คลังเก็บป้ายกำกับ: ยูฟ่า แชมป์เปี้ยน ลีก

ไฮไลท์บอล-ยูฟ่า-แชมป์เปี้ยน-ลีก-บาเยิร์น-4-1-เชลซี

ปาฏิหาริย์ไม่มีจริง! บาเยิร์น โชว์โหดไล่ตะปบ เชลซี (บาเยิร์น มิวนิค 4-1 เชลซี)

โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ โชว์ฟอร์มระดับเวิลด์คลาสพาเสือใต้ บาเยิร์น มิวนิค ไล่ถล่ม เชลซี แบบไม่ไว้หน้า 4-1 ผ่านเข้ารอบด้วยสกอร์รวม 7-1 ไปพบกับ บาร์เซโลน่า


ไฮไลท์บอล ยูฟ่า แชมป์เปี้ยน ลีก บาเยิร์น มิวนิค 4-1 เชลซี ทีมเยือนแพ้คาบ้านมาก่อนในนัดแรกถึง 0-3 ทำให้โอกาสในการเข้ารอบนั้นริบหรี่ แถมยังไม่มีผู้เล่นตัวหลักหลายคนที่บาดเจ็บและติดโทษแบน ต้องพึ่ง ปาฏิหาริย์ เท่านั้น แต่สุดท้ายก็ต้านไม่อยู่โดนเจ้าถิ่นไล่ยิงแบบไม่ไว้หน้า 4-1 โดยได้สองประตูจาก เลวานดอฟสกี้ นอกจากนี้เจ้าตัวยังแอสซิสต์อีก 2 ลูกช่วยให้ทีมผ่านเข้าสู่รอบต่อไปแบบไม่ยากเย็นมากนัก

สนาม: อัลลิอันซ์ อารีน่า (เยอรมัน)

ผู้ตัดสิน: Ovidiu Hațegan (โรมาเนีย)

รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

บาเยิร์น มิวนิค (4-2-3-1) : มานูเอล นอยเออร์ – โยชัว คิมมิช (อัลบาโร่ โอดริโอโซล่า น.71), เยโรม บัวเต็ง (นิคลาส ซือเล่  น.63), ดาวิด อบาลา, อัลฟงโซ่ เดวิส – ติอาโก้ อัลกันตาร่า (โกร็องแต็ง โตลิสโซ่ น.70), เลออน โกเร็ทซ์ก้า – แซร์จ นาร์บี้ (ฆาบี มาร์ติเนซ น.81), โธมัส มุลเลอร์, อิวาน เปริซิช (ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ น.64) – โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้

ผู้จัดการทีม: ฮันส์-ดีเตอร์ ฟลิค

เชลซี (4-3-3) : วิลลี่ กาบาเยโร่ – รีซ เจมส์, อันเดรียส คริสเตนเซ่น, คูร์ท ซูม่า, เอเมอร์สัน พัลไมรี่ – มาเตโอ โควาซิช, เอ็นโกโล่ ก็องเต้, รอสส์ บาร์คลี่ย์ – เมสัน เมาน์ท, แทมมี่ อบราฮัม (โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ น.81), คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย

ผู้จัดการทีม: แฟรงค์ แลมพาร์ด

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

การบุกไปถล่ม เชลซี ที่แสตมป์ฟอร์ด บริดจ์ ในนัดแรก 3-0 สร้างความได้เปรียบให้ เสือใต้ อย่างมหาศาล แฟนบอลส่วนมากก็มองว่ายังไงเชลซีก็ไม่น่าจะสามารถสร้างปาฏิหาริย์ได้เพราะด้วยสภาพทีมที่เป็นรองอยู่เยอะ ทำให้การเข้ารอบแบบเหลือเชื่อนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้

เจ้าบ้านภายใต้การคุมทัพของ ฮันส์-ดีเตอร์ ฟลิค นั้นไร้เทียมทานสุดๆ พวกเขาไม่แพ้ให้ทีมใดเลยนับตั้งแต่ปี 2020 ส่วนผู้เล่นก็แทบบจะสมบูรณ์ในทุกตำแหน่ง การจัดทัพสามารถทำได้เต็มที่ โดยกุนซือเจ้าบ้านส่ง แซร์จ นาร์บี้, โธมัส มุลเลอร์ และอิวาน เปริซิช คอยสนับสนุนให้กับ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ที่ยืนเป็นหน้าเป้าในเกมนี้

ทีมเยือนที่สภาพทีมค่อนข้างแย่ แม้จะได้ ก็องเต้และวิลเลี่ยนที่ฟิตสมบูรณ์กลับมาลงเล่นอีกครั้ง แต่ยังมีนักเตะตัวแบกทีมอีกหลายคนที่พลาดลงสนามในนัดนี้ โดยแฟรงค์ แลมพาร์ด ส่ง เมสัน เมาน์ท, แทมมี่ อบราฮัม และ คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย เป็นสามประสานในเกมรุก

ครึ่งแรก

นาทีที่ 8 (Goal)  – เชลซีต้องมาเสียจุดโทษจากจังหวะหลุดเดี่ยวของเลวานดอฟสกี้ที่โดน กาบาเยโร่รวบล้มลงไป ผู้ตัดสินเช็ควีเออาร์แล้วให้จุดโทษกับเจ้าบ้านพร้อมแจกใบเหลืองให้ผู้รักษาประตูทีมเยือน เลวานดอฟสกี้ ลุกขึ้นมาสังหารไม่พลาด เจ้าถิ่นนำ 1-0

นาทีที่ 18  – เจ้าถิ่นลุ้นประตุอีกครั้ง คราวนี้เป็น แซร์จ นาบรี้ ครอสบอลมาให้ เลวานดอฟสกี้ ดีดบอลด้วยเท้าขวาแต่บอลพุ่งออกเสาไกลไป

นาทีที่ 24 (Goal)จากความผิดพลาดของ มัตเตโอ โควาซิช ทำให้ เลวานดอฟกี้ได้บอลก่อนจ่ายไปให้ อีวาน เปริซิช แปลบอลเข้าประตูแบบง่ายๆ เจ้าถิ่นหนีเป็น 2-0

นาทีที่ 28 – เชลซีเกือบได้เฮจากจังหวะที่ อัดสัน-โอดอย รับบอลมาจาก แทมมี่ อบราฮัม ก่อนปั่นเข้าประตูไปอย่างสุดสวย แต่ผู้ตัดสินไม่ให้ประตูเนื่องจาก อบราฮัม กลับมาจากตำแหน่งล้ำหน้า

นาทีที่ 44 (Goal)เชลซียิงประตูตีไข่แตกได้สำเร็จ จากจังหวะเปิดบอลของ เอเมอร์สัน แต่นอยเออร์ ทำบอลหลุดมือ ทำให้บอลไปเข้าทาง อบราฮัม ที่ยืนอยู่แปลบอลเข้าไปง่ายๆ เชลซีไล่มา 2-1

จบครึ่งแรกเสือใต้นำ สิงโตน้ำเงินคราม 2-1 สกอร์รวม 5-1

ครึ่งหลัง

นาทีที่ 49 – ทีมเยือนมีโอกาสได้ลุ้นประตูอีกครั้งจากจังหวะที่ เมสัน เมาน์ท กระชากบอลขึ้นทางซ้ายก่อนจะยิงไปเข้ามือของ นอยเออร์

นาทีที่ 67 – เสือใต้ เกือบได้ประตูอีกครั้งจากลูกเตะมุมของ โยชัว คิมมิช เปิดบอลเข้ามาให้ ติอาโก้ ขึ้นโหม่งแต่บอลติดบล็อคกระเด้งไปเข้าทางของ อลาบา ยิงด้วยขวาแต่บอลพุ่งเข้ามือ กาบาเยโร่

นาทีที่ 76 (Goal) – บาเยิร์น มิวนิค มาหนีเป็น 3-1 ได้สำเร็จ เลวานดอฟสกี้เปิดบอลจากด้านข้างมาให้ โตลิโซ่ ที่พึ่งลงมา แปลบอลเข้าประตูไปแบบง่ายๆ

นาทีที่ 84 (Goal) – เจ้าบ้านยังไม่หยุดเกมรุกและมาบวกประตูเพิ่มได้อีกหนึ่งลุก จาก เลวานดอฟสกี้ ที่ขึ้นโขกลูกเปิดของ โอดริโอโซล่า เข้าไปเป็นประตูที่ 2 ของเจ้าตัวในเกมนี้พร้อมขึ้นนำดาวซัลโว ชปล. ที่ 13 ประตู

จบเกม บาเยิร์น มิวนิค ชนะ เชลซี 4-1  ผ่านเข้าสู่รอบ 8 ทีมด้วยสกอร์รวม 7-1

ไฮไลท์บอล ยูฟ่า แชมป์เปี้ยน ลีก บาเยิร์น มิวนิค 4-1 เชลซี

รายชื่อผู้ทำประตู

บาเยิร์น มิวนิค: 1-0  โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ 8′ (จุดโทษ) // 2-0 อีวาน เปริซิช 24′ // 3-1 โกร็องแต็ง โตลิสโซ่ 76’ // โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ 84′

เชลซี: 2-1 แทมมี่ อบราฮัม 44’ อ่านเพิ่มเติม ปาฏิหาริย์ไม่มีจริง! บาเยิร์น โชว์โหดไล่ตะปบ เชลซี (บาเยิร์น มิวนิค 4-1 เชลซี)

แมนฯซิตี้ 2-1 เรอัล มาดริด

วารานโชว์เหวอ! แมนฯซิตี้ เปิดบ้านเขี่ย ราชัน ตกรอบ (แมนฯซิตี้ 2-1 เรอัล มาดริด)

ราฟาเอล วาราน ปราการหลังตัวเก่ง เรอัล มาดริด ปล่อยไก่ในเกมนี้ หลังทำพลาดสองครั้งทำให้ทีมเสีย 2 ประตู ส่งผลให้ แมนฯซิตี้ เปิดบ้านเอาชนะ ราชันชุดขาว 2-1


ไฮไลท์บอล ยูฟ่า แชมป์เปี้ยน ลีก แมนฯซิตี้ 2-1 เรอัล มาดริด เกมนี้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ มาได้ 2 ประตูจากความผิดพลาดของ ราฟาเอล วาราน ทั้งสองครั้ง โดย ราฮีม สเตอร์ริ่ง ซัดประตูขึ้นนำ ก่อนทีมเยือนจะมาตามตีเสมอ จาก คาริม เบนเซม่า ในช่วงครึ่งแรก ส่วนประตูชัยของเจ้าบ้านได้มาจาก กาเบรียล เชซุส ในครึ่งหลัง จบเกม เรือบใบสีฟ้า เอาชนะ ราชันชุดขาว 2-1 (ประตูรวม 4-2) เข้ารอบไปพบกับ โอลิมปิก ลียง ที่เอาชนะ ยูเวนตุส มาได้

สนาม: เอติฮัด สเตเดี้ยม (อังกฤษ)

ผู้ตัดสิน: เฟลิกซ์ บรีช (เยอรมัน)

รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

แมนฯซิตี้ (4-3-3) : เอแดร์ซอน โมราเอส – ไคล์ วอล์คเกอร์, แฟร์นันดินโญ่, เอมเมอริค ลาป๊อร์กต์, ชูเอา กานเซโล่ – เควิน เดอ บรอยน์, โรดรี้ (นิโกลัส โอตาเมนดี้ น.89), อิลคาย กุนโดอัน – ฟิล โฟเด้น (แบร์นาร์โด้ ซิลวา น.67), กาเบรียล เชซุส, ราฮีม สเตอร์ลิง (ดาบิด ซิลบา น.81)

ผู้จัดการทีม: เป๊บ กวาร์ดิโอล่า

เรอัล มาดริด (4-3-1-2) : ติโบต์ กูร์กตัวส์ – ดานี่ การ์บาฆาล (ลูคัส บาซเกซ น.83), เอแดร์ มิลิเตา, ราฟาแอล วาราน, แฟร์กล็องด์ เมนดี้ – ลูก้า โมดริช (เฟเด้ บัลเบร์เด้ น.83), กาเซมิโร่, โทนี่ โครส – โรดรีโก้ (มาร์โค อเซนซิโอ น.61), คาริม เบนเซม่า, เอแด็น อาซาร์ (ลูก้า โยวิช น.83)

ผู้จัดการทีม: ซีเนดีน ซีดาน

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

กุน อเกวโร่ ไม่มีชื่อในเกมนี้เนื่องจากบาดเจ็บยาว แต่ทีมของ เป๊บ กวาร์ดิโอล่า ก็ไม่มีปัญหาในการจัดตัวโดย เป๊ป จัดผู้เล่นที่ดีที่สุดลงสนามนำโดยสามประสานในเกมรุก ราฮีม สเตอร์ริ่ง, กาเบรียล เชซุส และ ฟิล โฟเด้น ดาวรุ่งอนาคตไกล ในส่วนของทีมเยือน ขาดผู้เล่นตัวหลักอย่าง เซอร์จิโอ รามอส กองหลังกัปตันที่มทีติดโทษแบน จากการโดนใบแดงในเกมนัดแรกที่ ซานติอาโก้ เบอร์นาบิว โดย ซีดาน วางแนวรุกเป็น เอเด็น อาซาร์, คาริม เบนเซม่า และ โรดรีโก้ โกเอส

ครึ่งแรก

นาทีที่ 7 – เรือใบสีฟ้า ได้โอกาสทักทายก่อน จากลูกยิงของ เควิน เดอ บรอยน์ แต่บอลไปแฉลบ เอแดร์ มิลิเตา ออกหลังกลายเป็นลูกเตะมุม

นาทีที่ 9 (Goal) – เจ้าถิ่นมาได้ประตูขึ้นนำ 1-0 จากความผิดพลาดของ ราฟาเอล วาราน ที่พลาดโดน กาเบรียล เชซุส แย่งบอลในกรอบเขตโทษก่อนส่งให้ ราฮีม สเตอร์ริ่ง ยิงโล่งๆ เข้าไปแบบง่ายดาย

นาทีที่ 21 – ทีมเยือนได้ลุ้นตีเสมอจากจังหวะที่ อาซาร์ ส่งบอลให้ เบนเซม่า พลิกยิงด้วยขวาเต็มข้อแต่ติดเซฟของ เอแดร์ซอน หลังจากนั้นไม่กี่นาที อาซาร์ ได้โอกาสกดด้วยซ้ายหน้ากรอบเขตโทษ แต่ก็ไม่ผ่านมือผู้รักษาประตู

นาทีที่ 28 (Goal) – ราชันชุดขาว มาตามตีเสมอ 1-1 ได้สำเร็จ จากจังหวะที่ โรดรีโก้ เปิดบอลเข้ามาในกรอบเขตโทษและเป็น เบนเซม่า ขึ้นโขกเน้นๆ ทำให้ทีมเยือนกลับมามีหวังอีกครั้ง

นาทีที่ 37 – แมนฯซิตี้ เกือบได้ประตูขึ้นนำอีกครั้ง จากการลากตัดเข้ามายิงของ ชูเอา กานเซโล่ แต่ ธิโบต์ กรู์กตัวส์ ปัดออกหลังไปได้

นาทีที่ 42 – ซิตี้ ได้ลุ้นขึ้นนำอีกครั้งจากการยิงด้วยซ้ายของ ฟิล โฟเด้น แต่บอลถากเสาออกหลังไป

จบครึ่งแรกทั้งสองทีมเสมอกัน 1-1 สกอร์รวม แมนฯซิตี้ นำ เรอัล มาดริด 3-2

ครึ่งหลัง

นาทีที่ 47 – เจ้าถิ่นได้ลุ้นอีกครั้งจากการยิงด้วยเท้าซ้ายของ สเตอร์ริ่ง แต่บอลไปติดบล็อกออกหลังไป

นาทีที่ 57 – เรือใบสีฟ้า ยังคงบุกอย่างต่อเนื่อง โดยจังหวะนี้เป็น เดอ บรอยน์ ที่ล็อกหลบ มิลิเตา ก่อนกดด้วยขวาบอลพุ่งไปติดบล็อก ดานี่ การ์บาฆาล

นาทีที่ 68 (Goal) – แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้ประตูขึ้นนำ 2-1 โดยประตูขึ้นเกิดขึ้นจากความผิดพลาดของ วาราน อีกครั้งที่โหม่งบอลคืนผู้รักษาประตูไม่ดี โดน กาเบรียล เชซุส โฉบไปยิงง่ายๆ

นาทีที่ 86 – เจ้าบ้านได้เสียวอีกครั้ง จาก ดาบิด ซิลบา ที่ลงมาเป็นตัวสำรอง ปั่นฟรีคิก บอลลอยข้ามกำแพงไปตกหลังตาข่าย

จบเกม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ชนะ เรอัล มาดริด 2-1 ผ่านเข้าสู่รอบ 8 ทีมด้วยสกอร์รวม 4-2

ไฮไลท์บอล ยูฟ่า แชมป์เปี้ยน ลีก แมนฯซิตี้ 2-1 เรอัล มาดริด

รายชื่อผู้ทำประตู

แมนเชสเตอร์ ซิตี้: 1-0  ราฮีม สเตอร์ริ่ง 9′ // 2-1 กาเบรียล เชซุส 68′

เรอัล มาดริด: 1-1 คาริม เบนเซม่า 28′

อ่านเพิ่มเติม วารานโชว์เหวอ! แมนฯซิตี้ เปิดบ้านเขี่ย ราชัน ตกรอบ (แมนฯซิตี้ 2-1 เรอัล มาดริด)

เชลซี-พรีเมียร์ลีก-แลมพาร์ด

เร็วไปไหม? ‘แลมพาร์ด’ ชี้ พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลใหม่เริ่มเร็วไป

แฟรงค์ แลมพาร์ด กุนซือ สิงโตน้ำเงินคราม เชื่อว่า พรีเมียร์ลีก นัดเปิดฤดูกาลที่จะกลับมาเตะวันที่ 12 กันยายนนั้นเร็วเกินไปสำหรับเชลซี

สำหรับ พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลใหม่มีการยืนยันแล้วว่าจะกลับมาแข่งขันกันในช่วงเดือนกันยายน ในขณะที่เชลซีจะลงแข่งขันศึก ยูฟ่า แชมป์เปี้ยน ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้ายนัดที่ 2 กับ บาเยิร์น มิวนิค

สิงโตน้ำเงินคราม พลาดท่าพ่ายมาก่อนในนัดแรกที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ 0-3 และถ้าหากเชลซีตกรอบก็จะมีเวลาให้พักเพียงแค่ 35 วันเท่านั้นก่อนพรีเมียร์ลีกจะกลับมาโม่แข้งกันอีกครั้ง

โดยแลมพาร์ดออกมาเผยว่า “ผู้เล่นจำเป็นที่จะต้องมีเวลาพักเพียงพอเพื่อรักษามาตรฐานการเล่นสำหรับการแข่งขันในพรีเมียร์ลีก”

สโมสรในพรีเมียร์ลีกมีความเห็นตรงกันว่าการหยุดพัก 30 วันก่อนกลับมาแข่งขันใหม่อีกครั้งคือเรื่องที่เหมาะสมกับเชลซีและทีมอื่นๆ ที่ยังคงอยู่ในเส้นทางการลุ้นแชมป์ยุโรป

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ คืออีกทีมที่ยังโอกาสไปถึงรอบชิงชนะเลิศของ ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ซึ่งจะแข่งขันกันในวันที่ 23 สิงหาคม ในขณะที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ วูล์ฟ ยังคงอยู่ในเส้นทางการลุ้นแชมป์ ยูโรป้าลีก เช่นเดียวกัน ซึ่งรอบชิงชนะเลิศ จะแข่งขันในวันที่ 21 สิงหาคม

ลูกทีมของแลมพาร์ดทั้ง วิลเลี่ยน และ รูเบน ลอฟตัส ชีค ไม่ได้มีชื่อลงสนามในเกมเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาเนื่องจากปัญหาความฟิต แต่อย่างไรก็ตามสิงห์บลูต้องเสียผู้เล่นตัวหลักหลายคนทั้ง คริสเตียน พูลิซิช, เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า รวมไปถึง เปโดร โรดิเกวซ ที่บาดเจ็บจากเกมนัดชิง เอฟเอ คัพ ที่พ่ายอาร์เซนอลไป 2-1

“ผมคิดว่าพรีเมียร์ลีกควรมองปัญหานี้อย่างจริงจัง” ซูเปอร์แฟรงค์กล่าวเสริมอีกว่า “หวังว่าพวกเขาจะให้ความยุติธรรมสำหรับการเริ่มแข่งขันพรีเมียร์ลีกฤดูกาลหน้า และผมรู้สึกว่าเร็วเกินไปที่พรีเมียร์ลีกจะกลับมาแข่งขันอีกครั้ง” แฟรงค์ แลมพาร์ด กล่าวทิ้งท้าย

อ่านเพิ่มเติม เร็วไปไหม? ‘แลมพาร์ด’ ชี้ พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลใหม่เริ่มเร็วไป

แวร์เนอร์-แลมพาร์ด

แวร์เนอร์ เผย ย้ายร่วมทัพเชลซี เพราะ แฟรงค์ แลมพาร์ด

ติโม แวร์เนอร์ กล่าวว่า การได้เล่นภายใต้การคุมทัพของ แลมพาร์ด คือเหตุผลหลักที่ทำให้ ย้ายร่วมทัพเชลซี

ดาวยิงทีมชาติเยอรมนีวัย 24 ปี เริ่มฝึกซ้อมกับ สิงโตน้ำเงินคราม เป็นครั้งแรกในสัปดาห์นี้หลังย้ายมาจาก แอร์เบ ไลป์ซิก ด้วยค่าตัว 54 ล้านปอนด์ ออกมาเผยผ่านเว็บไซต์สโมสรว่า แลมพาร์ด คือเหตุผลที่ทำให้ตน ย้ายร่วมทัพเชลซี

โดย แวร์เนอร์ กล่าวว่า “เราได้มีการพูดคุยกันมากมายเกี่ยวกับระบบการเล่น รูปแบบที่แลมพาร์ดต้องการ และระบบการเล่นที่เหมาะสมตัวผม แลมพาร์ด คือคนที่ยอดเยี่ยม เขาไม่ได้บอกแค่ว่าต้องการให้ผมเล่นยังไง แต่อาสาที่จะช่วยเหลือผมในฐานะลูกผู้ชายคนนึงด้วย”

“เรารู้จักกันเพียงเล็กน้อย แต่ก็ถือว่าเข้ากันได้ดี และผมมีความสุขมากที่ได้ย้ายมา เชลซี”

ก่อนหน้านี้ แวร์เนอร์ เคยเกือบจะย้ายไปร่วมทีม ลิเวอร์พูล มาแล้วแต่ในท้ายที่สุดเขาก็เลือกเซ็นสัญญากับ เชลซี พร้อมกับกล่าวว่า “ผมมีความสุขมากที่ได้ ย้ายร่วมทัพเชลซี”

“การได้ย้ายจากสโมสรเก่ามาร่วมทีมที่ใหญ่ขึ้นอย่าง เชลซี มันเปรียบเสมือนกับความฝันที่เป็นจริงของผม เชลซี คือสโมสรที่ยิ่งใหญ่ ผมติดตามดูพวกเขามาก่อน เชลซี เคยคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมป์เปี้ยน ลีก กับ ดิดิเยร์ ดร็อกบา รวมไปถึงผู้จัดการทีมคนใหม่ของผมอย่าง แฟรงค์ แลมพาร์ด และ ปีเตอร์ เช็ก ผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคก็อยู่ในทีมชุดนั้นและมันเหมือนกับความฝันเลยหล่ะ”

“ผมไม่ได้ต้องการเป็นผู้เล่นแบบเดียวกับพวกเขา แต่ผมอยากเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างยุคใหม่ของตัวเองที่นี่ และผมจะพยายามให้ดีที่สุด”

อ่านเพิ่มเติม แวร์เนอร์ เผย ย้ายร่วมทัพเชลซี เพราะ แฟรงค์ แลมพาร์ด

วิลเลียน

เอเย่นต์เผย 2 ทีมลอนดอน รุมแย่งลายเซ็น วิลเลียน

เคีย ชูรับเชียน เอเย่นต์ส่วนตัวของ วิลเลียน ออกมาเผยผ่านสื่อว่ามี 2 ทีมจากลอนดอน ที่ต้องการเซ็นสัญญากับดาวเตะทีมชาติบราซิลให้ได้

วิลเลียน จะตัดสินใจอนาคตของตัวเองอีกครั้งหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจกับทีมในศึก ยูฟ่า แชมป์เปี้ยน ลีก โดย เคีย ชูรับเชียน เอเย่นต์ส่วนตัวของกองกลางทีมชาติบราซิล ออกมาเผยผ่านสื่อว่ามีทีมจากในยุโรปรวมไปถึงทีมจาก เมเจอร์ ลีก สหรัฐแสดงความต้องการที่จะคว้าตัว วิลเลี่ยน ไปร่วมทีม

อาร์เซนอล และ ท็อตแน่ม ฮอต สเปอร์ คือสองทีมจากพรีเมียร์ลีกที่ยื่นข้อเสนอมาให้พิจารณา อย่างไรก็ตามต้องรอดูว่า การเจรจาสัญญาฉบับใหม่กับ เชลซี จะมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่

ชูรับเชียน เชื่อว่า วิลเลียน ไม่จำเป็นต้องรีบตัดสินใจเพราะการย้ายทีมช่วงปลายอาชีพค้าแข้งเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญ ควรไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วน เพื่อให้การตัดสินใจนั้นออกมาดีกับเจ้าตัวที่สุด

สำหรับภารกิจของ วิลเลียน กับ เชลซี เหลือเพียงสองนัดนั่นก็คือนัดชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ กับ อาร์เซนอล ส่วนอีกนัด คือการไปเยือน บาเยิร์น มิวนิค ในถ้วยบิ๊กเอียร์รอบ 16 ทีมสุดท้าย โดยแพ้มาในนัดแรกถึง 0-3 ถ้าไม่เกิดพลิกล็อคเอาชนะ เสือใต้ ได้ภารกิจกับเชลซีก็จะจบลงเท่านี้

อ่านเพิ่มเติม เอเย่นต์เผย 2 ทีมลอนดอน รุมแย่งลายเซ็น วิลเลียน

แชมป์ยุโรป ของเชลซี

แชมป์ยุโรป 6 สมัยของเชลซี จุดสูงสุดในยุโรปที่สิงห์บลูส์เคยสัมผัส

เชลซี กับการคว้า แชมป์ยุโรป

นอกเหนือจากความสำเร็จที่สิงโตน้ำเงินครามทำได้ในระดับประเทศทั้งแชมป์ลีกหรือบอลถ้วยรายการต่างๆ พวกเขายังเคยคว้า แชมป์ยุโรป มาแล้วถึง 6 ครั้ง มาย้อนเวลากันว่ามีแชมป์ยุโรปรายการใดบ้างที่เชลซีเคยคว้ามาครอบครองเอาไว้ได้ เรื่องราวระหว่างทางก่อนที่พวกเขาจะได้ไปยืนที่จุดสูงสุดในตอนท้ายนั้นเป็นอย่างไรบ้าง เราลองย้อนไปดูกัน

บทความที่เกี่ยวข้อง : แชมป์พรีเมียร์ลีก 6 สมัยของ เชลซี

แชมป์ยูฟ่า คัพ วินเนอร์ส คัพ ฤดูกาล1970/71

CFC-CWC

ประเดิมด้วยถ้วยยุโรปครั้งแรกของประวัติศาสตร์สโมสรอย่าง ยูฟ่า คัพ วินเนอร์ คัพ เมื่อฤดูกาล 1970/71 โดยคู่แข่งในรอบชิงคือ เรอัล มาดริด ทีมแกร่งแห่งสเปน

แต่ก่อนที่จะไปถึงรอบชิงชนะเลิศ พวกเขาต้องเจอกับทีมใดบ้างและเอาชนะได้อย่างไรมาย้อนดูกัน

คู่แข่งทีมแรกที่โคจรมาเจอกับเชลซีนั่นก็คืออาริส ซาโลนิกาจากกรีซ แต่ก็ไม่ใช่งานยากเท่าไหร่สำหรับเชลซีเมื่อพวกเขาเอาชนะทีมจากกรีซไปได้สบายๆ ด้วยสกอร์รวม 2 นัด 6-2

รอบต่อมาเดฟ เซ็กซ์ตันและลูกทีมต้องเจอกับยอดทีมจากแดนหมีขาวอย่างซีเอสเคเอ มอสโค แม้จะเป็นคู่แข่งที่เอาชนะได้ยากแต่เชลซีก็สามารถเอาชนะแล้วผ่านเข้ารอบไปด้วยสกอร์รวม 1-0

มาถึงรอบแปดทีมสุดท้ายเชลซีต้องมาเจอกับบรูกส์ จากเบลเยี่ยมซึ่งแฟนเชลซีต้องคิดหนักหลังสิงห์บลูบุกไปแพ้มาในเกมแรก 2-0

แต่การได้กลับมาเล่นที่สแตมฟอร์ด บริดจ์สร้างความได้เปรียมมหาศาลกับทีม เสียงเชียร์จากแฟนที่เข้ามาชมเกมในวันนั้นอย่างล้มหลามช่วยกระตุ้นให้แข่งสิงห์เล่นกันได้อย่างยอดเยี่ยมโดยได้ประตูออกนำตั้งแต่ต้นเกม

ต่อมาปีเตอร์ ออสกูดก็มายิงประตูให้เชลซีขึ้นนำ 2-0 และจบ 90 นาทีด้วยสกอร์นั้น ทำให้ต้องต่อเวลาพิเศษ

ช่วยต่อเวลาพิเศษนั้นเองปีเตอร์ ออสกูดมายิงเพิ่มอีกประตูและได้ทอมมี่ บาลด์วินมายิงประตูตอกฝาโลงให้เชลซีถล่มไป 4-0 ผ่านเข้าสู่รอบต่อไปได้สำเร็จ

คู่แข่งในรอบรองชนะเลิศเป็นทีมจากอังกฤษด้วยกันอย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ดดยนัดแรกเล่นที่สแตมฟอร์ด บริดจ์และเป็นเจ้าถิ่นอย่างเชลซีเฉือนเอาชนะไปได้ 1-0

นัดต่อมาเชลซีต้องเล่นเป็นทีมเยือนบ้างแต่ก็สามารถเอาชนะไปได้ 1-0 และผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะลิศด้วยสกอร์รวม 2-0

แข้งสิงห์บลูจารึกประวัติศาสตร์สโมสรด้วยการคว้าแชมป์ในระดับทวีปมาครองได้สำเร็จเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ก่อตั้งสโมสรซึ่งเป็นความสำเร็จที่น่าจดจำสำหรับสาวกเชลซีเช่นเดียวกัน

แชมป์ยูฟ่า คัพ วินเนอร์ส คัพ ฤดูกาล 1997/98

CFC-USC

แชมป์ยุโรปสมัยที่สองของเชลซีนั่นก็คือการคว้าแชมป์ยูฟ่า คัพ วินเนอร์ คัพสมัยที่สองเช่นเดียวกัน ซึ่งการความแชมป์ครั้งนี้ห่างกับครั้งแรกเกือบ 30 ปี เลยทีเดียว

เชลซีในยุคนี้มีนักเตะระดับยอดอยู่ในทีมบวกกับฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยมโดยมีจิอัลลูก้า วิอัลลี่เป็นผู้จัดการทีมทำให้เชลซีเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นในหมู่แฟนบอลมากขึ้น

สิงโตน้ำเงินครามเริ่มต้นรายการนี้ในช่วงเดือนกันยายนด้วยการถล่มสโลวาน บราติสลาวาขาดลอย 4-0 โดยแดนนี่ แกรนวิลล์สามารถพังประตูแรกในสแตมฟอร์ด บริดจ์ได้สำเร็จในเกมนี้

รอบต่อมาเชลซียังคงโชว์ฟอร์มได้อย่างแข็งแกร่งด้วยการถล่มทรอมโซ่จากนอร์เวย์ไปด้วยสกอร์รวมสองนัดถึง 10-3

มาถึงรอบก่อนรองชนะเลิศ โดยคู่แข่งในรอบนี้คู่เรอัล เบติส ทีมแกร่งจากสเปน พลพรรคสิงห์บลูบุกไปแพ้มาก่อนในเกมแรก 2-1 แต่สามารถกลับมาเอาชนะได้ที่บ้านด้วยสกอร์ 3-1 ทำให้ทีมเข้ารอบต่อไปได้สำเร็จ

แข้งเชลซีกรุยทางมาจนถึงรอบรองชนะเลิศโดยมีคู่แข่งคือสโมสรจากสเปนทีมที่สองที่เชลซีต้องดวลในรายการนี้อย่าง วิเซนซ่า

เป็นอีกครั้งที่พวกเขาต้องบุกไปแพ้ที่สเปนมาก่อนในนัดแรก 1-0 และสถานการณ์ก็ย่ำแย่ขึ้นไปอีกเมื่อกลับมาเล่นที่สแตมฟอร์ด บริดจ์แล้วต้องตามหลังเพิ่มอีก 1 สกอร์เมื่อจบครึ่งแรก

อย่างไรก็ตามลูกทีมของวิอัลลี่ยังไม่ยอมแพ้ง่ายๆ กุสตาโว่ โปเยต์ยิงประตูให้ทีมไล่มาเป็น 1-2 จากผลรวมของประตูทั้งหมด ยังไม่จบเพียงแค่นั้นเชลซีมายิงประตูตีเสมอได้สำเร็จจากจานฟรังโก้ โซล่าทำให้สกอร์รวมตอนนี้เป็น 2-2 แต่ยังไม่ดีพอที่เชลซีจะเข้ารอบชิงชนะเลิศ

ความใจสู้ของแข้งเชลซีส่งผลกระทบที่ยอดเยี่ยมกับทีมได้สำเร็จจนในที่สุดมาร์ค ฮิวจ์สมารับบทฮีโร่ในช่วงท้ายเกมด้วยการซัดประตูชัยด้วยเท้าซ้ายส่งเชลซีเข้าชิงกับสตุ๊ตการ์ตได้สำเร็จ

รูปเกมในรอบชิงเป็นไปแบบสูสีทั้งสองทีมเสมอกันจนในนาทีที่ 69 การลงสนามมาของโซล่าที่ในฤดูกาลนี้ต้องพบกับอาการบาดเจ็บอยู่บ่อยครั้ง และเขารับบทซูเปอร์ซัพยิงประตูขึ้นนำให้ทีมได้ทันทีหลังลงสนามมาเพียงแค่ 20 วินาทีเท่านั้น

ในช่วงท้ายเกมแดน เปเตรสคูมาโดนใบแดงแต่ประตูเดียวก็เพียยงพอให้เชลซีจะคว้าแชมป์ยุโรปครั้งที่ 2 มาครองได้สำเร็จ

การคว้าแชมป์ครั้งนี้ของเชลซีนับเป็นแชมป์รายการที่สามของพวกเขาในรอบ 12 เดือนเลยทีเดียว แม้พวกเขายกระดับขึ้นมาเยอะจนกลายเป็นทีมที่ยอดเยี่ยมแต่ก็ยังไม่ใช่ที่อยู่ในระดับท็อปเหมือนดังในปัจจุบัน

แชมป์ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ ปี 1998

CFC-USC1

ยูฟ่า ซุปเปอร์ คัพคือการนำผู้ชนะจาก ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนลีกมาปะทะกับแชมป์ยูฟ่า คัพ วินเนอร์ คัพ โดยเชลซีที่พึ่งได้แชมป์ถ้วยใบรองของยุโรปมาต้องโคจรมาพบกับแชมป์ถ้วยใบใหญ่ของยุโรปอย่างเรอัล มาดริดที่เอาชนะยูวนตุสมาได้ในรอบชิง UCL

เชลซีอาจดูเป็นรองเล็กน้อยหากพูดถึงระดับของทีม แต่หากลองไล่ดูรายชื่อผู้เล่นแล้วเรียกได้ว่าเชลซีก้ไม่ได้เป็นราชันชุดขาวมากมายนักแม้ มาดริด จะเต็มผู้เล่นระดับซูเปอร์สตาร์แต่สิงห์บลูเองก็มีผู้เล่นระดับยอดอยู่ในทีมเช่นเดียวกัน

ทั้งสองทีมเล่นกันได้อย่างสูสีและมีโอกาสลุ้นประตูหลายครั้งแต่ก็ไม่สามารถทำอะไรกันได้

จนมาถึงนาทีที่ 82 ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเกมนี้ วิอัลลี่ ได้เปลี่ยนตัว โปเยต์ลงสนามมาและเขาก็ไม่ทำให้แฟนเชลซีต้องผิดหวังเมื่อโปเยต์สามารถพังประตูให้เชลซีออกนำได้สำเร็จ และนี่เป็นเพียงประตูเดียวที่เกิดขึ้นในเกมนี้ ส่งเชลซีให้กลายเป็นผู้ชนะ และได้ชูด้วย ซุปเปอร์ คัพในท้ายที่สุด

เรียกได้ว่านี่คือหนึ่งในยุคที่ยอดเยี่ยมของแข้งสิงห์บลูยุคหนึ่งเลยทีเดียวพวกเขาคว้าแชมป์ได้มากมายในช่วงระยะเวลสั้นๆ นักเตะหลายคนถูกจารึกให้เป็นตำนานของสโมสรหลังจากโชว์ให้เห็นถึงความสามารถที่ยอดเยี่ยม

แชมป์ยูฟ่า แชมป์เปี้ยน ลีก ฤดูกาล 2011/12

CFC-UCL

หนึ่งในความฝันสูงสุดของการเข้ามาเทคโอเวอร์สโมสรของเสี่ยหมีนั่นก็คือการได้ชูถ้วย ยูฟ่า แชมป์เปี้ยน ลีก แม้ว่าจะใช้เวลาอยู่หลายฤดูกาลก็ตาม แต่แข้งเชลซีก็สามารถสานฝันของอบราโมวิชให้เป็นจริงได้สำเร็จเมื่อปี 2012 ที่ผ่านมา

จริงๆแล้วเมื่อปี 2009 เชลซีเกือบทำได้สำเร็จมาแล้วครั้งหนึ่ง โดยในปีนั้นคู่แข่งในนัดชิงชนะเลิศของเชลซี คือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่ก็แพ้จุดโทษไป

ผ่านไป 3 ปีเชลซีได้เล่นในรายการนี้อีกครั้งและสามารถผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมได้แบบไม่มีปัญหาแม้ว่าในช่วงนั้นทีมจะดูมีปัญหาภายในพอสมควร ฟอร์มการเล่นก็ไม่คงเส้นคงวาแต่แข้งสิงห์บลูก็ฝ่าฟันและเข้ารอบมาได้

คู่ต่อสู้ในรอบ 16 ทีมคือนาโปลี ยักษ์ใหญ่จากอิตาลี ซึ่งทำให้แฟนบอลเชลซีเกือบหมดหวังที่จะเข้ารอบไปแล้วเพราะการบุกแพ้ในนัดแรกที่ไปเยือนถิ่น ซาน เปาโล 3-1

เชลซีสร้างปาฎิหารย์ครั้งแรกได้สำเร็จด้วยการพลิกกลับมาเอาชนะนาโปลีที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ 4-1 ทั้งๆที่พึ่งปลดผู้จัดการทีมไปหลังจากที่แพ้มาในนัดแรกแล้วแต่งตั้งผู้ช่วยในขณะนั้นนั่นก็คือ โรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ หนึ่งในตำนานของสโมสร

รอบ 8 ทีมสุดท้ายเชลซีต้องเจอกับเบนฟิกาและสามารถเอาชนะได้ไม่ยากผ่านเข้าสู่รอบรรองชนะเลิศไปพบกับคู่ปรับเก่าอย่างบาร์เซโลน่า

ก่อนแข่งเชลซีถูกมองว่าจะแพ้บาร์เซโลน่าแบบขาดลอยเพราะบาร์ซ่าในยุคนั้นอยู่ในช่วงที่สุดยอดและเป็นทีมที่ไร้เทียมทานตรงข้ามกับเชลซี

แต่สิงห์บลูก็แสดงให้แฟนบอลได้เห็นว่าพวกเขาเองก้ไม่ได้ด้อยไปกว่าทีมไหนๆ ด้วยการเอาชนะได้ในนัดแรกที่เล่นในบ้านด้วยสกอร์ 1-0

ถึงจะชนะมาแต่ว่าอย่างไรก็ตามทั้งสื่อและแฟนบอลต่างมองว่าถึงอย่างไรเชลซีก็ต้องโดนบาร์ซ่าตบคืนในนัดที่สองได้อย่างสบายๆ และเมื่อเริ่มการแข่งขันทุกอย่างเหมือนจะเป็นแบบนั้นจริงๆ

บาร์ซ่าบุกใส่เชลซีเป็นพายุมีโอกาสยิงประตูได้หลายครั้งและสามารถยิงประตูได้ถึงสองลูกกลับมาคุมความได้เปรียบไว้ได้ทั้งหมด

สถานการณ์ของทีมเยือนยิ่งเลวร้ายไปอีกเมื่อเทอร์รี่กัปตันทีมไปเล่นนอกเกมใส่อลเกซิส ซานเชสทำให้โดนใบแดงไล่ออกไป เชลซีตกเป็นรองทั้งผลการแข่งขันละตัวผู้เล่น

แต่แล้วเชลซีก็มาสร้างเซอร์ไพรส์ได้อีกครั้งเมื่อรามิเรสมายิงประตูสุดสวยทำให้เชลซีตีไข่แตกและกลับมาเป็นฝ่ายได้เปรียบอีกครั้งจากการยิงประตูทีมเยือน

กลับมาเล่นในครึ่งหลังเจ้าบุญทุ่มยังเดินหน้าบุกอย่างต่อเนื่องแต่เชลซีลงไปเล่นเกมรับแบบเต็มอัตราทำให้ไม่สามารถเจาะประตูได้ แม้จะได้จุดโทษแต่เมสซี่ก็ยังยิงพลาดอีก เหมือนเทพีแห่งโชคจะยืนข้างเชลซีจริงๆ

เข้าสู่ช่วงท้ายเกมบาซ่าบุกอย่างหนักหวังทำประตูเพิ่มให้ได้แต่สุดท้ายโดนแอชลีย์ โคลเตะสวนตูมเดียวบอลลอยดดยมาตกที่ตอร์เรสตรงกลางสนามและทำให้ เอล นินโญ่หลุดเดียวทันทีเพราะกองหลังบาซ่าเติมเกมบุกขึ้นไปหมด

ตอร์เรส ลากบอลมาถึงหน้าประตูก่อนแตะหนีวัลเดสและยิงประตูตอกฝาโรงส่งเชลซีเข้าชิงได้สำเร็จ โดยลูกยิงในวันนั้นของตอร์เรสทำให้ค่าตัว 50 ล้านปอนด์กลายเป็นความคุ้มค่าขึ้นมาทันที

เชลซีเข้ารอบชิงไปพบกับเสือใต้ โดยสนามที่ใช้แข่งนัดชิงคือ อัลลิอันซ์ อารีน่าหรือบ้านของบาเยิร์นนั่นเอง

เป็นอีกครั้งที่เชลซีต้องตกเป็นรองและทุกอย่างก็เหมือนกับตอนที่เจอบาซ่าไม่มีผิด

เชลซีตกเป็นรองทุกอย่างรูปเกมสู้ไม่ได้เลยแม้แต่น้อยแฟนเชลซีแทบหมดหวังและยังโดนยิงประตูช่วงท้ายเกมอีก

แต่แล้วปาฎิหาริย์ก็เกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อดร็อกบามาโหม่งตีเสมอในช่วงท้ายเกมและทำให้ต้องต่อเวลาพิเศษ ออกไป เชลซีมีโอกาสแต่น้อยมากและยังดดนจุดโทษอีกแต่สุดท้ายร็อบเบนยิงไม่เข้า

เกมนี้ต้องตัดสินด้วยการยิงจุดโทษอีกครั้ง ก่อนสุดท้ายเชลซีที่เป็นรองมาตลอดกลับสร้างประวัติศาสตร์เอาชนะและคว้าแชมป์ใบใหญ่ของยุโรปมาครองเป็นสมัยแรกได้สำเร็จ

เรื่องราวการแข่งขันตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่มไปจนถึงรอบชิงของเชลซีมีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้น จึงไม่แปลกที่ทุกวันนี้การคว้าแชมป์ของเชลซีในวันนั้นยังเป็นสิ่งที่สาวกเชลซียังคงพูดถึงมันทั้งที่ผ่านมานานแล้วก็ตาม

แชมป์ยูฟ่า ยูโรป้า ลีก ฤดูกาล 2012/13

CFC-UEL

1 ปีให้หลังๆ จากที่เชลซีคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมป์เปี้ยน ลีกมาครองได้ ฤดูกาลต่อมาเชลซีต้องร่วงลงมาเล่นยูโรป้าลีกหลังจากที่ทำได้เพียงจบอันดับที่ 3 ของกลุ่มจากการแข่งขันรอบแบ่งกลุ่ม UCL ฤดูกาลนั้น

คู่แข่งทีมแรกของเชลซีในรายการนี้คือสปาร์ตา ปรากแต่ก็ไม่ใช่งานยากเท่าไหร่นักพวกเขาเอาชนะมาด้วยสกอร์รวม 2-1 ผ่านเข้ารอบไปพบกับ สเตอัว บูคาเรสต์จากโรมาเนียและเอาชนะมาได้ด้วยสกอร์รวม 3-2

รูบิน คาซานคือทีมที่เชลซีต้องเจอในรอบ 8 ทีมสุดท้าย โดยการแข่งขันทั้งสองเกมมีการยิงประตูเกิดขึ้นมากมายก่อนสุดท้ายจะเป็นเชลซีที่ผ่านเข้าสู่รอบต่อไปได้สำเร็จด้วยสกอร์รวม 5-4

มาถึงรอบรองชนะเลิศเชลซีต้องพบกับเอฟซี บาเซิ่ลที่นำทัพโดยโมฮัมเหม็ด ซาลาห์แต่เชลซียังคงแข็งแกร่บุกไปเอาชนะถึงสวิตเซอร์แลนด์ด้วยสกอร์ 2-1

กลับมาเล่นที่สแตมป์ฟอร์ด บริดจ์ ซาลาห์เริ่มแผลงฤทธิ์ยิงประตูใส่เชลซีได้สำเร็จ แต่สุดท้ายสิงห์บลูยังคงยอดเยี่ยมกว่าและพลิกกลับมาเอาชนะไปได้ในท้ายที่สุดด้วยสกอร์ 3-1 สิงโตน้ำเงินครามผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิสได้สำเร็จ

เชลซีต้องโคจรมาเจอกับเบนฟิก้าอีกครั้ง หลังจากที่เชลซีเขี่ยเหยี่ยวลิสบอนตกรอบแปดทีมสุดท้ายในศึกยูฟ่า แชมป์เปี้ยน ลีกฤดูกาลก่อน

ยอดทีมจากโปรตุเกสหวังจะเอาคืนในนัดนี้แต่สุดท้ายเป็นเชลซีมาได้ประตูออกนำไปก่อนจากตอร์เรสที่ยิงประตูที่ 6 ในรายการนี้ได้สำเร็จ

เบนฟิก้าครองเกมได้เหนือกว่าจนมาได้จุดโทษและยิงประตูตีเสมอได้สำเร็จจากออสการ์ คาร์โดโซ่ เกมทำท่าว่าจะต้องต่อเวลาพิเศษแต่ในช่วงท้ายเกมเป็นอิวาโนวิชที่ขึ้นมาโหม่งประตูจากลูกเตะมุมส่งให้เชลซีเป็นแชมป์ได้ในที่สุด

เชลซีสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการคว้าแชมป์รายการยุโรปทั้งถ้วยใบเล็กและใบใหญ่ได้สองฤดูกาลติดต่อกัน แม้ในช่วงต้นฤดูกาลจะมีฟอร์มการเล่นที่ไม่ดีนักจนทำให้ดิ มัตเตโอโดนปลดไปก่อนจะได้ราฟาเอล เบนนิเตซเข้ามารับช่วงต่อและพาทีมคว้าแชมป์ได้ในท้ายที่สุด

แชมป์ยูฟ่า ยูโรป้า ลีก ฤดูกาล 2018/19

CFC-UEL1

จากฟอร์มการเล่นที่ไม่ค่อยดีเมื่อฤดูกาลก่อนนักทำให้เชลซีต้องมาเล่นในศึกยูโรป้า ลีกฤดูกาล 2018/19

เมาริซิโอ ซาร์รี่คือกุนซือคนปัจจุบันของทีมที่เข้ามาแทนที่คอนเต้ที่ถูกกปลดออกไปหลังจากจบฤดูกาล 2017/18

เชลซีมีฟอร์การเล่นที่ขึ้นๆ ลงๆ ในลีกฤดูกาลนั้นแต่สุดท้ายพวกเขาก็สามารถจบเป็นอันดับที่ 3 ของลีกได้

ฟอร์มการเล่นในยูโรป้า ลีกของเชลซีค่อนข้างยอดเยี่ยมด้วยคุณภาพของทีมที่ค่อนข้างเหนือกว่าคู่แข่งหลายๆ ทีมทำให้พวกเขาเข้ารอบชิงชนะเลิศที่บากูโดยพบกับอาร์เซนอลได้สำเร็จ

ก่อนการแข่งขันเชลซีถูกมองว่าเป็นทีมรองบ่อนเนื่องจากปัญหาภายในของทีมแต่หลังจากสิ้นเสียงนกหวีดเริ่มเกมหลายๆ อย่างกลับไม่เป็นอย่างที่แฟนบอลหลายคนคาด

ทั้งสองทีมสู้กันอย่างสนุกสูสีก่อนจบครึ่งแรกด้วยการเสมอกัน 0-0

เกมในครึ่งหลังเหมือนหนังคนละม้วนเป็นเชลซีที่เดินหน้าบุกและสร้างสรรค์โอกาสในการทำประตูได้หลายครั้งและยิงได้ ถึง 4 ประตูรวดจาการยิงของ

ชิรูด์ ที่เป็นการยิงอดีตต้นสังกัดเก่าของเขาและอีกสามประตูจาก เปโดร และอาซาร์ที่เหมาคนเดียว 2 ประตูในเกมวันนั้น

อาร์เซนอลมาได้ประตูตีไข่แตกได้ในช่วงท้ายเกมแต่ก็ไม่ทันแล้วเป็นเชลซีที่เอาชนะไปได้ 4-1 คว้าแชมป์มาครองได้อีกครั้ง ส่วนอาซาร์ได้แมนออฟเดอะแมตซ์ในเกมวันนั้นมาครอง

เกือบจะเป็นอีกหนึ่งฤดูกาลที่ต้องมือเปล่า เพราะทีมค่อนข้างมีปัญหาและอุปสรรคมากมายแต่สุดท้ายซาร์รี่ก็สามารถพาทีมประสบความสำเร็จได้ในที่สุด

ทั้งหมดนี้คือความสำเร็จของเชลซีในระยุโรปเรื่องราวมากมายที่ต้องพบเจอ อุปสรรคและปัญหาที่พวกเขาต้องฝ่าฟันคืออีกหนึ่งความทรงจำที่น่าภาคภูมิใจของสโมสรและสาวกเชลซีทั่วโลก


อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่ : chelsea-th.com
เว็บไซต์หลักของสโมสร : chelseafc.com

ถ้วยรางวัลของทีมเชลซี

ถ้วยรางวัลของทีมเชลซี ที่เคยคว้ามาครองนับตั้งแต่ก่อตั้งสโมสร

เชลซีคว้าแชมป์มาอย่างมากมายนับตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา บทความนี้จะเป็นการรวม ถ้วยรางวัลของทีมเชลซี ทั้งหมดที่เคยคว้ามาครองได้สำเร็จ


ถ้วยรางวัลของทีมเชลซี

ทั้งทีมหลักรวมไปถึงเยาวชนของสโมสรต่างประสบความสำเร็จกันมาแล้วทั้งสิ้น นอกจากนี้ฟุตบอลหญิงในยุคปัจจุบันได้ถูกยอมรับมากขึ้นทำให้มีการเปิดลีกอาชีพของทีมหญิงอีกด้วย ซึ่งเชลซีเองก็สามารถทำทีมให้ประสบความสำเร็จได้เช่นเดียวกัน มาไล่ไทม์ไลน์กันว่านับตั้งแต่ก่อตั้งสโมสร สิงโตน้ำเงินครามคว้าแชมป์มาแล้วกี่ครั้งและ ถ้วยรางวัลของทีมเชลซี มีอะไรบ้าง โดยแบ่งยุคสมัยทั้งหมดเป็น 5 ยุคดังนี้บทความที่เกี่ยวข้อง : ประวัติความเป็นมาทีมเชลซี

ยุคที่หนึ่งปี 1905-1967 คว้าแชมป์ 4 รายการ

ยุคที่หนึ่งปี 1905-1967

  1. แชมป์ดิวิชั่นหนึ่ง 1 สมัย ฤดูกาล 1954/55
  2. แชมป์เอฟเอ ชาริตี้ ชิลด์ 1 สมัย ปี 1955
  3. แชมป์เอฟเอ ยูธ คัพ 2 สมัย ปี 1960, 61 (ทีมเยาวชน)
  4. แชมป์ลีก คัพ 1 สมัย ฤดูกาล 1964/65

นี่คือช่วงยุคแรกหลังจากการก่อตั้งสโมสร เชลซีใช้เวลาเกือบห้าสิบปีก่อนจะสร้างประวัติศาสตร์ของสโมสรด้วยการคว้าแชมป์ใบแรกมาประดับตู้โชว์ของทีมได้เมื่อฤดูกาล 1654/55

หลังจากการคว้าแชมป์ลีก เชลซีก็คว้าถ้วยใบที่สองได้ต่อเนื่องจากการแข่งขัน เอฟเอ ชาริตี้ ชิลด์ ด้วยการเอาชนะแชมป์เอฟเอ คัพอย่างนิวคาสเซิล ด้วยสกอร์ 3-0

หลังทีมชุดใหญ่ประสบความสำเร็จไปแล้ว ทีมเยาวชนก็ไม่ยอมน้อยหน้าด้วยการคว้าแชมป์เอฟเอ ยูธ คัพ ซึ่งเป็นรายการสำหรับเยาวชนของสโมสรต่างๆ สิงห์บลูน้อยสามารถคว้าแชมป์ได้สองสมัยติดในปี 1960 และ 1961

ผ่านไปสิบปีเชลซีชุดใหญ่สร้างประวัติศาสตร์ครั้งใหม่ด้วยการคว้าแชมป์ลีก คัพเป็นสมัยแรกของสโมสรด้วยการเอาชนะเลสเตอร์ด้วยสกอร์รวมสองนัด 3-2

ยุคที่สองปี 1970-1989 คว้าแชมป์ 4 รายการ

Chelsea Trophy Gen.2

  1. ยูฟ่า คัพ วินเนอร์ส คัพ 1 สมัย ฤดูกาล 1970/71
  2. เอฟเอ คัพ 1 สมัย ปี 1970
  3. แชมป์ดิวิชั่น 2 2 สมัย ฤดูกาล 1983/84,1988-89
  4. ฟูล เมมเบอร์ คัพ 2 สมัย ฤดูกาล 1985/86,1989/90

มาถึงช่วงยุคที่สองของสโมสรเชลซี แม้จะไม่ได้แชมป์มากมายนักแต่พวกเขาก็เดินหน้าสร้างประวัติศาสตร์ของสโมสรด้วยการคว้าแชมป์รายการต่างๆ เป็นครั้งแรกได้สำเร็จ

เริ่มด้วยถ้วยแชมป์เอฟเอ คัพใบแรกของสโมสรโดยพวกเขาทำได้สำเร็จในปี 1970 ด้วยการเอาชนะลีดส์ ยูไนเต็ด 4-3 จากการแข่งขันสองนัด

ในช่วงระยะเวลาใกล้เคียงกันนั้นเองเชลซีได้จารึกประวัติของสโมสรอีกครั้งด้วยการคว้าแชมป์ยุโรปใบแรกได้เร็จในรายการ ยูฟ่า คัพ วินเนิร์ส คัพด้วยการเอาชนะยักษ์ใหญ่จากสเปนอย่าง เรอัล มาดริดไป 2-1 หลังจากที่เสมอกันมา 1-1 ในนัดแรก

แม้ว่าจะเคยคว้าแชมป์ยุโรปแต่เชลซีต้องร่วงลงไปเล่นในดิวิชั่น 2 ถึงสองครั้งแต่พวกเขาก็ใช้เวลาไม่นาน คว้าแชมป์ดิวิชั่น 2 มาครองและเลื่อนชั้นกลับมาเล่นบนลีกสูงสุดได้อีกครั้งในฤดูกาล 1983/84 และ 1988/89

ฟูล เมมเบอร์ คัพ คือรายการพิเศษที่ถูกจัดขึ้นเนื่องจากทีมสโมสรจากอังกฤษไม่สามารถเข้าร่วมแข่งขันฟุตบอลยุโรปได้ โดยสิงห์บลูสามารถคว้ามาครองได้ถึงสองสมัยในฤดูกาล 1985/86 และ 1989/90

ยุคที่สามปี 1990-1999 คว้าแชมป์ 4 รายการ

Chelsea Trophy Gen.3

  1. แชมป์ยูฟ่า คัพ วินเนอร์ส คัพ 1 สมัยฤดูกาล 1997/98
  2. แชมป์เอฟเอ คัพ 1 สมัย ปี 1997
  3. แชมป์ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ 1 สมัย ปี 1998
  4. แชมป์ลีก คัพ 1 สมัย ปี 1997/98

เข้าสู่ยุคที่สามของสิงห์บลู ซึ่งเป็นยุคที่รุ่งเรืองสุดๆ พวกเขาเดินหน้าคว้าแชมป์รายการต่างๆ มาประดับตู้โชว์ได้ต่อเนื่องในช่วงระหว่างปี 1997/98 ซึ่งเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ดีที่สุดของสโมสรเลยก็ว่าได้เพราะสิงโตน้ำเงินครามคว้าแชมป์ได้อย่างต่อเนื่องทำให้ชื่อเสียงของทีมเป็นที่รู้จักมากขึ้น

สาวกเชลซีได้เฉลิมฉลองกันอีกครั้งเมื่อทีมคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ มาครองเป็นสมัยที่ 2 หลังห่างหายไปนานเกือบ 30 ปี โดยในเกมนั้น รุด กุลลิท พาลูกทีมเอาชนะ มิดเดิ้ลส์โบรห์ ด้วยสกอร์ 2-0 จาก ดิ มัตเตโอ และ เอ็ดดี้ นิวตัน

ตามมาด้วยถ้วยยุโรปใบที่สองของสโมสรนั่นคือแชมป์ยูฟ่า คัพ วินเนอร์ส คัพ ด้วยการเอาชนะ สตุ๊ตการ์ต 1-0

โดยหลังจากคว้าแชมป์สองรายการที่กล่าวไปตอนต้น เชลซียังคว้าถ้วยมาไว้ในอ้อมกอดได้อีกถึงสองรายการนั่นก็คือ แชมป์ลีก คัพ และแชมป์ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ ถ้วยยุโรปใบที่สามของทีม

ยุคที่สี่ปี 2000-2009 คว้าแชมป์ 4 รายการ

Chelsea Trophy Gen.4

  1. แชมป์พรีเมียร์ลีก 3 สมัย ฤดูกาล 2004/05, 2005/06, 2009/10
  2. แชมป์เอฟเอ คัพ 3 สมัย ปี 2000, 2007, 2009
  3. แชมป์ลีก คัพ 2 สมัย ฤดูกาล 2004/05, 2006/07
  4. แชมป์เอฟเอ คอมมิวนิตี้ ชิลด์ 3 สมัย ปี 2000, 2005, 2009

มาถึงยุคที่ 4 ยุครุ่งเรืองของสโมสรอย่างแท้จริงหลังจากการเข้ามาของโรมัน อราโมวิช มหาเศรษฐีชาวรัสเซีย ผู้เข้ามาพลิกโฉมและส่งให้เชลซีกลายเป็นทีมแถวหน้าของอังกฤษด้วยการคว้าแชมป์มากมาย

เม็ดเงินจากเสี่ยหมีทำให้เชลซีมีซุปเปอร์สตาร์เข้ามาร่วมทัพอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับผู้จัดการทีมก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปหลายคน เพราะถ้าหากใครไม่สามารถพาทีมประสบความสำเร็จก็เท่ากับหมดหน้าที่ในสแตมป์ฟอร์ด บริดจ์ ด้วยเช่นกัน

ระยะเวลาตั้งแต่ปี 2000-2009 เชลซีคว้าแชมป์มาประดับบารมีได้มากมายไล่ตั้งแต่แชมป์ลีกสูงสุดอย่างพรีเมียร์ ลีก ที่คว้ามาครองได้ถึง 3 สมัย เอฟเอ คัพ 3 สมัย ลีก คัพ อีก 2 สมัย และคอมมูนิตี้ ชิลด์อีก 2 สมัย

ไม่น่าแปลกใจทำไม่สาวกเชลซีถึงได้รักเสี่ยหมีขนาดนี้ การทำทีมด้วยใจรักและไม่ได้หวังผลทางธุรกิจแต่อย่างใด แม้อาจจะดูดุดันเกินไปในบางครั้งจนทำให้ต้องมีการเปลี่ยนมือของผู้จัดการทีมหลายคน แต่นั่นก็ไม่ทำให้แฟนบอลเชลซีจะรู้สึกเกลียดเสี่ยหมีเลยแม้แต่น้อย

ยุคที่ห้าปี 2010-2019 คว้าแชมป์ 10 รายการ

Chelsea Trophy Gen.5

  1. แชมป์พรีเมียร์ลีก 2 สมัย ฤดูกาล 2014/15, 2016/17
  2. แชมป์ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ ลีก 1 สมัย ฤดูกาล 2011/12
  3. แชมป์ยูฟ่า ยูโรป้า ลีก2 สมัย ฤดูกาล 2012/13, 2018/19
  4. แชมป์เอฟเอ คัพ 3 สมัย ปี 2010, 2012, 2018
  5. แชมป์ลีก คัพ 1 สมัย ฤดูกาล 2014/15
  6. แชมป์เอฟเอ ยูธ คัพ 7 สมัย ปี 2010, 2012, 2014, 2015, 2016, 2017, 2018 (ทีมเยาวชน)
  7. แชมป์ยูฟ่า ยูธ ลีก 2 สมัย ปี 2015, 2016 (ทีมเยาวชน)
  8. แชมป์เอฟเอ วีเม่นส์ ซูเปอร์ ลีก 2 สมัย ปี 2015, 2018 (ทีมหญิง)
  9. แชมป์เอฟเอ วีเม่นส์ ซูเปอร์ ลีก สปริง ซีรี่ย์ 1 สมัย ปี 2017 (ทีมหญิง)
  10. แชมป์วีเม่นส์ เอฟเอ คัพ 2 สมัย ปี 2015, 2018 (ทีมหญิง)

มาถึงในช่วงยุคปัจจุบันของสิงโตน้ำเงินคราม พวกเขาเดินหน้าคว้าแชมป์มาครองได้ในทุกระดับของสโมสร ไล่ตั้งแต่ทีมชุดใหญ่และทีมเยาวชนไปจนถึงทีมหญิง

สโมสรมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เน้นระบบเยาวชนมากขึ้นแม้อาจจะใช้เวลานานกว่าจะเห็นผล แต่แฟนบอลหลายคนคงเห็นแล้วว่าทีมกำลังมีแนวโน้นไปในทางที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน

จริงอยู่ที่การคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกคือเป้าหมายหลักของทีมแต่ความฝันสูงสุดนับตั้งแต่การเข้ามาเทคโอเวอร์สโมสรของอบราโมวิชคือถ้วยบิ๊กเอียร์หรือยูฟ่า แชมป์เปี้ยน ลีก

สิงห์บลูใช้เวลาอยู่หลายปีก่อนจะทำฝันนั้นให้เป็นจริงได้ในปี 2012 แม้ว่าในปีนั้นผลงานโดยรวมของทีมจะค่อนข้างแย่ แต่พวกเขาก็สร้างเซอร์ไพร์สได้แบบเหลือเชื่อหลังเอาชนะทั้งบาร์เซโลน่าในรอบรองและดวลจุดโทษเอาชนะยอดทีมจากเยอรมันอย่างบาเยินร์ มิวนิคได้ถึงถิ่นอีกด้วย

นอกจากทีมชุดใหญ่ที่คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกและยูฟ่า แชมป์เปี้ยน ลีกรวมถึงรายการอื่นๆได้มากมาย ทีมเยาวชนและทีมหญิงก็ไม่น้อยหน้าเช่นเดียวกัน ทั้งหมดคว้าแชมป์มาประดับตู้โชว์ในพิพิธภัณฑ์ของสโมสรได้เป็นกอบเป็นกำ ทำให้แฟนบอลเชลซีมีความสุขและภูมิใจที่ได้เชียร์ทีมนี้อยู่เสมอ

ทั้งหมดนี้คือ ถ้วยรางวัลของทีมเชลซี ที่สามารถคว้ามาครองได้ทั้งหมดนับตั้งแต่ก่อตั้งสโมสร มาจนถึงปี 2019 เห็นได้ว่าทีมยังคงพัฒนาให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าอาจจะมีขัดใจแฟนบอลบ้างในบางครั้งแต่สุดท้ายสาวกเชลซีก็ยังคงรักและเชียร์ทีมนี้อยู่เสมอ


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ : chelsea-th.com
เว็บไซต์หลักของสโมสรเชลซี : chelseafc.com