาง

นาทีที่ 82 – จอร์จินโญ่ มาได้ลองยิงแบบไม่จับจากนอกกรอบในจังหวะต่อเนื่องจากการเล่นลูกเซ็ตพีซทางด้านซ้าย แต่บอลหลุดเสาออกไปอีก

ช่วงท้ายเกมที่มีการทดเวลาบาดเจ็บออกไป 7 นาที ซิตี้ พยายามโหมบุกหนัก แต่เกมรับของเชลซีประสานงานกันได้อย่างแข็งแกร่ง ป้องกันอันตรายเอาไว้ได้ทั้งหมด จนผู้ตัดสินเป่านกหวีด ส่งพวกเราคว้าแชมป์ยุโรปเป็นสมัยที่ 2!!!

ไฮไลท์แมนฯซิตี้ 0-1 เชลซี

ไค ฮาแวร์ทซ์ ซัดประตูโทนช่วยเชลซี คว้าแชมป์ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ ลีก สมัยที่ 2 มาครองได้สำเร็จ

บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ที่ : chelsea-th.com
เฟซบุ๊กแฟนเพจ : chelsea-th

เรอัล มาดริด 1-1 เชลซี

บทสรุปหลังเกม เรอัล มาดริด 1-1 เชลซี | พูลิซิช โชว์เทพ เบนเซม่า โชว์เก๋า จบเจ๊ากันไป

บทสรุปหลังเกม เรอัล มาดริด 1-1 เชลซี | พูลิซิช โชว์เทพ เบนเซม่า โชว์เก๋า จบเจ๊ากันไป

เรอัล มาดริด 1-1 เชลซี
Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter
Share on linkedin
LinkedIn

เชลซี กุมความได้เปรียบเล็กน้อยหลังจบเกม เรอัล มาดริด 1-1 เชลซี คว้าอเวย์โกล์สำคัญกลับบ้าน ศึก ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ ลีก รอบรองชนะเลิศ ยกแรก

Pulisic
คริสเตียน พูลิซิช ดีใจแบบสุดเหวี่ยงหลังซัดประตูขึ้นนำแบบเหนือชั้น

บทสรุปหลังเกม เรอัล มาดริด 1-1 เชลซี

เกมนี้ เรอัล มาดริด ใช้ระบบ ‘หลังสาม’ โดยได้ ราฟาเอล วาราน ที่หายจากอาการโควิดกลับมายืนประจำการในแดนหลัง โดยมี ดานี่ คาบาฆาล กับ มาร์เซโล่ ลงเล่นเป็น ‘วิงแบ็ค’ ด้านกองกลางใช้ 3 นักเตะตัวเก๋ายืนเป็นตัวจริงทั้งหมด ซึ่งการปรับหมากมายืนหลัง 3 ของซีดานในเกมนี้แสดงให้เห็นว่าพวกเขาไม่ต้องการเสียประตูในเกมนี้

ด้านทีมเยือนเล่นระบบหลังสามอยู่แล้วนับตั้งแต่การเข้ามาทำหน้าที่กุนซือของ โธมัส ทูเคิ่ล แม้ในผังจะเป็น 3-4-3 แต่ความจริงแล้ว ทูเคิ่ล ใช้ จอร์จินโญ่ เป็นตัวโฮลบอลยืนอยู่ด้านหน้าของแผงหลังในเกมนี้ และดัน เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ขึ้นไปเล่นในระนาบเดียวกับเมสันเมาน์ทและ คริสเตียน พูลิซิช โดยมี ติโม แวร์เนอร์ ยืนค้ำในแดนหน้า 

ทูเคิ่ลวางหมากมาในเกมนี้เพื่อทำลายการทำเกมจากแดนกลางที่เป็นจุดเด่นของทางเจ้าบ้าน ทำให้ ลูก้า โมดริช กับ โทนี่ โครส ไม่สามารถสร้างสรรค์เกมตามที่ตัวเองถนัดมากนัก ในขณะเดียงกันผู้เล่นวิงแบ็คทั้งสองฝั่งของเชลซีก็ดันขึ้นมาเล่นเกมรุกสูฃเหมือนกับพวกเขาเล่นเป็นปีกในเกมนี้ทำให้เกมบุกเชลซีดูไหลลื่นและทำเกมบุกได้อย่างวูวาบโดยเฉพาะในครึ่งแรก

สิงโตน้ำเงินคราม เล่นได้อย่างยอดเยี่ยมตั้งแต่ต้นเกม พวกเขาเดินหน้าบุกโดยไม่เกรงกลัวศักดิ์ศรีและความยิ่งใหญ่ของราชันชุดขาว และมีโอกาสได้ลุ้นประตูจาก ติโม แวร์เนอร์ ที่ยิงจ่อๆไปติดเซฟอดีตนายทวารเชลซีแบบเหลือเชื่อและอีกไม่กี่นาทีต่อมาเจ้าตัวก็มีโอกาสได้ส่องประตูอีกครั้งแต่ก็ยังไม่ดีพอ

อย่างไรก็ตามทีมเยือนก็มาได้ประตูขึ้นนำจนได้ จากความนิ่งของ คริสเตียน พูลิซิช ที่เลี้ยงบอลหนี กูร์กตัวส์ ก่อนยิงเข้าไปง่ายๆ ส่งเชลซีออกนำไปก่อน 1-0 กุมความได้เปรียบในฐานะทีมเยือนตั้งแต่ต้นเกม

เชลซียังดูเหนือกว่าจริงหากมองภาพรวมในครึ่งแรกแต่ เรอัล มาดริด ที่เก๋าเกมสุดๆในรายการนี้ก็ยังมาไล่ตามตีเสมอได้สำเร็จจาก เบนเซม่า ที่กลายเป็นเดอะ แบก ของ โลสบลังโกส ชุดนี้อย่างแท้จริงหลังต้องตกอยู่ภายใต้ร่มเงาของ CR7 มาอย่างยาวนาน 

เกมในครึ่งหลังเป็นเรอัล มาดริด ที่ดูดีขึ้นและเล่นได้เหนือกว่าเชลซี แต่เกมรับที่เหนียวแน่นบวกกับความสุดยอดของ เอ็นโกโล่ ก้องเต้ บุรุษที่สื่อรวมไปถึงแข้งดังมากมายต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเขาคือชายผู้มี 15 ปอด เจ้าตัววิ่งพล่านไปทั่วทั้งสนาม ทำได้ดีเยี่ยมทั้งรุกและรับจนคว้ารางวัล แมน ออฟ เดอะ แมทซ์ ในเกมนี้ไปครอง

สถิติหลังจบเกม

เรอัล มาดริด

สถิติสำคัญ

เชลซี

51%

การครองบอล

49%

9

จำนวนยิงทั้งหมด

11

6

ยิงออกนอกกรอบ

2

10

สร้างโอกาส

10

506

ความแม่นยำในการผ่านบอล

502

87%

ความสำเร็จในการผ่านบอล

89%

11

ฟาวล์

9

4

เตะมุม

6

2

ล้ำหน้า

2

ตัดเกรดแข้งเชลซีหลังจบเกม

11 ผู้เล่นตัวจริง

เอดูอาร์ เมนดี้ : 6
แม้ว่าตลอดทั้ง เมนดี้ จะไม่ได้โชว์ฟอร์มซักเท่าไหร่ และเสียประตูในเกมนี้อีกด้วยแต่ก็ต้องยอมรับว่าประตูที่เสียนั้น จนปัญญาที่จะป้องกันเอาไว้จริงๆ

อันเดรียส คริสเตนเซ่น : 7
กลายเป็นแนวรับตัวหลักของทีมไปแล้วในระยะหลัง ความนิ่งที่มีเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดช่วยให้เชลซีเก็บคลีนชีตได้มากมายยามมี คริสเตนเซ่นยืนเป็นตัวจริงในแดนหลัง เกมนี้เจ้าตัวก็เล่นได้โดดเด่นเช่นกัน โดยตัดบอลได้ 3 ครั้ง และไม่มีข้อผิดพลาดอะไร

ติอาโก้ ซิลวา : 7.5
ความเก๋าเกมของ ซิลวา ช่วยเกมรับเชลซีได้เยอะมากในเกมนี้ ช่วยป้องกันไม่ให้ทีมต้องเจอกับจังหวะอันตรายหลายครั้ง

อันโตนิโอ รือดิเกอร์ : 7.5 
ช่วยเกมรับได้แข็งแกร่ง ยืนตำแหน่งเยี่ยม สปีดไม่มีตก แถมมีส่วนร่วมกับประตูขึ้นนำ 1-0 ที่วางบอลยาวให้กับ พูลิซิช

เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า : 6 
ช่วงแรกๆ รับมือกับ วินิซิอุส จูเนียร์ ได้ดี แต่หลังจากนั้นเริ่มเอาไม่อยู่ ก่อนถูกเปลี่ยนตัวออกกลางครึ่งหลัง

เอ็นโกโล่ ก็องเต้ : 8
แทบจะโผล่ทุกที่ในสนาม ช่วยตัดเกมได้ดี แถมวิ่งบุกตะลุยได้มันส์หยด จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ ที่มีสถิติพาบอลผ่านนักเตะทีมคู่แข่งถึง 6 ครั้ง ซึ่งมากสุดในเกมนี้

จอร์จินโญ่ : 7.5
ประสานงานแดนกลางกับ ก็องเต้ ได้ดี ตัดบอลได้ 3 ครั้ง ซึ่งมากสุดในทีมเท่ากับ คริสเตนเซ่น 

เบน ชิลเวลล์ : 7
ช่วยทีมได้ดีพอสมควรทั้งรับและรุก สร้างโอกาสให้เพื่อนลุ้นทำประตู 2 หน ซึ่งมากสุดอันดับสองของทีม  (รองจาก พูลิซิช ที่ทำได้ 3 ครั้ง)

เมสัน เมาท์ : 7 
เป็นเกมที่สร้างโอกาสให้เพื่อนลุ้นทำประตูไม่ได้เลยแม้แต่หนเดียว ทว่ามีความแม่นยำในการผ่านบอลเข้าเป้าสูงถึง 96% โดยเฉพาะการผ่านบอลในพื้นที่สุดท้าย และมีความมุ่งมั่นที่จะสร้างความแตกต่าง

คริสเตียน พูลิซิช : 8 
ร้ายและนิ่งมากๆ กับประตูขึ้นนำ 1-0 ที่เจ้าตัวพาบอลหลบ ติโบต์ กูร์กตัวส์ ก่อนยิงเข้าไป เล่นได้อันตรายมากๆ ในช่วงครึ่งชั่วโมงแรก สร้างโอกาสให้เพื่อนได้หลายครั้งด้วย แต่ค่อยๆ ดร็อปลงไป ก่อนถูกเปลี่ยนตัวออกช่วงกลางครึ่งหลัง

ติโม แวร์เนอร์ : 6
ช่วงต้นเกมมีโอกาสยิงจ่อๆ แต่ดันไปตรงตัวนายทวารทีมเจ้าถิ่น รวมแล้วทั้งเกมมีโอกาสยิง 4 หน ซึ่งมากสุดในทีม แต่ก็ไม่ดีพอเป็นประตู ถือเป็นเกมที่ค่อนข้างหน้าผิดหวังสำหรับเจ้าตัว แม้มีความทุ่มเทเพื่อทีมเต็มที่ก็ตาม

ตัวสำรอง

ฮาคิม ซิเย็ค (แทน พูลิซิช น. 66) : 6.5 
ได้ลุ้นยิง 2 หน มีส่วนร่วมกับเกมไม่น้อย ช่วยยกระดับเกมขึ้นมาได้ แต่ยังขาดในจังหวะสุดท้าย 

ไค ฮาแวร์ตซ์ (แทน แวร์เนอร์ น. 66) : 5.5
ใช้ความเร็วป่วนแนวรับเจ้าถิ่นได้บ้าง แต่ไม่มีทีเด็ดทีขาด

รีซ เจมส์ (แทน อัซปิลิกวยต้า น. 66) : 6
อย่างน้อยช่วยให้เกมรุกตรงริมเส้นดูมีชีวิตชีวามากกว่าตอน อัซปิลิกวยต้า อยู่ในสนาม 

เรอัล มาดริด 1-1 เชลซี

บทสรุป

 แม้จะไม่สามารถรักษาสกอร์นำได้ตลอดรอดฝั่งก็ตาม แต่สุดท้ายแล้วผลเสมอแบบมีสกอร์ทำให้ เชลซี กลับไปเล่นเกมเลกสองที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ พร้อมกับความได้เปรียบที่สำคัญมากๆ นั่นก็คือการได้ประตูทีมเยือนหรืออเวย์โกล

เพียงแค่พวกเขาเสมอแบบไร้สกอร์ในเกมนัดต่อไป นั่นก็เพียงพอที่จะทำให้ เชลซี ทะลุเข้ารอบชิงชนะเลิศได้ อย่างไรก็ตามเชื่อว่า ทูเคิ่ล คงไม่คิดที่จะมาเล่นเกมรับใน “เดอะ บริดจ์” แน่นอน เพราะการทำแบบนั้นกับ แชมป์ถ้วยใบโตยุโรป  13 สมัยถือเป็นการฆ่าตัวตายชัดๆ 

แต่แน่นอนว่าพวกเขาคงเล่นแบบรัดกุมซึ่ง กุนซือเลือดด๊อยท์ช ก็มักจะทำได้ดีเวลาวางหมากเพื่อเน้นผลการแข่งขัน ยิ่งไปกว่านั้นเกมหน้า เรอัล มาดริด ต้องเดินหน้ายิงประตูให้เร็วที่สุด งานนี้อาจจะได้เห็นทีเด็ดจากพวกแข้งความเร็วสูงของ “สิงห์บลูส์” ก็ได้ 

บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ที่ : chelsea-th.com
เฟซบุ๊กแฟนเพจ : chelsea-th

ไฮไลท์เรอัล มาดริด 1-1 เชลซี

ไฮไลท์เรอัล มาดริด 1-1 เชลซี | สิงห์ บุกเจ๊า ราชัน คว้าอเวย์โกล์กลับบ้าน

ไฮไลท์เรอัล มาดริด 1-1 เชลซี | สิงห์ บุกเจ๊า ราชัน คว้าอเวย์โกล์กลับบ้าน

ไฮไลท์เรอัล มาดริด 1-1 เชลซี
Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter
Share on linkedin
LinkedIn

คริสเตียน พูลิซิช ซัดประตูเบิกร่องให้สิงห์สุดโหด ก่อนโดนทีเด็ด เบนเซม่า ยิงตีเสมอ จบเกมแรกเจ๊ากันไปสุดมันส์ | ไฮไลท์เรอัล มาดริด 1-1 เชลซี

ไฮไลท์เรอัล มาดริด 1-1 เชลซี | สิงโตน้ำเงินคราม กุมความได้เปรียบเล็กน้อยหลังจบเกมที่บุกไปยันเสมอ เรอัล มาดริด ได้ถึงถิ่น ลุ้นต่อนัด 2

รายชื่อผู้ทำประตู

เรอัล มาดริด : [1-1] คาริม เบนเซม่า (29′)
เชลซี :
[0-1] คริสเตียน พูลิซิช (14′)

สนาม : เอสตาดิโอ อัลเฟรโด้ ดิ สเตฟาโน่
ผู้ตัดสิน : ดานนี มัคเคลี่ (ฮอลแลนด์)

รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

เรอัล มาดริด (3-5-2) : ติโบต์ กูร์กตัวส์ – เอแดร์ มิลิเตา, ราฟาแอล วาราน, นาโช่ เฟร์นานเดซ – ดานี่ การ์บาฆัล (อัลบาโร่ โอดริโอโซล่า น.77), โทนี่ โครส, กาเซมิโร่, ลูก้า โมดริช, มาร์เชโล่ (มาร์โก อเซนซิโอ น.77) – คาริม เบนเซม่า (โรดรีโก้ น.90+2), วินิซิอุส จูเนียร์ (เอแดน อาซาร์ น.66)

ผู้จัดการทีม :
ซีเนอดีน ซีดาน

เชลซี (3-4-2-1) : เอดูอาร์ เมนดี้ – อันเดรีย คริสเตนเซ่น, ติอาโก้ ซิลวา, อันโตนิโอ รือดิเกอร์ – เซซ่าร์ อัซปิลิกวยต้า (รีซ เจมส์ น.67), เอ็นโกโล่ ก็องเต้, จอร์จินโญ่, เบน ชิลเวลล์ – เมสัน เม้าน์ท, คริสเตียน พูลิซิช (ฮาคิม ซิเย็ค น.66) – ติโม แวร์เนอร์ (ไค ฮาแวร์ตซ์ น.66)

ผู้จัดการทีม :
โธมัส ทูเคิ่ล

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ครึ่งแรก

นาทีที่ 10 – เชลซี พลาดโอกาสได้ประตูออกนำอย่างเหลือเชื่อ จากจังหวะที่ เมสัน เมาน์ท ยิงไปแฉลบแนวรับเจ้าบ้านบอลลอยมาถึง คริสเตียน พูลิซิช โหม่งตั้งให้ ติโม แวร์เนอร์ ได้ยิงจ่อๆหน้าปากประตูแต่บอลไปตรงตัว ติโบต์ กูร์กตัวส์ ป้องกันเอาไว้ได้

นาทีที่ 14 (Goal) – ทีมเยือนทำได้ดีกว่าชัดเจนในช่วงต้นเกมและมาได้ประตูขึ้นนำได้สำเร็จ จากการวางยาวของ อันโตนิโอ รือดิเกอร์ บอลลอยมาถึง พูลิซิช หลุดกับดักลำหน้าเข้ากรอบเขตโทษก่อนพาบอลหนีนายทวารเจ้าถิ่นและยิงเข้าไปแบบเหนือชั้น เชลซีบุกนำ 1-0

นาทีที่ 29 (Goal)  – ราชันชุดขาว มาไล่ตามตีเสมอได้สำเร็จจากจังหวะลูกเตะมุม โทนี่ โครส เล่นสั้นกับ โมดริช ก่อนไหลต่อให้ มาร์เซโล่ ตักบอลเข้ากรอบเขตโทษให้ ราฟาแอล วาราน โขกตั้งให้ คาริม เบนเซม่า พักบอลด้วยศรีษะ ก่อนตะบันเต็มข้อด้วยเท้าขวา แสกหน้า เมนดี้ เข้าไปแบบเหนือชั้น สกอร์เสมอกัน 1-1

แม้เชลซีจะดูเหนือกว่าในครึ่งแรก แต่ทั้งสองทีมก็ทำไรเพิ่มเติมไม่ได้จบครึ่งแรก เสมอกัน 1-1

ครึ่งหลัง

นาทีที่ 50 – เจ้าถิ่นได้จังหวะสวนกลับเร็ว วินิซิอุส จูเนียร์ กระชากบอลขึ้นมาก่อนส่งต่อให้ เบนเซม่า ลากตัดเข้าในแล้วยิงด้วยขวาแต่บอลหลุดกรอบออกหลังไป

นาทีที่ 78 – ไค ฮาแวร์ทซ์ ที่ลงมาเป็นตัวสำรองเรียกจุดโทษให้เชลซีได้บริเวณหน้ากรอบเขตโทษ และเป็น ฮาคิม ซีเย็ค ที่ปั่นบอลลอยข้างกำแพงแต่นำหนักเบาไปทำให้ กูร์กตัวส์ รับเอาไว้ได้สบายๆ

นาทีที่ 88 – เรอัล มาดริด เกือบได้ประตูขึ้นนำช่วงท้ายเกมจากลูกเตะมุมที่ โทนี่ โครส เปิดเข้ามาให้ วาราน ขึ้นโขก บอลไปแฉลบ เบน ชิลเวลล์ บอลออกหลังออกไป

ช่วงเวลาที่เหลือทั้งสองทีมทำอะไรไม่ได้ทำให้เชลซีบุกมาเสมอ เรอัล มาดริด 1-1 กุมความได้เปรียบเล็กน้อยก่อนกลับไปเล่นที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ ในสัปดาห์หน้า

บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ที่ : chelsea-th.com
เฟซบุ๊กแฟนเพจ : chelsea-th

เรอัล มาดริด พบ เชลซี

พรีวิวฟุตบอล ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ ลีก รอบรองชนะเลิศ นัดแรก ระหว่าง เรอัล มาดริด พบ เชลซี

พรีวิวฟุตบอล ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ ลีก รอบรองชนะเลิศ นัดแรก ระหว่าง เรอัล มาดริด พบ เชลซี

เรอัล มาดริด พบ เชลซี
Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter
Share on linkedin
LinkedIn

พรีวิวฟุตบอล ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ ลีก รอบรองชนะเลิศ คืนวันอังคารที่ 27 เมษายน 2021 เวลา 02.00 น. เรอัล มาดริด พบ เชลซี

ศึกฟุตบอล ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ ลีก รอบรองชนะเลิศ นัดแรก เรอัล มาดริด พบ เชลซี มาดูพรีวิวและเช็คความพร้อมของทั้งสองทีมก่อนการแข่งขัน

พรีวิวฟุตบอล ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ ลีก เรอัล มาดริด พบ เชลซี

สนาม : เอสตาดิโอ อัลเฟรโด้ ดิ สเตฟาโน่  
ผู้ตัดสิน : ดานนี มัคเคลี่ (ฮอลแลนด์)
วันที่ : วันอังคารที่ 27 เมษายน 2021
Kick off : 02:00 น.
ถ่ายทอดสด : UEFA.tv

เรอัล มาดริด

ซีเนอดีน ซีดาน กุนซือเรอัล มาดริด พาทีมเข้ารอบนี้ หลังฝ่าด่านลิเวอร์พูลด้วยประตูรวม 3-1 ก่อนเสมอเรอัล เบติสแบบโนสกอร์ในเกมลีกล่าสุด ทำให้ไม่แพ้มา 17 เกมรวมทุกรายการ 

ความพร้อมเกมนี้ “ซิซู” ยังไม่มีทั้งลูกัส บาสเกซ, เซร์คิโอ รามอส และ แฟร์กล็องด์ เมนดี้ ที่เดี้ยงอยู่ก่อนแล้ว เช่นเดียวกับเฟเดริโก้ วัลเวร์เด้ ที่ติดโควิด 

ส่วนโทนี่ โครส ที่มีอาการเจ็บกล้ามเนื้อจนพลาดเกมล่าสุด แต่ ซีดาน ออกมายืนยันแล้วว่าฟิตทันพร้อมมีชื่อในเกมนี้ อีกข่าวดีก็คือ เอแด็น อาซาร์ ที่ฟิตกลับมาเป็นสำรองได้แล้ว ก็มีลุ้นเจอทีมเก่าด้วย แต่น่าจะเริ่มต้นบนม้านั่งสำรองไปก่อน

ขณะที่แกนหลักขาประจำรายอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเอแดร์ มิลิเตา, ราฟาแอล วาราน, กาเซมิโร่, ลูก้า โมดริช, คาริม เบนเซม่า และ วินิซิอุส จูเนียร์ ยังพร้อมบู๊เหมือนเดิม 

เชลซี

โธมัส ทูเคิ่ล กุนซือคนเก่งของเชลซี พาทีมเข้ารอบนี้มาแบบหวุดหวิด หลังเอาชนะปอร์โต้ด้วยประตูรวม 2-1 ก่อนเชือดเวสต์แฮม 1-0 ในเกมล่าสุด ทำให้เชลซีไม่แพ้มา 3 เกมแล้ว  

สภาพทีมเกมนี้ทีมเยือนไม่มีปัญหาอะไรรบกวนเพิ่มเติม มีเพียง มาเตโอ โควาซิช ที่ยังไม่หายเจ็บเอ็นหลังหัวเข่าเพียงแค่รายเดียว   

การจัดทัพคาดว่าน่าจะมีการปรับบ้างเล็กน้อย ในรายของรีซ เจมส์ และ ไค ฮาแวร์ตซ์ ที่เป็นแค่สำรองในเกมก่อน ก็มีลุ้นสลับมาออกสตาร์ท  

ส่วนแข้งขาประจำอย่างติอาโก้ ซิลวา, อันโตนิโอ รือดิเกอร์, จอร์จินโญ่, เมสัน เม้าน์ท และ ติโม แวร์เนอร์ ยังพร้อมช่วยทีมตามปกติ 

สถิติเรอัล มาดริด พบ เชลซี 5 นัดหลังสุด

เรอัล มาดริด : ชนะ 2 เสมอ 0 แพ้ 1
เชลซี : ชนะ 1 เสมอ 0 แพ้ 2

31/07/16 ไอซีซี เรอัล มาดริด 3 – 2เชลซี
08/08/13 ไอซีซี เรอัล มาดริด 3 – 1เชลซี
28/08/98 ยูฟ่า ซูเปอร์คัพ เรอัล มาดริด 0 – 1 เชลซี

ผลงาน 5 นัดหลังสุด

เรอัล มาดริด

25/04/21 เสมอ เรอัล เบติส 0-0 (เหย้า) ลา ลีกา
22/04/21 ชนะ กาดิซ 3-0 (เยือน) ลา ลีกา
19/04/21 เสมอ เคตาเฟ่ 0-0 (เยือน) ลา ลีกา
15/04/21 เสมอ ลิเวอร์พูล 0-0 (เยือน) ชปล.
11/04/21 ชนะ บาร์เซโลน่า 2-1 (เหย้า) ลา ลีกา

เชลซี

24/04/21 ชนะ เวสต์แฮม 1-0 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
21/04/21 เสมอ ไบรท์ตัน 0-0 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
17/04/21 ชนะ แมนฯ ซิตี้ 1-0 (สนามกลาง) เอฟเอ คัพ 
13/04/21 แพ้ ปอร์โต้ 0-1 (เหย้า) ชปล.
10/04/21 ชนะ คริสตัล พาเลซ 4-1 (เยือน) พรีเมียร์ลีก

คาดการณ์ 11 ผู้เล่นตัวจริงจาก Whoscored

เรอัล มาดริด (4-3-3)

ผู้รักษาประตู : ติโบต์ กูร์กตัวส์
กองหลัง : ดานี่ การ์บาฆัล, เอแดร์ มิลิเตา, ราฟาแอล วาราน, นาโช่ เฟร์นานเดซ
กองกลาง : โทนี่ โครส, กาเซมิโร่, ลูก้า โมดริช
กองหน้า : มาร์โก อเซนซิโอ, คาริม เบนเซม่า, วินิซิอุส จูเนียร์

ผู้จัดการทีม : ซีเนอดีน ซีดาน 

เชลซี (3-4-2-1)

ผู้รักษาประตู : เอดูอาร์ เมนดี้
กองหลัง : เซซ่าร์ อัซปิลิกวยต้า, ติอาโก้ ซิลวา, อันโตนิโอ รือดิเกอร์
กองกลาง : รีซ เจมส์, เอ็นโกโล่ ก็องเต้, จอร์จินโญ่, เบน ชิลเวลล์
กองหน้า : เมสัน เม้าน์ท, ติโม แวร์เนอร์ – ไค ฮาแวร์ทซ์  

ผู้จัดการทีม : โธมัส ทูเคิ่ล

ข้อมูลสถิติจาก : Whoscored

สกอร์ที่คาด : เรอัล มาดริด 0-1 เชลซี

บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ที่ : chelsea-th.com
เฟซบุ๊กแฟนเพจ : chelsea-th

ไฮไลท์เซบีย่า 0-4 เชลซี

(ไฮไลท์เซบีย่า 0-4 เชลซี) ชิรูด์ฟอร์มเทพ พาสิงห์บุกถล่มแชมป์ยูโรป้าราบคาบ

โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ระเบิดฟอร์มขั้นเทพ หลังทำเพอร์เฟ็คแฮตทริก ช่วยเชลซีบุกมาคว้าสามแต้ม การันตีเข้ารอบด้วยต่ำแหน่งจ่าฝูง (ไฮไลท์เซบีย่า 0-4 เชลซี)


ไฮไลท์เซบีย่า 0-4 เชลซี ศึกยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ ลีก | การแข่งขันฟุตบอลยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่มนัดที่ 5 เป็นศึกชิงจ่าฝูงของกลุ่ม และเป็นเชลซีที่ได้ ชิรูด์ เหมาสี่ตุงพาทีมบุกมาชนะเจ้าถิ่นขาดลอย

ไฮไลท์บอล ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ ลีก เซบีย่า 0-4 เชลซี

บทความที่เกี่ยวข้อง : ไฮไลท์แรนส์ 1-2 เชลซี

รายชื่อผู้ทำประตู
เซบีย่า :
เชลซี : โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ (8′,54′,74′,82′)

สนาม : รามอน ซานเชซ ปิซฆวน
ผู้ตัดสิน : อาร์เธอร์ ดิอาส

รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

เซบีย่า (4-3-3): โทมัส วาคลิค,เฆซุส นาบาส (ฌูลส์ กุงเด้ น.60),เซร์จี้ โกเมซ,ดีเอโก้ การ์ลอส,คาริม เรคิค,อิวาน ราคิติช,เนมานย่า กูเดลจ์,ออสการ์ (โจน จอร์ดาน น.60),ฟรังโก้ วาซเกซ (มูนีร์ เอล ฮัดดาดี้ น.67),ยูเซฟ อ็อง-เนไซริ,อุสซามา ไอดริสซี่ (ลูกัส โอกัมโปส น.60)
ผู้จัดการทีม : จูเล็น โลเปเตกี

เชลซี (4-2-3-1): เอดูอาร์ เมนดี้,เซซ่าร์ อัซปิลิกวยต้า,อันเดรส คริสเตนเซ่น,อันโตนิโอ รือดิงเกอร์,เอแมร์ซอน,มาเตโอ โควาซิช (ฮาคิม ซิเย็ค น.67),จอร์จินโญ่ (บิลลี กิลมอร์ น.85),คัลลัม ฮัดสัน-โอดอย,ไค ฮาแวร์ตซ์ (เอ็นโกโล่ ก็องเต้ น.67),คริสเตียน พูลิซิช (เมสัน เมาน์ท น.67),โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ (ติโม แวร์เนอร์ น.84)
ผู้จัดการทีม : แฟรงค์ แลมพาร์ด

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ครึ่งแรก

นาทีที่ 8 (Goal) – ไค ฮาแวร์ตซ์ พาบอลมาจากกลางสนามมาถึงหน้ากรอบเขตโทษก่อนส่งต่อให้ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ แต่งบอลหนึ่งจังหวะ ก่อนปั่นด้วยซ้ายบอลโค้งเสียบเสาสองให้ทีมเยือนบุกมานำ 1-0

นาทีที่ 19 – ออสการ์ โยนลูกฟรีคิกเข้ามาในเขตโทษ ดีเอโก้ การ์ลอส โหม่งไปโดนแนวรับทีมเยือน บอลขลุกขลิกหน้าปากประตูผู้เล่นเจ้าสถิ่นพยายามทำประตูแต่ เอดูอาร์ เมนดี้ ทิ้งตัวดักไว้ให้ทัน

นาทีที่ 27 – ทีมเยือนได้ลุ้นอีกครั้ง คริสเตียน พูลิซิช ที่รับบอลมามา โควาซิช กระชากบอลเข้าเขตโทษแล้วยิงแต่บอลไปติดขา โทมัส วาคลิค ออกหลังไป

ทั้งสองทีมเล่นกันอย่างสูสีแต่เป็นทีมเยือนที่ออกนำไปก่อนในครึ่งแรก 1-0

ครึ่งหลัง

นาทีที่ 54 (Goal) – ทีมเยือนมาหนีห่างเป็น 2-0 มาเตโอ โควาซิช ส่งบอลให้ ชิรูด์ พาบอลหนี เนมานย่า กูเดลจ์ ก่อนชิพด้วยขวาบอลลอยข้ามตัวนายทวารเจ้าถิ่นเข้าประตูไปแบบเหนือชั้น

นาทีที่ 74 (Goal) – เอ็นโกโล่ ก็องเต้ เปิดบอลจากทางขวาของกรอบเขตโทษเข้าไปให้ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ โขกเข้าประตูไปเป็นแฮตทริกและประตูที่สามของเชลซี

นาทีที่ 82 (Goal) – โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ โดน เซร์จี้ โกเมซ เป็นลูกจุดโทษเจ้าตัวลุกขึ้นมาสังหารไม่พลาดเป็นประตูที่ 4 ของชิรูด์ในเกมนี้

จบเกมเชลซีบุกถล่มเซบีย่าขาดลอย 4-0 การันตีเข้ารอบด้วยอันดับที่ 1 ของกลุ่ม


บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ที่ : chelsea-th.com
เว็บไซต์หลักของสโมสรเชลซี : chelseafc.com

ไฮไลท์แรนส์ 1-2 เชลซี

(ไฮไลท์แรนส์ 1-2 เชลซี) ชิรูด์ฮีโร่โขกชัยช่วงท้ายเกม คว้าสามแต้มสำคัญ

เชลซีผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายของ ยูซีแอล ได้สำเร็จหลังจากที่พวกเขาบุกไปคว้าสามคะแนนจากประตูชัยช่วงทดเจ็บของ ชิรูด์ (ไฮไลท์แรนส์ 1-2 เชลซี)


ไฮไลท์แรนส์ 1-2 เชลซี ศึกยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ ลีก | การแข่งขันฟุตบอลยูซีแอล รอบแบ่งกลุ่ม นัดที่ 4 สิงห์บลูส์ บุกไปเฉือนเอาชนะแรนส์ 2-1 การันตีเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายแน่นอนแล้ว

ไฮไลท์บอล ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ ลีก แรนส์ 1-2 เชลซี

บทความที่เกี่ยวข้อง : ไฮไลท์เชลซี 3-0 แรนส์

รายชื่อผู้ทำประตู
แรนส์ : แซร์กอู กีราสซี่ (85′)
เชลซี : คัลลัม ฮัดสัน-โอดอย (22′) // โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ (90+1′)

สนาม : รัวซง ปาร์ก
ผู้ตัดสิน : บียอร์น ไคเปอร์ส (ฮอลแลนด์)

รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

แรนส์ (4-3-3) : อัลเฟร็ด โกมิส – อามารี่ ตราโอเร่, แซร์กซิโน่ เอ็นย็อมซี่ , ดาเมียง ดา ซิลวา, อาเดรียง ตรุฟแฟร์ต (เฟตูต์ มาอูอัสซ่า น.86) – สตีเว่น เอ็นซอนซี่, เอดูอาร์โด้ กามาวินก้า (เคลม็อง เกรนิเย่ร์ น.78), แบ็งฌาแม็ง บูริโฌด์ – เฌเรมี่ โดกู (ยานน์ เชโบโอ น.86), แซร์กอู กีราสซี่ (เอ็มบาย เนียง น.86), เจมส์ เลีย ซิลิกี (โรแม็ง เดล กาสตีโย่ น.63)
ผู้จัดการทีม : ฌูเลียง สเตฟ็อง

เชลซี (4-3-3) : เอดูอาร์ เมนดี้ – เซซ่าร์ อัซปิลิกวยต้า, ติอาโก้ ซิลวา, คัวร์ท ซูม่า, เบน ชิลเวลล์ – จอร์จินโญ่, มาเตโอ โควาซิช (ไค ฮาแวร์ตซ์ น.76) – คัลลัม ฮัดสัน-โอดอย (ฮาคิม ซิเย็ค น.75), เมสัน เม้าน์ท (เอ็นโกโล่ ก็องเต้ น.68), ติโม แวร์เนอร์ (รีซ เจมส์ น.90+2) – แทมมี่ อับราฮัม (โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ น.69)
ผู้จัดการทีม : แฟรงค์ แลมพาร์ด

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ครึ่งแรก

นาทีที่ 4 – เชลซี เกือบได้ประตูขึ้นนำจากจังหวะที่ คัลลัม ฮัดสัน-โอดอย โยนบอลมาให้ ติโม แวร์เนอร์ ได้ยิงจ่อๆแต่บอลเหินข้ามคานออกไปอย่างเหลือเชื่อ

นาทีที่ 22 (Goal) – ทีมเยือนมาได้ประตูขึ้นนำได้สำเร็จ เมสัน เมาน์ท แย่งบอลได้ก่อนวางยาวให้ โอดอย หลุดเดี่ยวเข้าไปยิงผ่านมือผู้รักษาประตูเจ้าถิ่นเข้าประตูไป

นาทีที่ 41 – เจ้าบ้านมาได้ลูกเตะมุม แบ็งฌาแม็ง บูริโฌด์ เปิดบอลให้ ดาเมียง ดา ซิลวา โหม่งไปตรงตัว เอดูอาร์ เมนดี้

จบครึ่งแรกบุกนำเจ้าถิ่น 1-0

ครึ่งหลัง

นาทีที่ 47 – ติโม แวร์เนอร์ โขกลูกเปิดของ เซซาร์ อัซปิลิกูเอต้า เข้าประตูไปแต่ผู้ตัดสินเป่าเป็นลูกล้ำหน้าไปก่อน

นาทีที่ 85 (Goal)  – เจ้าถิ่นได้เฮลั่นเมื่อ แบ็งฌาแม็ง บูริโฌด์ เปิดบอลมาเข้าหัว แซร์กอู กีราสซี่ โหม่งเข้าประตูไปตามตีเสมอได้สำเร็จ 1-1 และเป็นประตูแรกที่เชลซีเสียในรายการนี้

นาทีที่ 90+1 (Goal) – โอลิวิเยร์ ชิรูด์ กลายมาเป็นซูเปอร์ซัพให้ทัพสิงห์บลูส์หลังเจ้าตัวโหม่งประตูชัยช่วยให้เชลซีขึ้นนำ 2-1

จบเกมเชลซีเฉือนชนะ แรนส์ 2-1 เข้าสู่รอบตัดเชือกต่อไปแน่นอนแล้ว


บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ที่ : chelsea-th.com
เว็บไซต์หลักของสโมสรเชลซี : chelseafc.com

คราสโนดาร์-พบ-เชลซี

พรีวิวฟุตบอล ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ ลีก นัดที่ 2 ระหว่าง คราสโนดาร์ พบ เชลซี

พรีวิวฟุตบอล ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ ลีก นัดที่ 2 คืนวันพุธที่ 28 ตุลาคม 2020 เวลา 00.55 น. คราสโนดาร์ พบ เชลซี สนามคราสโนดาร์ สเตเดี้ยม


ศึกฟุตบอล ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ ลีก นัดที่ 2 ของฤดูกาล คราสโนดาร์ พบ เชลซี มาดูพรีวิวและเช็คความพร้อมของทั้งสองทีมก่อนการแข่งขัน

พรีวิวฟุตบอล ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ ลีก คราสโนดาร์ พบ เชลซี

สนาม : คราสโนดาร์ สเตเดี้ยม
ผู้ตัดสิน : อาลี ปาลาบิยิค (ตุรกี)
วันที่ : วันพุธที่ 28 ตุลาคม 2020
Kick off : 00.55 น.

คราสโนดาร์

ผลงาน คราสโนดาร์ ของ มูรัด มูซาเยฟ ในยูซีแอลนัดแรกพาทีมเสมอแรนส์ 1-1 ก่อนกลับมาแพ้ในเกมลีกกับสปาร์ตัก มอสโก 1-3 นัดล่าสุด

ความพร้อมเกมนี้ มูซาเยฟ เจอปัญหาเยอะทีเดียวเมื่อไม่มีทั้ง เรมี่ กาแบลล่า และ เยฟเกนี่ มาร์คอฟ ที่ติดโควิด ส่วน วันแดร์ซอน, วิคเตอร์ เคลสเซ่น, รุสลัน คัมโบลอฟ, อเล็กซานเดอร์ เชอร์คินอฟ, เซอร์เก เปตรอฟ และ ดมิทรี สต็อตสกี้ มีอาการบาดเจ็บรบกวนไม่สามารถลงสนามได้

ส่วนผู้เล่นตัวหลักอย่าง อเล็กซานเดอร์ มาร์ติโนวิช กัปตันทีม, ตอนนี่ วิลเฮน่า, ยูริ กาซินสกี้, คริสเตียน รามิเรซ และ มาร์คุส เบิร์ก พร้อมลงสนามเกมนี้

เชลซี

เชลซี ของ แฟรง แลมพาร์ด ไม่ชนะใครมาแล้วสามนัดติดโดยเป็นการเสมอทั้ง 3 นัดรวมทุกรายการโดยนัดล่าสุดบุกไปแบ่งแต้มกับ แมนฯยู ที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ส่วนนัดแรกในรายการนี้เสมอกับ เซบีย่า ไปแบบไร้สกอร์

เกมนี้เชลซีไม่มี ติอาโก้ ซิลวา ที่ต้องการพักหลังลงสนามมาอย่างต่อเนื่อง ส่วน มาร์กอส อลอนโซ่ ยังติดโทษแบนเป็นนัดที่ 2 จาก 3 นัด

ผู้เล่นบาดเจ็บมีเพียง บิลลี่ กิลมอร์ และ เกปา อาร์ริซาบาลาก้า ที่ไม่สามารถลงสนามในเกมนี้ได้ ส่วนนักเตะตัวหลักที่เหลือ ฟิตสมบูรณ์พร้อมลงสนาม ส่วน ฮาคิม ซีเย็ค อาจจะต้องรอโอกาสในการลงสนามแบบครบ 90 นาทีต่อไป

สถิติคราสโนดาร์ พบ เชลซี 5 นัดหลังสุด

  • ทั้งสองทีมไม่เคยพบกัน

ผลงาน 5 นัดหลังสุด

คราสโนดาร์

24/10/20    แพ้ สปาร์ตัก มอสโก 1-3 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
21/10/20    เสมอ แรนส์ 1-1 (เยือน) ยูฟ่า ชปล.
17/10/20    ชนะ รูบิน คาซาน 3-1 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
05/10/20    แพ้ ดินาโม มอสโก 0-2 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
01/10/20    ชนะ พีเอโอเค 2-1 (เยือน) ยูฟ่า ชปล.

เชลซี

24/10/20    เสมอ แมนฯ ยูไนเต็ด 0-0 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
21/10/20    เสมอ เซบีย่า 0-0 (เหย้า) ยูฟ่า ชปล.
17/10/20    เสมอ เซาธ์แฮมป์ตัน 3-3 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
03/10/20    ชนะ คริสตัล พาเลซ 4-0 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
30/09/20    เสมอ สเปอร์ส 1-1 (เยือน) คาราบาว คัพ

บทความที่เกี่ยวข้อง : ภารกิจพิชิต ติโม แวร์เนอร์

คาดการณ์ 11 ผู้เล่นตัวจริงจาก Whoscored

line-up

คราสโนดาร์ (4-2-3-1)

ผู้รักษาประตู : มัตเว ซาโฟนอฟ
กองหลัง : คริสเตียน รามิเรซ, คาโย่, โซโลกิน, เปตรอฟ
กองกลาง : โอลด์สัน, ยูริ กาซินสกี้, คาเบลล่า, อัตกิน, อิกอร์ สโมลนิคอฟ
กองหน้า : มาร์คุส เบิร์ก

เชลซี (4-2-3-1)

ผู้รักษาประตู : เอดูอาร์ เมนดี้
แนวรับ : รีซ เจมส์, คูร์ท ซูม่า, อันเดรียส คริสเตียนเซ่น, เบน ชิลเวลล์
กองกลาง : เอ็นโกโล่ ก็องเต้, จอร์จินโญ่, คริสเตียน พูลิซิช, ไค ฮาเวิร์ทซ์, เมสัน เมาท์
กองหน้า : ติโม แวร์เนอร์

ข้อมูลสถิติจาก : Whoscored

สกอร์ที่คาด : คราสโนดาร์ 0-3 เชลซี


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ : chelsea-th.com
เว็บไซต์หลักของสโมสรเชลซี : chelseafc.com

ไฮไลท์เชลซี-0-0-เซบีย่า

(ไฮไลท์เชลซี 0-0 เซบีย่า) สิงห์แลมพ์ประเดิมกร่อย เปิดบ้านเจ๊าจืด เซบีย่า

สิงโตน้ำเงินคราม ประเดิมสนามในศึก ชปล. ได้ไม่ดีนัก หลังทำได้เพียงแค่เสมอกับทีมเยือนจากสเปนไปแบบไร้สกอร์ (ไฮไลท์เชลซี 0-0 เซบีย่า)


ไฮไลท์เชลซี 0-0 เซบีย่า ศึกยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ ลีก | เชลซี ประเดิมคว้าได้เพียงแต้มเดียวจากการลงสนามนัดแรกในศึก ยูฟ่า แชมป์เปียนส์ ลีก โดยเสมอกับยอดทีมแกร่งจากสเปนไปแบบจืดชืด

ไฮไลท์บอล ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ ลีก เชลซี 0-0 เซบีย่า

รายชื่อผู้ทำประตู
เชลซี :
เซบีย่า :

สนาม : สแตมฟอร์ด บริดจ์
ผู้ตัดสิน : เดวิด แมสซา

รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

เชลซี (4-2-3-1) : เอดูอาร์ เมนดี้ – รีซ เจมส์, ติอาโก้ ซิลวา, คูร์ท ซูม่า, เบน ชิลเวลล์ – เอ็นโกโล่ ก็องเต้, จอร์จินโญ่ (มาเตโอ โควาซิช น.65) – เมสัน เมาน์ท (ฮาคิม ซิเยค น.62), ไค ฮาแวร์ทซ์, คริสเตียน พูลิซิช (คัลลัม ฮัดสัน-โอดอย  น.91) – ติโม แวร์เนอร์ (แทมมี่ อับราฮัม น.91)
ผู้จัดการทีม : แฟรงค์ แลมพาร์ด

เซบีย่า (4-3-3) : ยัสซีน บูนู – เฆซุส นาบาส, เซร์จี้ โกเมซ (โจน จอร์ดาน น.33), ดีเอโก้ คาร์ลอส, มาร์กอส อากุนญ่า – อิวาน ราคิติช (ฟรังโก้ วาซเกซ น. 80), แฟร์นานโด, เนมานย่า กูเดลจ์ – ลูคัส โอคัมโปส, ลุค เดอ ยอง (ยูสเซฟ เอ็น-เนซีรี่ น. 80), ซูโซ่ (โอลิเวอร์ ตอร์เรส  น. 58)
ผู้จัดการทีม : จูเลน โลเปเตกี

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ครึ่งแรก

นาทีที่ 5 – เชลซีได้ทักทายก่อน รีซ เจมส์ เปิดบอลเข้าไปให้ ไค ฮาแวร์ทซ์ ยิงไปติดบล็อกแนวรับทีมเยือน

นาทีที่ 18 – ทีมเยือนเกือบขึ้นนำจากจังหวะที่ ซูโซ่ เปิดบอลไปเสาไกลให้ มานย่า กูเดลจ์ โขกบอลไปแฉลบ คูร์ท ซูม่า เกือบเข้าประตู แต่ เอดูอาร์ เมนดี้ ยังควักลูกออกมาได้ทัน

นาทีที่ 43 – มาร์กอส อากุนญ่า พาบอลหนี คริสเตียน พูลิซิช ก่อนเปิดไปเสาไกลให้ ซูโซ่ ขึ้นโขกแต่บอลหลุดออกไปแบบหวาดเสียว

ทีมเยือนได้ลุ้นประตูก่อนหมดเวลาแต่ เมนดี้ สามารถป้องกันไว้ได้จบครึ่งแรกเสมอกันไป 0-0

ครึ่งหลัง

นาทีที่ 47 – เจ้าบ้านได้ลูกเตะมุม เบน ชิลเวลล์ เปิดไปให้ ซูม่า ขึ้นโขกแต่บอลไปตรงตัว ยัสซีน บูนู พลาดได้ประตูขึ้นนำ

นาทีที่ 55 – ติโม แวร์เนอร์ ได้ปั่นบอลบริเวณ แต่ไม่ผ่านมือนายทวารทีมเยือน

นาทีที่ 58 – ไค ฮาแวร์ทซ์ จ่ายบอลให้ รีซ เจมส์ ตักบอลไปให้ ชิลเวลล์ ขึ้นโหม่งแต่ไปตัวตัว ยัสซีน บูนู รับไวได้

นาทีที่ 68 – ทีมเยือนได้โอกาสลุ้นอีกครั้งอิวาน ราคิติช เปิดลูกเตะมุมเข้าไปให้  โจน จอร์ดาน ยิงตามน้ำบอลเหินข้ามคานออกไป

ช่วงท้ายเกมค่อนข้างอึดอัดและทำอะไรกันไม่ได้จบเกมเสมอกันไป 0-0


บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ที่ : chelsea-th.com
เว็บไซต์หลักของสโมสรเชลซี : www.chelseafc.com/th