คลังเก็บป้ายกำกับ: สาวกเชลซี

บทสรุป ตลาดซื้อขายนักเตะของเชลซี

บทสรุป ตลาดซื้อขายนักเตะของเชลซี ในช่วงตลาดซัมเมอร์ปี 2020

ตลาดซื้อขายนักเตะของเชลซี ในช่วงซัมเมอร์นี้ทำให้ สิงห์บลูส์ กลายเป็นทีมที่ใช้จ่ายเงินช็อปนักเตะสูงที่สุดใน พรีเมียร์ลีก อังกฤษ


สิงโตน้ำเงินคราม ใช้เงินไปมากกว่า 226.1 ล้านปอนด์ในตลาดซื้อขายเตะรอบนี้ โดยเป็นการเสริมผู้เล่นตัวหลักมากถึง 6 รายและผู้เล่นเพื่ออนาคตอีก 2 ราย มาดูบทสรุป ตลาดซื้อขายนักเตะของเชลซี กันว่าจะคุ้มค่ากับที่ลงทุ่นไปหรือไม่

รายจ่ายทีมใน พรีเมียร์ลีก ในตลาดซื้อขายนักเตะ ซัมเมอร์ ปี 2020

  1. เชลซี ใช้เงินไป 226.1 ล้านปอนด์
  2. แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ใช้เงินไป 147.0 ล้านปอนด์
  3. แอสตัน วิลล่า ใช้เงินไป 85.0 ล้านปอนด์
  4. ลีดส์ ยูไนเต็ด ใช้เงินไป 84.5 ล้านปอนด์
  5. วูลฟส์แฮมป์ตัน วันเดอร์เรอส์ ใช้เงินไป 83.6 ล้านปอนด์
  6. ลิเวอร์พูล ใช้เงินไป 81.7 ล้านปอนด์
  7. อาร์เซนอล ใช้เงินไป 81.5 ล้านปอนด์
  8. เอฟเวอร์ตัน ใช้เงินไป 65.0 ล้านปอนด์
  9. ท็อตแน่ม ฮอทสเปอร์ ใช้เงินไป 62.0 ล้านปอนด์
  10. แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ใช้เงินไป 54.4 ล้านปอนด์
  11. เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ใช้เงินไป 53.0 ล้านปอนด์
  12. เลสเตอร์ ซิตี้ ใช้เงินไป 51.5 ล้านปอนด์
  13. นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ใช้เงินไป 35.0 ล้านปอนด์
  14. เซาธ์แฮมป์ตัน ใช้เงินไป 34.9 ล้านปอนด์
  15. เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน ใช้เงินไป 27.3 ล้านปอนด์
  16. ฟูแล่ม ใช้เงินไป 23.0 ล้านปอนด์
  17. คริสตัล พาเลซ ใช้เงินไป 20.0 ล้านปอนด์
  18. เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ใช้เงินไป 20.0 ล้านปอนด์
  19. ไบร์ทตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน ใช้เงินไป 4.4 ล้านปอนด์
  20. เบิร์นลีย์ ใช้เงินไป 0.0 ล้านปอนด์

บทความที่เกี่ยวข้อง : ตลาดนักเตะช่วงซัมเมอร์ ของเชลซี

ตลาดซื้อขายนักเตะของเชลซี (Skysports)

นักเตะที่ย้ายเข้า

เอดูอาร์ เมนดี้ ย้ายมาจาก แรนส์ ค่าตัว 22 ล้านปอนด์
ติโม แวร์เนอร์ ย้ายมาจาก แอร์แบ ไลป์ซิก ค่าตัว ไม่เปิดเผย
ฮาคิม ซีเย็ค ย้ายมาจาก อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ค่าตัว 33.3 ล้านปอนด์
ติอาโก้ ซิลวา ย้ายมาจาก เปแอสเช ค่าตัว ฟรี
เซเวียร์ เอมบูยัมบา ย้ายมาจาก บาร์เซโลน่า ค่าตัว ไม่เปิดเผย
เบน ชิลเวลล์ ย้ายมาจาก เลสเตอร์ ซิตี้ ค่าตัว ไม่เปิดเผย
มาล็อง ซาร์ ย้ายมาจาก นีซ ค่าตัว ฟรี
ไค ฮาแวร์ทซ์ ย้ายมาจาก เลเวอร์คูเซ่น ค่าตัว 71 ล้านปอนด์

นักเตะที่ย้ายออก

วิลเลี่ยน ย้ายไป อาร์เซนอล ค่าตัว ฟรี
ลูวิส เบเกอร์ ย้ายไป แทร็ปชอนสปอร์ ยืมตัว
โจช แกรนท์ ย้ายไป บริสตอล โรเวอร์ ค่าตัว ฟรี
เจมีย์ คัมมิ่ง ย้ายไป สตีฟเนจ ยืมตัว
นาธาน ย้ายไป แอตเลติโก มิเนโร่ ค่าตัว 2.7 ล้านปอนด์
ดานิโล่ พานติช ย้ายไป คูการิคกิ ยืมตัว
อิซซี่ บราวน์ ย้ายไป เชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ ยืมตัว
จามาล แบล็กมาน ย้ายไป ร็อตเธอร์แฮม ยืมตัว
เปโดร ย้ายไป โรม่า ค่าตัว ฟรี
ทาริค อูเวกว์ ย้ายไป แอคคริงตัน สแตนลีย์ ยืมตัว
เอธาน อัมพาดู ย้ายไป เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ยืมตัว
คอร์เนอร์ กัลลาเกอร์ ย้ายไป เวสต์ บรอมวิช อัลเบี้ยน ยืมตัว
ดาวิเด้ ซัปปาคอสต้า ย้ายไป เจนัว ยืมตัว
ลุค แมคคอมิค ย้ายไป บริสตอล โรเวอร์ ยืมตัว
จอน รัสเซลล์ ย้ายไป แอคคริงตัน สแตนลีย์ ยืมตัว

ย้ายเข้า 8 ราย
ย้ายออก 4 ราย
ปล่อยยืม 12 ราย

ยอดกำไร/ขาดทุนสุทธิ

รายจ่าย 226.1 ล้านปอนด์ (ค่าตัวของ ติโม แวร์เนอร์, เบน ชิลเวลล์ ราวคนละ 50 ล้านปอนด์)
รายรับ 13.5 ล้านปอนด์

สรุป ขาดทุน 212.6 ล้านปอนด์

เชลซีไม่ได้ใช้เงินแม้แต่ปอนด์เดียวจากตลาดนักเตะ 2 รอบก่อนหน้าแต่สร้างรายรับได้อย่างมหาศาลจากการขาย เอเด็น อาซาร์ และ อัลบาโร่ โมราต้า ทำให้เชลซีมีงบให้ใช้ในตลาดซัมเมอร์ปีนี้ราวๆ 200 ล้านปอนด์ ซึ่งถ้าหากหักลบดูแล้วเชลซีลงทุนไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

อย่างไรก็ตามถ้าหากถามว่าคุ้มค่าไหมกับเม็ดเงินที่เสียไปก็ต้องบอกว่า ถ้านักเตะใหม่แต่ละรายสามารถปรับตัวและเล่นกันได้อย่างเข้าขาเมื่อไหร่รับรองว่าจะคุ้มค้าทุกเม็ดเงินที่ลงทุนไปได้อย่างแน่นอน


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ : chelsea-th.com
เว็บไซต์หลักของสโมสรเชลซี : chelseafc.com

บทสรุปหลังเกม-เชลซี-6-0-บาร์นสลีย์

บทสรุปหลังเกม เชลซี 6-0 บาร์นสลีย์ | ฮาแวร์ทซ์ แฮตทริก – ซิลวา,ชีลเวลล์ ประเดิม

สิงโตน้ำเงินคราม ผ่านเข้าสู่รอบ 4 คาราบาวคัพ หลังคืนฟอร์มเก่งในเกม เชลซี 6-0 บาร์นสลีย์ โดย ไค ฮาแวร์ทซ์ กดแฮตทริกพร้อมคว้า MOM ในเกมนี้


การแข่งขันฟุตบอลถ้วยรายการ คาราบาวคัพ รอบ 3 เชลซีเปิดบ้านรับการมาเยือนของ บาร์นสลีย์ โดยเกมนี้ แฟรง แลมพาร์ด ส่งผู้เล่นตัวจริงลงผสมกับผู้เล่นสำรองหลายต่ำแหน่ง แต่ด้วยความต่างชั้นทำให้จบเกม เชลซี 6-0 บาร์นสลีย์

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังเกม เชลซี 6-0 บาร์นสลีย์

บทสรุปหลังเกม-เชลซี-บาร์นสลีย์
ฮาแวร์ทซ์ และ อบราแฮม ที่เล่นได้อย่างยอดเยี่ยมในเกมนี้

เกมนี้ เชลซี มาในระบบ 4-3-3 ผู้รักษาประตูใช้ วิลลี่ กาบาเยโร่ ลงสนามเป็นตัวจริงในขณะที่ เกปา อาริซาบาลาก้า ไม่มีชื่อแม้กระทั่งตัวสำรอง

ในขณะที่แผงแบ็คโฟร์ เซ็นเตอร์คู่กลางเป็น ติอาโก้ ซิลวา ลงประเดิมสนามเป็นเกมแรก จับคู่กับ ฟิคาโย่ โทโมรี่ แบ็คขวากัปตันเดฟลงเป็นตัวจริงในเกมนี้ ขณะที่แบ็คซ้ายเป็น เอเมอร์สัน ลงตัวจริงในขณะที่ เบน ชีลเวลล์ มีชื่อเป็นตัวสำรอง

แดนกลางสามคนใช้ มาเตโอ โควาซิช ยืนคู่กับ รอสส์ บาร์คลีย์ คอยสนับสนุน ไค ฮาแวร์ทซ์ ในเกมรุก

ส่วนสามประสามในแนวรุกใช้ แทมมี่ อบราฮัม ยืนเป็นหน้าเป้าโดยมี เมสัน เมาท์น กับ คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย ยืนขนาบสองข้าง

ก่อนเกมนี้จะเริ่มขึ้น เชลซี ได้ใช้นักเตะใหม่ที่จะเข้ามาเป็นแกนหลักในฤดูกาลนี้เพียงแค่ 2 รายเท่านั้นนั่นก็คือ ติโม แวร์เนอร์ และ ไค ฮาแวร์ทซ์ ซึ่ง แวร์เนอร์ ทำผลงานได้ค่อนข้างน่าพอใจในขณะที่ ไค ฮาแวร์ทซ์ ที่ย้ายทีมมาด้วยค่าระดับสถิติสโมสรจึงถูกจับตามองเป็นพิเศษ ซึ่งจากฟอร์มการเล่นใน 2 นัดแรกที่ลงเป็นตัวจริง เขาทำได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นักจนถูกวิจารณ์อย่างหนัก

อย่างไรก็ตามผู้เป็นกุนซืออย่าง แฟรงค์ แลมพาร์ด ไม่ได้นิ่งดูดายออกมาปกป้องลูกน้องด้วยการให้เหตุผลว่า ไค มีเวลาให้ซ้อมกับเพื่อนร่วมทีมค่อนข้างน้อย จึงทำให้ความฟิตกับฟอร์มการเล่นยังดูไม่ค่อยน่าประทับใจเท่าไหร่ แน่นอนว่า ป๋าแฟรงค์ รู้ดีว่า ฮาแวร์ทซ์ คือยอดนักเตะและจะกลายเป็นแข้งระดับโลกได้แน่นอนแต่ตอนนี้สิ่งที่ต้องการคือเวลาในการปรับตัวเท่านั้น

ในขณะที่คนอื่นๆ ยังมีอาการบาดเจ็บและยังไม่ผ่านความฟิตทำให้พลาดลงสนามไป จนมาถึงเกมนี้ ป๋าแลมพ์ ได้โอกาสใช้แข้งใหม่เพิ่มขึ้นอีก 2 ราย นั่นก็คือ ติอาโก้ ซิลวา และ เบน ชีลเวลล์

เกมเมื่อคืนนี้ ไค ลงสนามเป็นตัวจริงเป็นนัดที่ 3 ในต่ำแหน่งที่เจ้าตัวถนัดมากที่สุดคือผู้เล่นหมายเลข 10 แม้เจ้าตัวจะสามารถเล่นได้ทุกตำแหน่งในเกมรุกแต่นี้คือตำแหน่งที่ดีที่สุดของ ฮาแวร์ทซ์ อย่างไม่ต้องสงสัย ซึ่งนี่คือตำแหน่งที่แฟนบอลอยากให้ ซูเปอร์แฟรงค์ ส่ง หนูไค ลงเล่นมากที่สุด ซึ่งมันก็เกิดขึ้นแล้วในเกมนัดนี้

มาถึงผู้เล่นมากประสบการณ์ที่ได้มาแบบฟรีๆ จาก เปแอสเช อย่าง ติอาโก้ ซิลวา ซึ่งมีโอกาสได้ประเดิมสนามในเกมนี้เป็นนัดแรกหลังจากรอมานาน นี่คือผู้เล่นที่ สาวกเชลซี คาดหวังว่าจะช่วยยกระดับเกมรับของเชลซีให้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ แม้อายุจะปาเข้าไปถึง 36 ปีแล้วแต่สภาพร่างกายโดยรวมยังดูดีกว่าผู้เล่นคนอื่นๆในวัยเดียวกัน

การเข้ามาของ ซิลวา เป็นที่ถกเถียงในหมู่แฟนบอลในช่วงแรก แต่ ณ ตอนนี้ทุกคนเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่านี่คือดีลที่ยอดเยี่ยมของเชลซี ประสบการณ์ของเจ้าตัวจะสามารถช่วยเหลือผู้เล่นเกมรับรุ่นน้องที่มีอยู่ได้อย่างแน่นอน และไม่จำเป็นต้องไปทุ่มเงินมหาศาลเพื่อที่จะซื้อเซ็นเตอร์เกรดเอ ซึ่งไม่รู้ว่าจะสามารถเล่นได้คุ้มกับเม็ดเงินที่ลงทุนไปหรือไม่

การแข่งขันนัดนี้เปรียบเสมือนการเล่นเกมปรีซีซั่นซึ่งเป็นโอกาสที่ดีที่จะให้ผู้เล่นได้เรียกฟอร์มและความฟิต

บทความที่เกี่ยวข้อง : บทสรุปตลาดซื้อขายนักเตะ

หลังเสียงนกหวีดดังขึ้น เชลซีได้โอกาสทำเกมบุกทันทีแต่ยังไม่ได้ลุ้นอะไรมาก การต่อบอลยังดูตะกุกตะกักไปบ้างและทำเสียบอลกันเองอยู่หลายจังหวะเช่นเดียวกับทีมเยือน ช่วงต้นเกม เกมรุกยังดูไม่ดีเท่าไหร่โดนทีมเยือนบุกมากกว่าด้วยซ้ำและได้โอกาสยิงไกลบ่อย เนื่องมาจากการขาดกองกลางตัวตัดเกมแบบธรรมชาติอย่าง ก็องเต้

ติอาโก้ ซิลวา เกมนี้ดูนิ่งแม้จะมีจังหวะพลาดให้เห็น แต่ภาพรวมแล้วเขาทำได้ดีในระดับที่น่าพอใจ ส่วน ไค มีส่วนร่วมกับเกมมากขึ้นแม้จะดูมีบางจังหวะที่ทำเสียบอลไปบ้าง แต่ดูมีความนิ่งและกล้าเล่นมากขึ้นและมีโอกาสได้ยิงด้วยแต่บอลเบาเกินไป

หลังจากขึ้นนำได้สำเร็จเหมือนเป็นการคลายความกดดันและทำให้ทีมเล่นได้สบายขึ้นก่อนมาได้ประตูที่ 2 จาก ไค ฮาแวร์ทซ์ ที่โดดเด่นมาตลอดและเป็นการยิงประตูแรกในสีเสื้อเชลซีได้สำเร็จ ในช่วงครึ่งแรกทีมเยือนมีโอกาสได้ส่องไกลหลายครั้งแต่ วิลลี่ กาบาเยโร่ ก็โชว์ฟอร์มเหนียวหนึบรับไว้ได้ทั้งหมด

โอดอย ที่ได้รับโอการลงเป็นตัวจริงแต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไรถึงโชว์ฟอร์มได้ไม่ค่อยดีแต่ก็ไม่ถึงน่าเกลียด ก่อนจบครึ่งแรกเชลซีนำไปก่อน 2-0 แต่ฟอร์มโดยรวมยังไม่ได้ดีมากหากดูจากคู่แข่งที่เจออยู่

ครึ่งหลังเชลซี เล่นได้ดีมากขึ้น อบราฮัม มีพัฒนาการที่ยอดเยี่ยมหากเทียบกับฤดูกาลก่อน เขาพยายามเล่นเพื่อทีมมากขึ้นและโดดเด่นมากในเกมนี้ การจับคู่กับ ไค ทำให้ดูเหมือนทั้งคู่เล่นด้วยกันมาอย่างยาวนาน

เชลซีบวกเพิ่มอีกถึง 4 ประตู ซึ่งเป็นการยิงแฮตทริกของ ไค ฮาแวร์ทซ์ อีกด้วยแน่นอนว่าแฟนบอลคงรู้สึกสบายใจที่ได้เห็นฟอร์มของ ไค เริ่มเข้าที่เข้าทางแล้ว

ในขณะที่ อบราฮัมที่ยิงประตูในเกมนี้ได้และยังแอสซิสต์อีก 2 ลูก ทำให้เห็นแล้วว่าการเข้ามาของ ติโม แวร์เนอร์ มีผลกระทบในทางบวกกับ อบราฮัม และทีมอย่างชัดเจน

เบน ชีลเวลล์ ได้โอกาสลงสนามมาในครึ่งหลังก็มีส่วนร่วมกับการทำประตูได้เลยจากลูกครอสจากริมเส้นที่เป็นลูกเก่งของเขา ไปให้ โอลิวิเยร์ ชิรูด์ ที่ลงมาเป็นตัวสำรองเช่นเดียวกับ โขกประตูปิดท้ายให้เชลซีเอาชนะบาร์นสลีย์ไปแบบขาดลอย 6-0

สถิติหลังจบเกม (Whoscored)

สถิติ เชลซี 6-0 บาร์นสลีย์

ตัดเกรดแข้งเชลซีหลังจบเกม (Sky Sports)

ตัวจริง : วิลลี่ กาบาเยโร่ (7), เซซาร์ อัซปิริกวยต้า (6), ฟิคาโย่ โทโมรี่ (6), ติอาโก้ ซิลวา (6), เอเมอร์ซัน พัลไมรี่ (6), รอสส์ บาร์คลีย์ (7), มาเตโอ โควาซิช (7), ไค ฮาแวร์ทซ์ (8), เมสัน เมาท์ (7), คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย (7), แทมมี่ อบราฮัม (7)

ตัวสำรอง : เคิร์ต ซูม่า (6), เบน ชีลเวลล์ (7),โอลิวิเยร์ ชิรูด์ (7)

บทสรุป

จากความผิดหวังในการพ่ายแพ้ต่อ ลิเวอร์พูล เมื่อนัดที่แล้วถูกลืมไปทันทีหลังจบการแข่งขันนัดนี้ ฟอร์มการเล่นโดยรวมของทีมดีขึ้นกว่าสองนัดที่ผ่านมา จริงอยู่ที่คู่แข่งอาจจะอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าแต่เชลซีก็ทำได้อย่างที่ควรจะเป็น

ไค ฮาแวร์ทซ์ เรียกความมั่นใจได้อย่างมากจากการยิงแฮตทริกและเล่นได้อย่างโดดเด่นจนคว้า แมน ออฟ เดอะ แมทซ์ ไปครอง เป็นการเรียกความมั่นใจรวมไปถึงฟอร์มการเล่นแบบที่ควรจะเป็นกลับมาได้สำเร็จ

อบราฮัม มีความพัฒนาที่ดีอย่างเห็นได้ชัด ความกระหายในการทำประตูรวมไปถึงความขยันและวิสัยทัศน์ที่ดีขึ้นส่งผลดีอย่างมากกับเจ้าตัวและทีมซึ่งถ้าหากเล่นได้ดีแบบดีอย่างต่อเนื่องรับรองว่า ติโม แวร์เนอร์ ไม่ได้สบายอย่างที่ใครคิดแน่นอน

ติอาโก้ ซิลวา มีความนิ่งและมีคว่มเป็นผู้นำที่ดี แฟนบอลส่วนใหญ๋เริ่มมั่นใจในเกมรับของทีมว่าดีขึ้นแน่นอนหลังจากนี้

เบน ชีเวลล์ ที่ถึงแม้จะมีเวลาลงเล่นไม่มากนักแต่ก็สามารถแสดงศักยภาพของตัวเองจนทำแอสซิสต์ให้กับ ชิรูด์ ได้อีก 1 ประตูซึ่งเกมรุกในปีนี้ของเชลซีจะต้องมีการแข่งขันที่สูงขึ้นและส่งผลดีขึ้นต่อทีมแน่นอนหากไม่หลุดฟอร์มกันไปก่อน

โดยรวมแล้วทุกอย่างในเกมนี้ถือว่ายอดเยี่ยมและหวังว่าหากแข้งตัวหลักๆลงสนามกันพร้อมหน้า โอกาสได้แชมป์สักรายการในฤดูกาลนี้ก็ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันอีกต่อไป


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ : chelsea-th.com
เว็บไซต์หลักของสโมสรเชลซี: chelseafc.com

ยังไม่ถึงเวลา!-ฟลิค-ชี้สนใจ-ฮัดสัน-โอดอย-จริงแต่ไม่ใช่ในซัมเมอร์นี้

ยังไม่ถึงเวลา! ฟลิค ชี้ เสือใต้ สนใจ ฮัดสัน-โอดอย จริงแต่ไม่ใช่ในซัมเมอร์นี้

ฮันซี่ ฟลิค กุนซือ บาเยินร์ มิวนิค ยอมรับสนใจ คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย ปีกดาวรุ่งของ เชลซี จริงแต่ค่าตัวแพงไปจึงไม่มีทางที่จะย้ายในซัมเมอร์นี้


Sport Bild สื่อกีฬาชื่อดังของเยอรมัน เปิดเผยว่า บาเยิร์น มิวนิค ยอดสโมสรแห่ง บุนเดสลีกา มีความต้องการที่จะค้วตัว คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย ปีกอนาคตไกลของเชลซีมาร่วมทีมแต่ติดที่ค่าตัวแพงเกินไปทำให้ไม่สามารถย้ายมาในช่วงตลาดนักเตะรอบนี้ได้

ฮันซี่ ฟลิค กุนซือเสือใต้ ชื่นชอบในฝีเท้าของ โอดอย หลังจากที่มีโอกาสได้ดวลกับ เชลซี ในศึก ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ ลีก โดยก่อนหน้านี้ บาเยิร์น เคยยื่นข้อเสนอให้เชลซีมาแล้วเมื่อปี 2018 แต่ถูก สิงโตน้ำเงินคราม ปฎิเสธไป

อย่างไรก็ตาม คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย มีความต้องการที่จะลงสนามให้มากกว่านี้เพื่อโกาสในการไปเล่นศึก ยูโร ในปีหน้า แต่ โอดอยได้รับโอกาสค่อนข้างน้อย และทำไม่ได้ดีนักเมื่อได้รับโอกาส และเชลซีได้เซ็นสัญญากับนักเตะใหม่เข้ามาทำให้เจ้าตัวมองหาโอกาสในการย้ายทีมเพื่อที่จะได้ลงเล่นมากขึ้น

โดยค่าตัวของ โอดอย อยู่ที่ประมาณ 31 ล้านยูโร แต่ แฟรงค์ แลมพาร์ด ไม่ต้องการที่จะปล่อยนักเตะออกไปเพราะหากนับดูผู้เล่นในต่ำแหน่งปีกของเชลซีจริงๆ มีเพียงแค่ 3 รายเท่านั้นหลังจากที่ทีมได้ปล่อย เปโดร และ วิลเลี่ยน ออกจากทีมไป


ไม่ว่าจะเป็น แฟนบอลเชลซี หรือ สาวกทีมใดก็ตาม ติดตามรับชม ไฮไลท์บอล ข่าวฟุตบอล การวิเคราะห์บอล รวมไปถึงบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่ : https://chelsea-th.com/

เว็บไซต์หลักของสโมสรเชลซี : https://www.chelseafc.com/th

‘ติโม แวร์เนอร์’ เผยการใช้ชีวิตในลอนดอน เริ่มปรับตัวได้แล้ว

ติโม แวร์เนอร์ กองหน้าทีมชาติเยอรมันของสิงโตน้ำเงินครามเชลซี ได้เผยถึงชีวิตการปรับตัว หลังย้ายจากสโมสรแอร์เบ ไลป์ซิก ในศึกบุนเดสลีกา เยอรมัน มาร่วมทีมเชลซี พร้อมประเดิมสนามพรีเมียร์ลีกช่วยทีมบุกชนะ ไบรท์ตัน 3-1 เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา


ติโม แวร์เนอร์ กล่าวถึงการปรับตัวเรื่องการใช้ชีวิตในลอนดอนว่า ”ตอนนี้ซื้ออพาร์ตเมนต์ในตัวเมืองแล้ว สิ่งสำคัญตอนนี้คือการมีพื้นที่ส่วนตัวให้ได้พักผ่อนหลังการแข่งขันหรือฝึกซ้อม สถานที่ที่ทำให้รู้สึกว่าเป็นบ้านอย่างแท้จริง อีกเรื่องคือการขับรถ ตนชอบขับรถไปไหนมาไหนเอง ช่วงแรกเลยมีปัญหานิดหน่อย แต่ตอนนี้เริ่มเข้าที่แล้ว”

”ต้องขอบคุณทีมงานสโมสร ผู้จัดการทีม และเพื่อนร่วมทีม ที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ทำให้การปรับตัวเข้ากับทีมง่ายขึ้น การได้ลองใช้ชีวิตในลอนดอน ได้เดินถนนในเมือง ก็เป็นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยม”

เมื่อถาม แวร์เนอร์ ถึงข้อแตกต่างระหว่างอังกฤษกับเยอรมันนั้น เป็นอย่างไร แวร์เนอร์กล่าวว่า ”คงเป็นเรื่องการขับรถที่ถนนคนละฝั่งกัน แล้วยังมีเรื่องใบเสร็จหรือเอกสารบางอย่าง เพราะภาษาอังกฤษของตนอาจจะไม่แย่แต่ก็ไม่ได้ดีมาก เลยยังงงอยู่บ้าง ส่วนเรื่องคนย่อมแตกต่างกันอยู่แล้ว แต่ก็เป็นชาวยุโรปเหมือนกัน จึงไม่ได้ต่างกันมาก”


ไม่ว่าจะเป็น แฟนบอลเชลซี หรือ สาวกทีมใดก็ตาม ติดตามรับชม ไฮไลท์บอล ข่าวฟุตบอล การวิเคราะห์บอล รวมไปถึงบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่ : https://chelsea-th.com/

เว็บไซต์หลักของสโมสรเชลซี : https://www.chelseafc.com/th

here we go! 'โรมาโน่' คอนเฟิร์ม เชลซีปิดดีลไค ฮาแวร์ทซ์ ร่วมทีมแล้ว

here we go! ‘โรมาโน่’ คอนเฟิร์ม เชลซีปิดดีลไค ฮาแวร์ทซ์ ร่วมทีมแล้ว

ฟาบริซิโอ โรมาโน่ ผู้สื่อข่าวชื่อดังเจ้าของวลี here we go! ได้ทวีตข้อความผ่านบัญชีส่วนตัว ยืนยัน เชลซีปิดดีลไค ฮาแวร์ทซ์ มาร่วมทีมเรียบร้อยแล้ว


หลังจากตกเป็นข่าวมาอย่างยาวนานตลอดซัมเมอร์นี้ ล่าสุดเหล่า สาวกเชลซี ได้เฮเสียทีเมื่อ ฟาบริซิโอ โรมาโน่ ผู้ชื่อข่าวชื่อดัง และน่าเชื่อถือ ได้ทวีตข้อความลงบัญชีส่วนตัว ยืนยันว่า ทั้งสองสโมสรได้มีการตกลงค่าตัวของ ไค ฮาแวร์ทซ์ กองกลางดาวรุ่งเรียบร้อยแล้ว

โดย โรมาโน่ ได้ ทวีตข้อความว่า เลเวอร์คูเซ่น ได้ตอบรับข้อเสนอล่าสุดของเชลซีที่ยื่นไป 80 ล้านยูโร + แอดออน 20 ล้านยูโร ทำให้ค่าตัว ฮาแวร์ทซ์ จะอยูที่ 100 ล้านยูโรตามที่ต้นสังกัดเจ้าตัวต้องการ และเขาจะกลายเป็นแข้งแพงสุดของเชลซีทันที

ไค ฮาแวร์ทซ์ คือแข้งรายที่ 4 ที่เชลซีดึงมาร่วมทีมในตลาดหน้าร้อนนี้ต่อจาก ฮาคิม ชีเย็ก,ติโม แวร์เนอร์ และ ชาเวียร์ เอ็มบูยัมบ้า กองหลังดาวรุ่งที่เซ็นฟรีมาจาก บาร์เซโลน่า

การเสริมทีมของเชลซียังไม่จบลงเท่านี้อย่างแน่นอน ยังมีนักเตะที่เชลซีต้องการคว้าตัวเพื่อสร้างทีมแย่งแแชมป์กับ 2 บิ๊กทีมอย่าง ลิเวอร์พูล และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ อ่านเพิ่มเติม here we go! ‘โรมาโน่’ คอนเฟิร์ม เชลซีปิดดีลไค ฮาแวร์ทซ์ ร่วมทีมแล้ว

พรีเมียร์ลีก

ประวัติเชลซี ในศึกพรีเมียร์ลีก ตั้งแต่ฤดูกาล 1992/93 – 2019/20

ศึกฟุตบอล พรีเมียร์ลีก (Premier League) หรือชื่อเต็มว่า เอฟเอ พรีเมียร์ลีก (FA Premier League) คือลีกฟุตบอลอันดับหนึ่งของประเทศอังกฤษ บริหารโดยสมาคมฟุตบอลอังกฤษ


ประวัติ พรีเมียร์ลีก

เดิมทีแล้ว พรีเมียร์ลีก เคยใช้ชื่อว่า ฟุตบอลลีกดิวิชั่น 1 โดยมีการจัดการแข่งขันมาตั้งแต่ปี 1888 ซึ่งเป็นลีกฟุตบอลที่มีอายุมากที่สุดในโลกและได้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญขึ้นเมื่อฤดูกาล 1992/93

รูเพิร์ธ เมอร์ด็อก นักธุรกิจสื่อสารรายใหญ่เจ้าของเครือข่ายโทรทัศน์ชื่อดังแห่งหนึ่ง มีความต้องการที่จะผลักดันให้บรรดาสโมสรที่ลงแข่งขันในศึกดิวิชั่น 1 ถอนตัวเพื่อมาจัดตั้งเป็น พรีเมียร์ลีก

และนั่นเองจึงทำให้ลีกฟุตบอลที่เก่าแก่ที่สุดในโลกเป็นอันต้องยุติลง ในขณะเดียวกันฟุตบอลลีกดิวิชั่น 2 ก็ได้เปลี่ยนชื่อมาเป็นดิวิชั่น 1 แทนเช่นเดียวกับดิวิชั่นอื่นที่เกิดการเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกัน

การแข่งขันในศึก พรีเมียร์ลีก จะมีทีมทั้งหมด 20 ทีมและหลังจากเปลี่ยนชื่อมาเป็น พรีเมียร์ลีก อย่างเป็นทางการเมื่อฤดูกาล 1992/93 มีเพียงแค่ 6 ทีมเท่านั้นที่เคยได้แชมป์รายการนี้ ได้แก่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, อาร์เซนอล, แบล็กเบิร์น โรเวอร์, เชลซี, แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และล่าสุดคือ ลิเวอร์พูล

มาย้อนดูประวัติการแข่งขันของ เชลซี นับตั้งแต่การก่อตั้งพรีเมียร์ลีกมาจนถึงปัจจุบันว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างในแต่ละฤดูกาลของพวกเขา

บทความที่เกี่ยวข้อง : แชมป์พรีเมียร์ลีก 6 สมัยของเชลซี

พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 1992/93

ผู้จัดการทีม : เอียน พอเตอร์ฟิวล์, ดาวิด เว็บบ์
ดาซัลโว : 9 ประตู มิค ฮาร์ฟอร์ด, แอนดี้ ทาวเซน
ลงเล่นมากที่สุด : 41 นัด แอนดี้ ทาวเซน
ชนะมากที่สุด : เชลซี 4-0 มิดเดิ้ลสโบรส์ (เหย้า)
แพ้มากที่สุด : น็อตติ้งแฮม ฟอร์เรส 3-0 เชลซี (เยือน)

อันดับในตารางคะแนน


อันดับ

ทีม ลงเล่น ชนะ เสมอ แพ้ ผลต่างประตู คะแนน
11 เชลซี 42 14 14 14 -3

56

ชุดแข่งขัน

1992-93

พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 1993/94

ผู้จัดการทีม : เกล็น ฮอดเดิ้ล
ดาซัลโว : 13 ประตู มาร์ก สเตย์น
ลงเล่นมากที่สุด : 41 นัด ดิมิทรี คาห์ริน
ชนะมากที่สุด : เชลซี 4-2 เอฟเวอร์ตัน (เหย้า)
แพ้มากที่สุด : ลีดส์ ยูไนเต็ด 4-1 เชลซี (เยือน)

อันดับในตารางคะแนน


อันดับ

ทีม ลงเล่น ชนะ เสมอ แพ้ ผลต่างประตู คะแนน
14 เชลซี 42 13 12 17 -4

51

ชุดแข่งขัน

1993-94

พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 1994/95

ผู้จัดการทีม : เกล็น ฮอดเดิ้ล
ดาซัลโว : 11 ประตู จอห์น สเปนเซอร์
ลงเล่นมากที่สุด : 38 นัด การ์วิน พีค็อก
ชนะมากที่สุด : เชลซี 4-0 เลสเตอร์ ซิตี้ (เหย้า)
แพ้มากที่สุด : นอริช 3-0 เชลซี (เยือน)

อันดับในตารางคะแนน


อันดับ

ทีม ลงเล่น ชนะ เสมอ แพ้ ผลต่างประตู คะแนน
11 เชลซี 42 13 15 14 -5

54

ชุดแข่งขัน

1994-95

พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 1995/96

ผู้จัดการทีม : เกล็น ฮอดเดิ้ล
ดาซัลโว : 13 ประตู จอห์น สเปนเซอร์
ลงเล่นมากที่สุด : 35 นัด เดนนิส ไวส์
ชนะมากที่สุด : เชลซี 5-0 มิดเดิ้ลสโบรส์ (เหย้า)
แพ้มากที่สุด : เชลซี 1-4 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (เหย้า)

อันดับในตารางคะแนน


อันดับ

ทีม ลงเล่น ชนะ เสมอ แพ้ ผลต่างประตู คะแนน
11 เชลซี 38 12 14 12 +2

50

ชุดแข่งขัน

1995-96

พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 1996/97

ผู้จัดการทีม : รุด กุลลิท
ดาซัลโว : 9 ประตู จิอัลลูก้า วิเอลี่
ลงเล่นมากที่สุด : 35 นัด มาร์ค ฮิวส์
ชนะมากที่สุด : เชลซี 6-2 ซันเดอร์แลนด์ (เหย้า)
แพ้มากที่สุด : ลิเวอร์พูล 5-1 เชลซี (เยือน)

อันดับในตารางคะแนน


อันดับ

ทีม ลงเล่น ชนะ เสมอ แพ้ ผลต่างประตู คะแนน
6 เชลซี 38 16 11 11 +3

59

ชุดแข่งขัน

1996-97

พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 1997/98

ผู้จัดการทีม : รุด กุลลิท, จิอัลลูก้า วิเอลี่
ดาซัลโว : 11 ประตู จิอัลลูก้า วิเอลี่, โทเร่ อังเดร โฟล์
ลงเล่นมากที่สุด : 34 นัด โทเร่ อังเดร โฟล์
ชนะมากที่สุด : บานส์ลีย์ 0-6 เชลซี (เยือน)
แพ้มากที่สุด : ลิเวอร์พูล 4-2 เชลซี (เยือน)

อันดับในตารางคะแนน


อันดับ

ทีม ลงเล่น ชนะ เสมอ แพ้ ผลต่างประตู คะแนน
4 เชลซี 38 20 3 15 +28

63

ชุดแข่งขัน

1997-98

พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 1998/99

ผู้จัดการทีม : จิอัลลูก้า วิเอลี่
ดาซัลโว : 13 ประตู จิอัลฟรังโก้ โซล่า
ลงเล่นมากที่สุด : 37 นัด จิอัลฟรังโก้ โซล่า
ชนะมากที่สุด : เชลซี 3-0 วิมเบิลดัน (เหย้า)
แพ้มากที่สุด : โคเวนทรี 2-1 เชลซี (เยือน)

อันดับในตารางคะแนน


อันดับ

ทีม ลงเล่น ชนะ เสมอ แพ้ ผลต่างประตู คะแนน
3 เชลซี 38 20 15 3 +27

75

ชุดแข่งขัน

1998-99

พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 1999/00

ผู้จัดการทีม : จิอัลลูก้า วิเอลี่
ดาซัลโว : 10 ประตู โทเร่ อังเดร โฟล์, กุสตาโว โปเยต์
ลงเล่นมากที่สุด : 37 นัด เอ็ด เดอ ฮุย
ชนะมากที่สุด : เชลซี 5-0 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (เหย้า)
แพ้มากที่สุด : ซันเดอร์แลนด์ 4-1 เชลซี (เยือน)

อันดับในตารางคะแนน


อันดับ

ทีม ลงเล่น ชนะ เสมอ แพ้ ผลต่างประตู คะแนน
5 เชลซี 38 18 11 9 +19

65

ชุดแข่งขัน

1999-00

พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2000/01

ผู้จัดการทีม : จิอัลลูก้า วิเอลี่, เรย์ วิลกิ้นส์, เคลาดิโอ รานิเอลี่
ดาซัลโว : 23 ประตู จิมมี่ ฟรอย ฮัสเซลแบงก์
ลงเล่นมากที่สุด : 36 นัด เดนนิส ไวส์, จิอัลฟรังโก้ โซล่า
ชนะมากที่สุด : เชลซี 6-1 โคเวนทรี ซิตี้ (เหย้า)
แพ้มากที่สุด : เชลซี 2-4 ซันเดอร์แลนด์ (เหย้า)

อันดับในตารางคะแนน


อันดับ

ทีม ลงเล่น ชนะ เสมอ แพ้ ผลต่างประตู คะแนน
6 เชลซี 38 17 10 11 +23

61

ชุดแข่งขัน

2000-01

พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2001/02

ผู้จัดการทีม : เคลาดิโอ รานิเอลี่
ดาซัลโว : 23 ประตู จิมมี่ ฟรอย ฮัสเซลแบงก์
ลงเล่นมากที่สุด : 37 นัด แฟรงค์ แลมพาร์ด, มาริโอ เมลช็อต
ชนะมากที่สุด : เชลซี 5-1 โบตัน วันเดอร์เรอร์ (เหย้า)
แพ้มากที่สุด : เชลซี 0-3 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (เหย้า)

อันดับในตารางคะแนน


อันดับ

ทีม ลงเล่น ชนะ เสมอ แพ้ ผลต่างประตู คะแนน
6 เชลซี 38 17 13 8 +28

64

ชุดแข่งขัน

2001-02

พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2002/03

ผู้จัดการทีม : เคลาดิโอ รานิเอลี่
ดาซัลโว : 14 ประตู จิอัลฟรังโก้ โซล่า
ลงเล่นมากที่สุด : 38 นัด แฟรงค์ แลมพาร์ด, จิอัลฟรังโก้ โซล่า, วิลเลี่ยม กัลลาส
ชนะมากที่สุด : เชลซี 5-0 แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (เหย้า)
แพ้มากที่สุด : ลีดส์ ยูไนเต็ด 2-0 เชลซี (เยือน)

อันดับในตารางคะแนน


อันดับ

ทีม ลงเล่น ชนะ เสมอ แพ้ ผลต่างประตู คะแนน
4 เชลซี 38 19 10 9 +30

67

ชุดแข่งขัน

20002-03

พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2003/04

ผู้จัดการทีม : เคลาดิโอ รานิเอลี่
ดาซัลโว : 12 ประตู จิมมี่ ฟรอย ฮัสเซลแบงก์
ลงเล่นมากที่สุด : 38 นัด แฟรงค์ แลมพาร์ด
ชนะมากที่สุด : วูล์ฟส์ 0-5 เชลซี (เยือน)
แพ้มากที่สุด : ชาล์ตัน แอธเลติก 4-2 เชลซี (เยือน)

อันดับในตารางคะแนน


อันดับ

ทีม ลงเล่น ชนะ เสมอ แพ้ ผลต่างประตู คะแนน
2 เชลซี 38 24 7 7 +37

79

ชุดแข่งขัน

2003-04

พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2004/05 คว้าแชมป์

ผู้จัดการทีม : โชเซ่ มูรินโญ่
ดาซัลโว : 13 ประตู แฟรงค์ แลมพาร์ด
ลงเล่นมากที่สุด : 38 นัด แฟรงค์ แลมพาร์ด
ชนะมากที่สุด : เชลซี 4-0 แบล็กเบิร์น โรเวอร์ (เหย้า)
แพ้มากที่สุด : แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 1-0 เชลซี (เยือน)

อันดับในตารางคะแนน


อันดับ

ทีม ลงเล่น ชนะ เสมอ แพ้ ผลต่างประตู คะแนน
1 เชลซี 38 29 8 1 +57


95

ชุดแข่งขัน

2004-05

พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2005/06 คว้าแชมป์

ผู้จัดการทีม : โชเซ่ มูรินโญ่
ดาซัลโว : 16 ประตู แฟรงค์ แลมพาร์ด
ลงเล่นมากที่สุด : 36 นัด จอห์น เทอร์รี่
ชนะมากที่สุด : เชลซี 5-1 โบลตัน วันเดอร์เรอร์ (เหย้า)
แพ้มากที่สุด : มิดเดิ้ลส์โบรส์ 3-0 เชลซี (เยือน)

อันดับในตารางคะแนน


อันดับ

ทีม ลงเล่น ชนะ เสมอ แพ้ ผลต่างประตู คะแนน
1 เชลซี 38 29 4 5 +50


91

ชุดแข่งขัน

2005-06

พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2006/07

ผู้จัดการทีม : โชเซ่ มูรินโญ่
ดาซัลโว : 20 ประตู ดิดิเยร์ ดร็อกบา
ลงเล่นมากที่สุด : 37 นัด แฟรงค์ แลมพาร์ด
ชนะมากที่สุด : เชลซี 4-0 วัตฟอร์ด (เหย้า)
แพ้มากที่สุด : ลิเวอร์พูล 2-0 เชลซี (เยือน)

อันดับในตารางคะแนน


ทีม

ลงเล่น ชนะ เสมอ แพ้ ผลต่างประตู คะแนน
เชลซี 38 24 11 3 +40

83

ชุดแข่งขัน

2007-08

พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2007/08

ผู้จัดการทีม : โชเซ่ มูรินโญ่, อัฟราม แกรนท์
ดาซัลโว : 10 ประตู แฟรงค์ แลมพาร์ด
ลงเล่นมากที่สุด : 33 นัด โจ โคล
ชนะมากที่สุด : เชลซี 6-0 แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (เหย้า)
แพ้มากที่สุด : แอสตัน วิลล่า 2-0 เชลซี (เยือน)

อันดับในตารางคะแนน


อันดับ

ทีม ลงเล่น ชนะ เสมอ แพ้ ผลต่างประตู คะแนน
2 เชลซี 38 25 10 3 +39

85

ชุดแข่งขัน

2008-09

พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2008/09

ผู้จัดการทีม : หลุยซ์ เฟลิเป้ สโคลารี, กุส ฮิดดิ้ง
ดาซัลโว : 19 ประตู นิโกล่า อเนลก้า
ลงเล่นมากที่สุด : 37 นัด แฟรงค์ แลมพาร์ด, นิโกล่า อเนลก้า
ชนะมากที่สุด : มิดเดิ้ลสโบรส์ 0-5 เชลซี (เยือน)
แพ้มากที่สุด : แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 2-0 เชลซี (เยือน)

อันดับในตารางคะแนน


อันดับ

ทีม ลงเล่น ชนะ เสมอ แพ้ ผลต่างประตู คะแนน
3 เชลซี 38 25 8 5 +44

83

ชุดแข่งขัน

2008-091

พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2009/10 คว้าแชมป์

ผู้จัดการทีม : คาร์โล อันเชลอตติ
ดาซัลโว : 29 ประตู ดิดิเยร์ ดร็อกบา
ลงเล่นมากที่สุด : 37 นัด จอห์น เทอร์รี่
ชนะมากที่สุด : เชลซี 8-0 วีแกน แอธเลติก (เหย้า)
แพ้มากที่สุด : เชลซี 2-4 แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (เหย้า)

อันดับในตารางคะแนน


ทีม

ลงเล่น ชนะ เสมอ แพ้ ผลต่างประตู คะแนน
เชลซี 38 27 5 6 +71


86

ชุดแข่งขัน

2009-10

พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2010/11

ผู้จัดการทีม : คาร์โล อันเชลอตติ
ดาซัลโว : 13 ประตู ฟลอร็อง มาลูดา
ลงเล่นมากที่สุด : 38 นัด เพตเตอร์ เช็ก, แอชลีย์ โคล, ฟลอร็อง มาลูดา
ชนะมากที่สุด : เชลซี 6-0 เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน (เหย้า)
แพ้มากที่สุด : เชลซี 0-3 ซันเดอร์แลนด์ (เหย้า)

อันดับในตารางคะแนน


อันดับ

ทีม ลงเล่น ชนะ เสมอ แพ้ ผลต่างประตู คะแนน
2 เชลซี 38 21 8 9 +36

71

ชุดแข่งขัน

2010-11

พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2011/12

ผู้จัดการทีม : อังเดร วิลาส โบอาส, โรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ
ดาซัลโว : 11 ประตู แฟรงค์ แลมพาร์ด, ดาเนียล สเตอร์ริด
ลงเล่นมากที่สุด : 34 นัด เพตเตอร์ เช็ก, ฮวน มาต้า
ชนะมากที่สุด : เชลซี 6-1 ควีนสปาร์ก เรนเจอร์ (เหย้า)
แพ้มากที่สุด : ลิเวอร์พูล 4-1 เชลซี (เยือน)

อันดับในตารางคะแนน


อันดับ

ทีม ลงเล่น ชนะ เสมอ แพ้ ผลต่างประตู คะแนน
6 เชลซี 38 18 10 10 +19

64

ชุดแข่งขัน

2011-12

พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2012/13

ผู้จัดการทีม : โรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ, ราฟาเอล เบนิเตซ
ดาซัลโว : 15 ประตู แฟรงค์ แลมพาร์ด
ลงเล่นมากที่สุด : 36 นัด เพตเตอร์ เช็ก, เฟอร์นันโด ตอร์เรส
ชนะมากที่สุด : เชลซี 8-0 แอสตัน วิลล่า (เหย้า)
แพ้มากที่สุด : เวสต์แฮม 3-1 เชลซี (เยือน)

อันดับในตารางคะแนน


อันดับ

ทีม ลงเล่น ชนะ เสมอ แพ้ ผลต่างประตู คะแนน
3 เชลซี 38 22 9 7 +36

75

ชุดแข่งขัน

2012-13

พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2013/14

ผู้จัดการทีม : โชเซ่ มูรินโญ่
ดาซัลโว : 14 ประตู เอเด็น อาซาร์
ลงเล่นมากที่สุด : 36 นัด บรานิสลาฟ อิวาโนวิช
ชนะมากที่สุด : เชลซี 6-0 อาร์เซนอล (เหย้า)
แพ้มากที่สุด : นิวคาสเซิ่ล 2-0 เชลซี (เยือน)

อันดับในตารางคะแนน


อันดับ

ทีม ลงเล่น ชนะ เสมอ แพ้ ผลต่างประตู คะแนน
3 เชลซี 38 25 7 6 +44

82

ชุดแข่งขัน

2013-14

พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2014/15 คว้าแชมป์

ผู้จัดการทีม : โชเซ่ มูรินโญ่
ดาซัลโว : 20 ประตู ดิเอโก้ คอสต้า
ลงเล่นมากที่สุด : 38 นัด บรานิสลาฟ อิวาโนวิช, เอเด็น อาซาร์, จอห์น เทอร์รี่ 
ชนะมากที่สุด : สวอนซี 0-5 เชลซี (เยือน)
แพ้มากที่สุด : เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน 3-0 เชลซี (เยือน)

อันดับในตารางคะแนน


อันดับ

ทีม ลงเล่น ชนะ เสมอ แพ้ ผลต่างประตู คะแนน
1 เชลซี 38 26 9 3 +41


87

ชุดแข่งขัน

2014-15

พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2015/16

ผู้จัดการทีม : โชเซ่ มูรินโญ่, เอ็ดดี้ นิวตัน, สตีฟ ฮอนแลนด์, กุส ฮิดดิ้ง
ดาซัลโว : 12 ประตู ดิโอโก้ คอสต้า
ลงเล่นมากที่สุด : 37 นัด เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า, เชส ฟาเบรกัส
ชนะมากที่สุด : เชลซี 5-1 นิวคาสเซิล (เหย้า)
แพ้มากที่สุด : แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 3-0 เชลซี (เยือน)

อันดับในตารางคะแนน


อันดับ

ทีม ลงเล่น ชนะ เสมอ แพ้ ผลต่างประตู คะแนน
10 เชลซี 38 12 14 12 +6

50

ชุดแข่งขัน

2015-16

พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2016/17 คว้าแชมป์

ผู้จัดการทีม : อันโตนิโอ คอนเต้
ดาซัลโว : 20 ประตู ดิเอโก้ คอสต้า
ลงเล่นมากที่สุด : 38 นัด เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า
ชนะมากที่สุด : เชลซี 5-0 เอฟเวอร์ตัน (เหย้า)
แพ้มากที่สุด : อาร์เซนอล 3-0 เชลซี (เยือน)

อันดับในตารางคะแนน


อันดับ

ทีม ลงเล่น ชนะ เสมอ แพ้ ผลต่างประตู คะแนน
1 เชลซี 38 30 3 5 +52


93

ชุดแข่งขัน

2016-17

พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2017/18

ผู้จัดการทีม : อันโตนิโอ คอนเต้
ดาซัลโว : 12 ประตู เอเด็น อาซาร์
ลงเล่นมากที่สุด : 37 นัด เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า
ชนะมากที่สุด : เชลซี 5-0 สโต๊ก ซิตี้ (เหย้า)
แพ้มากที่สุด : วัตฟอร์ด 4-1 เชลซี (เยือน)

อันดับในตารางคะแนน


อันดับ

ทีม ลงเล่น ชนะ เสมอ แพ้ ผลต่างประตู คะแนน
5 เชลซี 38 21 7 10 +24

70

ชุดแข่งขัน

2017-18

พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2018/19

ผู้จัดการทีม : เมาริซิโอ ซาร์รี่
ดาซัลโว : 16 ประตู เอเด็น อาซาร์
ลงเล่นมากที่สุด : 38 นัด เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า
ชนะมากที่สุด : เชลซี 5-0 ฮัดเดอร์ฟิลด์ ทาวน์ (เหย้า)
แพ้มากที่สุด : แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 6-0 เชลซี (เยือน)

อันดับในตารางคะแนน


อันดับ

ทีม ลงเล่น ชนะ เสมอ แพ้ ผลต่างประตู คะแนน
3 เชลซี 38 21 9 8 +24

72

ชุดแข่งขัน

2018-19

พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2019/20

ผู้จัดการทีม : แฟรงค์ แลมพาร์ด
ดาซัลโว : 15 ประตู แทมมี่ อับราฮัม
ลงเล่นมากที่สุด : 37 นัด เมสัน เมาท์
ชนะมากที่สุด : เชลซี 4-0 เอฟเวอร์ตัน (เหย้า)
แพ้มากที่สุด : แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 4-0 เชลซี (เยือน)

อันดับในตารางคะแนน


อันดับ

ทีม ลงเล่น ชนะ เสมอ แพ้ ผลต่างประตู คะแนน
4 เชลซี 38 20 6 12 +15

66

ชุดแข่งขัน

2019-20


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ: chelsea-th.com
เว็บไซต์หลักของสโมสรเชลซี: chelseafc.com

 

รีซ-เจมส์

รีซ เจมส์ เมล็ดพันธุ์ที่สมบูรณ์จากอะคาเดมี่เชลซี

หากจะมองหานักเตะจากอะคาเดมี่ของเชลซี ที่มีผลงานเข้าตามากๆ และคงเส้นคงวามากที่สุด ก็คงหนีไม่พ้น รีซ เจมส์ แบ็คขวาจอมบุก ของ เชลซี ในยุคนี้อย่างแท้จริง


รีซ-เจมส์1

รีซ เจมส์ เข้าเป็นนักเตะเยาวชนอายุได้เพียงแค่ 7 ขวบ  ลงฝึกซ้อมที่ค็อบแฮม  ครั้งแรกนั้น ตัวเขาลงเล่นในฐานะสไตรค์เกอร์ ก่อนจะขยับลงไปเล่นมิดฟิลด์ อาจสลับไปเล่นมิดฟิลด์บ้างแล้วแต่โอกาสที่ได้รับ เจมส์เป็นนักเตะที่ถนัดเท้าขวา ฤดูกาลที่ผ่านมา เขาลงให้ทีมเยาวชนในฤดูกาล 2015/16 และกลายเป็นหนึ่งในสมาชิกทีมชุดคว้าสามแชมป์ให้กับรุ่น U18 ในปีต่อมา

ปราการหลังวัย 20 ปี ในฤดูกาลนี้ แจ้งเกิดเต็มตัวหลังได้โอกาสจากกุนซือ แฟร้งค์ แลมพาร์ด ที่เชื่อมั่นนักเตะเยาวชนสโมสรอย่างเต็มที่ และไม่เพียงแค่รีซ เจมส์ ยังมีรายอื่นๆ ที่ได้ลงเล่น แถมยังทำผลงานได้ดีแบบสุดๆ

ไอดอลของเขาในวัยเด็กนั้น หนีไม่พ้น ตำนานของทีม นั่นก็คือ ดิดิเยร์ ดร็อกบา,จอร์น เทอร์รี่,แฟร้ง แลมพาร์ด สาตุก็เพราะ ทั้ง 3 คนนี้นั้น มีภาวะของความเป็นผู้นำสูง แลพกระหายต่อชัยชนะอย่างแท้จริง ก็ไม่แปลกที่ไอดอลของเขา จะคว้าโทรฟี่มาครองให้แก่สโมสรมากมาย

ตัว รีส เจมส์ ก็พยายามที่จะเอาแบบอย่างรุ่นพี่มาเป็นแนวทางในการเป็นนักเตะอาชีพ ทั้งเรื่องแท็คติกเล็กน้อย เช่นการยืนตำแหน่งที่ดี ตรงไหนที่ควรจะเคลื่อนไปรับบอล นั่นคือสิ่งเล็กน้อย แต่มีความสำคัญแบบมหาศาล

ตัวของรีส เจมส์ หลายๆฝ่าย หรือแม้กระทั่งแฟนสิงห์บลู หมายมั่นปั้นมือ ว่าจะเป็นตัวแทนของ เซซาร์ อัซปิลิกวยก้า ในระยะยาว หลังลงสนามให้ทัพสิงห์บลูส์ไปแล้ว 18 นัดในทุกรายการทำได้ 2 ประตูกับ 2 แอสซิสต์

ฤดูกาลที่แล้วเขา ถูกปล่อยยืมตัวไป ให้กับทางวีแกน กลับทำผลงานได้ดีแบบสุดๆและทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม จนมีหลายทีมที่สนใจจะคว้าตัวเขาไปใช้งานต่อ

ก่อนที่กุนซือของทีมอย่าง แลมพาร์ด จะเลือกรั้งตัวเขาไว้ และนักเตะเองก็ตอบแทนความไว้ใจด้วยผลงานอันยอดเยี่ยม แถมยังยิงประตูสำคัญๆ ได้อีกเช่น โดยเฉพาะลูกยิงตีเสมออาแจ็ก อัสเตอร์ดัม 4-4 ในรอบแบ่งกลุ่มแชมเปี้ยนลีกที่ผ่าน

สไตล์การเล่นของเจมส์ ไม่ได้หากันง่ายๆ เพราะด้วยมีรูปร่างที่บึกบึน พละกำลังเหลือหลาย เต็มเกมได้ไม่มีหมด ทีเด็ดอยู่ตรงที่การเปิดบอล

เจมส์เป็นแบ็คที่เปิดบอลได้อย่างครีเอทสุดๆ ไม่ได้หวังแค่ให้ลูกพุ่งออกไปเพื่อผ่านๆ แต่ทุกลูกที่เปิด และวิธีของลูก บอลโค้งเข้าหาเป้าหมาย เน้นประสิทธิภาพมากๆ

ทุกคนก็รู้ว่า หลังจากที่หมดยุค เปาโล แฟร์เรร่า  ส่งไม้ต่อมาที่ยุคของ โช่เซ่ โบซิงวา มาสุดที่กัปตันทีมอย่าง เซซาร์ อัซปิลิกวยก้า ที่ใกล้มาถึงช่วงปลายของการค้าแข้ง รีซ เจมส์ ก็เข้ามารอเสียบแทนรุ่นพี่

ซึ่งถือเป็นผลดีอย่างยิ่ง ที่เชลซีโดนแบนห้ามซื้อขายในตลาดที่ผ่านมา และแลมพาร์ด ชอบให้โอกาสดาวรุ่งอีก อาจเพราะเข้าใจเพราะตัวเองก็เคยผ่านจุดนั้นมา ทำให้ปล่อยโอกาสให้ดาวรุ่งได้โชว์กันอย่างเต็มที่

บทความที่เกี่ยวข้อง : ภารกิจพิชิต ติโม แวร์เนอร์

รีซ-เจมส์2

เชื่อหรือไม่ว่า รีซ เจมส์นั้น ได้แชมป์โลกกับทีมชาติอังกฤษในรุ่นยู 20 ซึ่งเป็นครั้งที่ได้แชมป์โลกของอังกฤษรุ่นเด็ก นี้คือเครื่องหมายการันตีแล้วว่า รีซ เจมส์ สามารถไปได้ไกลกว่านี้แน่นอนในอนาคต

ด้วยผลงานกับสโมสร ที่พุ่งสุดขีด ล่าสุด เจ้าตัวตกลงเซ็นสัญญากับสโสรยาวไปจนถึงปี 2025 การันตีอยู่กับในระยะยาว ได้ยินแบบนี้แฟนสิงห์บลูก็ชื่นใจขึ้นมาอีก

ปัจจุบันรีซ เจมส์ได้ต่อสัญญาฉบับใหม่กับทีมไปจนถึงปี 2025 จากผลงานที่เข้าตา และเป็นอีกหนึ่งนักเตะที่แลมพาร์ดนั้น ชื่นชอบเป็นที่สุด ทำให้ในฤดูกาลหน้า เขาจะได้ลงช่วยทีมแบบเต็มตัว

ฟอร์มการเล่นของเจ้าตัวที่ดีวันดีคืน แม้จะมีความผิดพลาดให้เห็นอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้แย่หรือบ่อยจนรับไม่ได้ ด้วยวัยเพียงเท่านี้หากเทียบกับผลงานของเจ้าตัวในตอนนี้ถือว่ายังดีกว่านักเตะที่อยู่ในรุ่นราวคราวเดียวอีกหลายคน

ตำนานแบ็คขวาของสิงห์บลูอย่าง เปลโล แฟรร์เรร่า ได้ออกมายอมรับว่าตนได้ประเมินค่าความสามารถของรีซ เจมส์ ต่ำเกินไป ไม่เคยมองว่ารีซ เจมส์ จะสามารถพัฒนาตัวเองให้กลายเป็นตัวหลักของทีมได้สุดท้าย เปาโล แฟรร์เรร่า ก็ต้องออกมาขอโทษเป็นการใหญ่ เพราะว่ารีซ เจมส์ แสดงให้เห็นถึงคุณภาพที่ล้นเหลือ จนหลายๆทีมนั้น อยากได้ตัวไปร่วมทีม

แม้ว่าจะเป็นช่วงเริ่มต้นที่ดีของอาชีพนักเตะ แต่รีซ เจมส์ ยังไม่หยุดแค่นี้ เขายังคงมุ่งมั่นมากๆ ทังในการซ้อม และลงทำการแข่งขัน นั้นคือเครื่องหมายที่ดีของนักเตะอาชีพที่มีคุณภาพ

สุดท้ายนี้ ชะตาชีวิต อยู่ในกำมือของรีซ เจมส์แล้วว่า จะสามารถยืนระยะภายใต้การแข่งขันที่คับแก้วขนาดนี้ได้สักเพียงไร การปะทะ ที่ดุดัน บวกกับกองหลังขาโหดในพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ย่อมไม่มีอ่อนข้อให้ จึงมีโอกาสบาดเจ็บได้

รีซ-เจมส์3

แต่เชื่อว่ายังไงเพชรก็ยังเป็นเพชรอยู่วันยังค่ำ รอวันเจียรไนให้แสงเปล่งประกาย ทั้งนี้อยู่ผู้ที่ปลุกปั้นอย่างแฟรงค์ แลมพาร์ด จะดันรุ่นน้องของทีมคนนี้ ไปสู่นักเตะระดับโลกได้อย่างไร บรรไดก้าวสู่ความสำเร็จจะไปถึงได้ จะต้องมีคนคอยชี้ทาง และเมื่อถึงวันนั้น ไม่ใช่แค่รีซ เจมส์ จะมีความสุข แต่จะเป็นแฟนสิงห์บลูทุกคนจะมีความสุขและยินไปด้วยเช่นกัน


อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่ : chelsea-th.com
เว็บไซต์หลักของสโมสร : chelseafc.com

แชมป์ยุโรป ของเชลซี

แชมป์ยุโรป 6 สมัยของเชลซี จุดสูงสุดในยุโรปที่สิงห์บลูส์เคยสัมผัส

เชลซี กับการคว้า แชมป์ยุโรป

นอกเหนือจากความสำเร็จที่สิงโตน้ำเงินครามทำได้ในระดับประเทศทั้งแชมป์ลีกหรือบอลถ้วยรายการต่างๆ พวกเขายังเคยคว้า แชมป์ยุโรป มาแล้วถึง 6 ครั้ง มาย้อนเวลากันว่ามีแชมป์ยุโรปรายการใดบ้างที่เชลซีเคยคว้ามาครอบครองเอาไว้ได้ เรื่องราวระหว่างทางก่อนที่พวกเขาจะได้ไปยืนที่จุดสูงสุดในตอนท้ายนั้นเป็นอย่างไรบ้าง เราลองย้อนไปดูกัน

บทความที่เกี่ยวข้อง : แชมป์พรีเมียร์ลีก 6 สมัยของ เชลซี

แชมป์ยูฟ่า คัพ วินเนอร์ส คัพ ฤดูกาล1970/71

CFC-CWC

ประเดิมด้วยถ้วยยุโรปครั้งแรกของประวัติศาสตร์สโมสรอย่าง ยูฟ่า คัพ วินเนอร์ คัพ เมื่อฤดูกาล 1970/71 โดยคู่แข่งในรอบชิงคือ เรอัล มาดริด ทีมแกร่งแห่งสเปน

แต่ก่อนที่จะไปถึงรอบชิงชนะเลิศ พวกเขาต้องเจอกับทีมใดบ้างและเอาชนะได้อย่างไรมาย้อนดูกัน

คู่แข่งทีมแรกที่โคจรมาเจอกับเชลซีนั่นก็คืออาริส ซาโลนิกาจากกรีซ แต่ก็ไม่ใช่งานยากเท่าไหร่สำหรับเชลซีเมื่อพวกเขาเอาชนะทีมจากกรีซไปได้สบายๆ ด้วยสกอร์รวม 2 นัด 6-2

รอบต่อมาเดฟ เซ็กซ์ตันและลูกทีมต้องเจอกับยอดทีมจากแดนหมีขาวอย่างซีเอสเคเอ มอสโค แม้จะเป็นคู่แข่งที่เอาชนะได้ยากแต่เชลซีก็สามารถเอาชนะแล้วผ่านเข้ารอบไปด้วยสกอร์รวม 1-0

มาถึงรอบแปดทีมสุดท้ายเชลซีต้องมาเจอกับบรูกส์ จากเบลเยี่ยมซึ่งแฟนเชลซีต้องคิดหนักหลังสิงห์บลูบุกไปแพ้มาในเกมแรก 2-0

แต่การได้กลับมาเล่นที่สแตมฟอร์ด บริดจ์สร้างความได้เปรียมมหาศาลกับทีม เสียงเชียร์จากแฟนที่เข้ามาชมเกมในวันนั้นอย่างล้มหลามช่วยกระตุ้นให้แข่งสิงห์เล่นกันได้อย่างยอดเยี่ยมโดยได้ประตูออกนำตั้งแต่ต้นเกม

ต่อมาปีเตอร์ ออสกูดก็มายิงประตูให้เชลซีขึ้นนำ 2-0 และจบ 90 นาทีด้วยสกอร์นั้น ทำให้ต้องต่อเวลาพิเศษ

ช่วยต่อเวลาพิเศษนั้นเองปีเตอร์ ออสกูดมายิงเพิ่มอีกประตูและได้ทอมมี่ บาลด์วินมายิงประตูตอกฝาโลงให้เชลซีถล่มไป 4-0 ผ่านเข้าสู่รอบต่อไปได้สำเร็จ

คู่แข่งในรอบรองชนะเลิศเป็นทีมจากอังกฤษด้วยกันอย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ดดยนัดแรกเล่นที่สแตมฟอร์ด บริดจ์และเป็นเจ้าถิ่นอย่างเชลซีเฉือนเอาชนะไปได้ 1-0

นัดต่อมาเชลซีต้องเล่นเป็นทีมเยือนบ้างแต่ก็สามารถเอาชนะไปได้ 1-0 และผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะลิศด้วยสกอร์รวม 2-0

แข้งสิงห์บลูจารึกประวัติศาสตร์สโมสรด้วยการคว้าแชมป์ในระดับทวีปมาครองได้สำเร็จเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ก่อตั้งสโมสรซึ่งเป็นความสำเร็จที่น่าจดจำสำหรับสาวกเชลซีเช่นเดียวกัน

แชมป์ยูฟ่า คัพ วินเนอร์ส คัพ ฤดูกาล 1997/98

CFC-USC

แชมป์ยุโรปสมัยที่สองของเชลซีนั่นก็คือการคว้าแชมป์ยูฟ่า คัพ วินเนอร์ คัพสมัยที่สองเช่นเดียวกัน ซึ่งการความแชมป์ครั้งนี้ห่างกับครั้งแรกเกือบ 30 ปี เลยทีเดียว

เชลซีในยุคนี้มีนักเตะระดับยอดอยู่ในทีมบวกกับฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยมโดยมีจิอัลลูก้า วิอัลลี่เป็นผู้จัดการทีมทำให้เชลซีเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นในหมู่แฟนบอลมากขึ้น

สิงโตน้ำเงินครามเริ่มต้นรายการนี้ในช่วงเดือนกันยายนด้วยการถล่มสโลวาน บราติสลาวาขาดลอย 4-0 โดยแดนนี่ แกรนวิลล์สามารถพังประตูแรกในสแตมฟอร์ด บริดจ์ได้สำเร็จในเกมนี้

รอบต่อมาเชลซียังคงโชว์ฟอร์มได้อย่างแข็งแกร่งด้วยการถล่มทรอมโซ่จากนอร์เวย์ไปด้วยสกอร์รวมสองนัดถึง 10-3

มาถึงรอบก่อนรองชนะเลิศ โดยคู่แข่งในรอบนี้คู่เรอัล เบติส ทีมแกร่งจากสเปน พลพรรคสิงห์บลูบุกไปแพ้มาก่อนในเกมแรก 2-1 แต่สามารถกลับมาเอาชนะได้ที่บ้านด้วยสกอร์ 3-1 ทำให้ทีมเข้ารอบต่อไปได้สำเร็จ

แข้งเชลซีกรุยทางมาจนถึงรอบรองชนะเลิศโดยมีคู่แข่งคือสโมสรจากสเปนทีมที่สองที่เชลซีต้องดวลในรายการนี้อย่าง วิเซนซ่า

เป็นอีกครั้งที่พวกเขาต้องบุกไปแพ้ที่สเปนมาก่อนในนัดแรก 1-0 และสถานการณ์ก็ย่ำแย่ขึ้นไปอีกเมื่อกลับมาเล่นที่สแตมฟอร์ด บริดจ์แล้วต้องตามหลังเพิ่มอีก 1 สกอร์เมื่อจบครึ่งแรก

อย่างไรก็ตามลูกทีมของวิอัลลี่ยังไม่ยอมแพ้ง่ายๆ กุสตาโว่ โปเยต์ยิงประตูให้ทีมไล่มาเป็น 1-2 จากผลรวมของประตูทั้งหมด ยังไม่จบเพียงแค่นั้นเชลซีมายิงประตูตีเสมอได้สำเร็จจากจานฟรังโก้ โซล่าทำให้สกอร์รวมตอนนี้เป็น 2-2 แต่ยังไม่ดีพอที่เชลซีจะเข้ารอบชิงชนะเลิศ

ความใจสู้ของแข้งเชลซีส่งผลกระทบที่ยอดเยี่ยมกับทีมได้สำเร็จจนในที่สุดมาร์ค ฮิวจ์สมารับบทฮีโร่ในช่วงท้ายเกมด้วยการซัดประตูชัยด้วยเท้าซ้ายส่งเชลซีเข้าชิงกับสตุ๊ตการ์ตได้สำเร็จ

รูปเกมในรอบชิงเป็นไปแบบสูสีทั้งสองทีมเสมอกันจนในนาทีที่ 69 การลงสนามมาของโซล่าที่ในฤดูกาลนี้ต้องพบกับอาการบาดเจ็บอยู่บ่อยครั้ง และเขารับบทซูเปอร์ซัพยิงประตูขึ้นนำให้ทีมได้ทันทีหลังลงสนามมาเพียงแค่ 20 วินาทีเท่านั้น

ในช่วงท้ายเกมแดน เปเตรสคูมาโดนใบแดงแต่ประตูเดียวก็เพียยงพอให้เชลซีจะคว้าแชมป์ยุโรปครั้งที่ 2 มาครองได้สำเร็จ

การคว้าแชมป์ครั้งนี้ของเชลซีนับเป็นแชมป์รายการที่สามของพวกเขาในรอบ 12 เดือนเลยทีเดียว แม้พวกเขายกระดับขึ้นมาเยอะจนกลายเป็นทีมที่ยอดเยี่ยมแต่ก็ยังไม่ใช่ที่อยู่ในระดับท็อปเหมือนดังในปัจจุบัน

แชมป์ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ ปี 1998

CFC-USC1

ยูฟ่า ซุปเปอร์ คัพคือการนำผู้ชนะจาก ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนลีกมาปะทะกับแชมป์ยูฟ่า คัพ วินเนอร์ คัพ โดยเชลซีที่พึ่งได้แชมป์ถ้วยใบรองของยุโรปมาต้องโคจรมาพบกับแชมป์ถ้วยใบใหญ่ของยุโรปอย่างเรอัล มาดริดที่เอาชนะยูวนตุสมาได้ในรอบชิง UCL

เชลซีอาจดูเป็นรองเล็กน้อยหากพูดถึงระดับของทีม แต่หากลองไล่ดูรายชื่อผู้เล่นแล้วเรียกได้ว่าเชลซีก้ไม่ได้เป็นราชันชุดขาวมากมายนักแม้ มาดริด จะเต็มผู้เล่นระดับซูเปอร์สตาร์แต่สิงห์บลูเองก็มีผู้เล่นระดับยอดอยู่ในทีมเช่นเดียวกัน

ทั้งสองทีมเล่นกันได้อย่างสูสีและมีโอกาสลุ้นประตูหลายครั้งแต่ก็ไม่สามารถทำอะไรกันได้

จนมาถึงนาทีที่ 82 ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเกมนี้ วิอัลลี่ ได้เปลี่ยนตัว โปเยต์ลงสนามมาและเขาก็ไม่ทำให้แฟนเชลซีต้องผิดหวังเมื่อโปเยต์สามารถพังประตูให้เชลซีออกนำได้สำเร็จ และนี่เป็นเพียงประตูเดียวที่เกิดขึ้นในเกมนี้ ส่งเชลซีให้กลายเป็นผู้ชนะ และได้ชูด้วย ซุปเปอร์ คัพในท้ายที่สุด

เรียกได้ว่านี่คือหนึ่งในยุคที่ยอดเยี่ยมของแข้งสิงห์บลูยุคหนึ่งเลยทีเดียวพวกเขาคว้าแชมป์ได้มากมายในช่วงระยะเวลสั้นๆ นักเตะหลายคนถูกจารึกให้เป็นตำนานของสโมสรหลังจากโชว์ให้เห็นถึงความสามารถที่ยอดเยี่ยม

แชมป์ยูฟ่า แชมป์เปี้ยน ลีก ฤดูกาล 2011/12

CFC-UCL

หนึ่งในความฝันสูงสุดของการเข้ามาเทคโอเวอร์สโมสรของเสี่ยหมีนั่นก็คือการได้ชูถ้วย ยูฟ่า แชมป์เปี้ยน ลีก แม้ว่าจะใช้เวลาอยู่หลายฤดูกาลก็ตาม แต่แข้งเชลซีก็สามารถสานฝันของอบราโมวิชให้เป็นจริงได้สำเร็จเมื่อปี 2012 ที่ผ่านมา

จริงๆแล้วเมื่อปี 2009 เชลซีเกือบทำได้สำเร็จมาแล้วครั้งหนึ่ง โดยในปีนั้นคู่แข่งในนัดชิงชนะเลิศของเชลซี คือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่ก็แพ้จุดโทษไป

ผ่านไป 3 ปีเชลซีได้เล่นในรายการนี้อีกครั้งและสามารถผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมได้แบบไม่มีปัญหาแม้ว่าในช่วงนั้นทีมจะดูมีปัญหาภายในพอสมควร ฟอร์มการเล่นก็ไม่คงเส้นคงวาแต่แข้งสิงห์บลูก็ฝ่าฟันและเข้ารอบมาได้

คู่ต่อสู้ในรอบ 16 ทีมคือนาโปลี ยักษ์ใหญ่จากอิตาลี ซึ่งทำให้แฟนบอลเชลซีเกือบหมดหวังที่จะเข้ารอบไปแล้วเพราะการบุกแพ้ในนัดแรกที่ไปเยือนถิ่น ซาน เปาโล 3-1

เชลซีสร้างปาฎิหารย์ครั้งแรกได้สำเร็จด้วยการพลิกกลับมาเอาชนะนาโปลีที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ 4-1 ทั้งๆที่พึ่งปลดผู้จัดการทีมไปหลังจากที่แพ้มาในนัดแรกแล้วแต่งตั้งผู้ช่วยในขณะนั้นนั่นก็คือ โรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ หนึ่งในตำนานของสโมสร

รอบ 8 ทีมสุดท้ายเชลซีต้องเจอกับเบนฟิกาและสามารถเอาชนะได้ไม่ยากผ่านเข้าสู่รอบรรองชนะเลิศไปพบกับคู่ปรับเก่าอย่างบาร์เซโลน่า

ก่อนแข่งเชลซีถูกมองว่าจะแพ้บาร์เซโลน่าแบบขาดลอยเพราะบาร์ซ่าในยุคนั้นอยู่ในช่วงที่สุดยอดและเป็นทีมที่ไร้เทียมทานตรงข้ามกับเชลซี

แต่สิงห์บลูก็แสดงให้แฟนบอลได้เห็นว่าพวกเขาเองก้ไม่ได้ด้อยไปกว่าทีมไหนๆ ด้วยการเอาชนะได้ในนัดแรกที่เล่นในบ้านด้วยสกอร์ 1-0

ถึงจะชนะมาแต่ว่าอย่างไรก็ตามทั้งสื่อและแฟนบอลต่างมองว่าถึงอย่างไรเชลซีก็ต้องโดนบาร์ซ่าตบคืนในนัดที่สองได้อย่างสบายๆ และเมื่อเริ่มการแข่งขันทุกอย่างเหมือนจะเป็นแบบนั้นจริงๆ

บาร์ซ่าบุกใส่เชลซีเป็นพายุมีโอกาสยิงประตูได้หลายครั้งและสามารถยิงประตูได้ถึงสองลูกกลับมาคุมความได้เปรียบไว้ได้ทั้งหมด

สถานการณ์ของทีมเยือนยิ่งเลวร้ายไปอีกเมื่อเทอร์รี่กัปตันทีมไปเล่นนอกเกมใส่อลเกซิส ซานเชสทำให้โดนใบแดงไล่ออกไป เชลซีตกเป็นรองทั้งผลการแข่งขันละตัวผู้เล่น

แต่แล้วเชลซีก็มาสร้างเซอร์ไพรส์ได้อีกครั้งเมื่อรามิเรสมายิงประตูสุดสวยทำให้เชลซีตีไข่แตกและกลับมาเป็นฝ่ายได้เปรียบอีกครั้งจากการยิงประตูทีมเยือน

กลับมาเล่นในครึ่งหลังเจ้าบุญทุ่มยังเดินหน้าบุกอย่างต่อเนื่องแต่เชลซีลงไปเล่นเกมรับแบบเต็มอัตราทำให้ไม่สามารถเจาะประตูได้ แม้จะได้จุดโทษแต่เมสซี่ก็ยังยิงพลาดอีก เหมือนเทพีแห่งโชคจะยืนข้างเชลซีจริงๆ

เข้าสู่ช่วงท้ายเกมบาซ่าบุกอย่างหนักหวังทำประตูเพิ่มให้ได้แต่สุดท้ายโดนแอชลีย์ โคลเตะสวนตูมเดียวบอลลอยดดยมาตกที่ตอร์เรสตรงกลางสนามและทำให้ เอล นินโญ่หลุดเดียวทันทีเพราะกองหลังบาซ่าเติมเกมบุกขึ้นไปหมด

ตอร์เรส ลากบอลมาถึงหน้าประตูก่อนแตะหนีวัลเดสและยิงประตูตอกฝาโรงส่งเชลซีเข้าชิงได้สำเร็จ โดยลูกยิงในวันนั้นของตอร์เรสทำให้ค่าตัว 50 ล้านปอนด์กลายเป็นความคุ้มค่าขึ้นมาทันที

เชลซีเข้ารอบชิงไปพบกับเสือใต้ โดยสนามที่ใช้แข่งนัดชิงคือ อัลลิอันซ์ อารีน่าหรือบ้านของบาเยิร์นนั่นเอง

เป็นอีกครั้งที่เชลซีต้องตกเป็นรองและทุกอย่างก็เหมือนกับตอนที่เจอบาซ่าไม่มีผิด

เชลซีตกเป็นรองทุกอย่างรูปเกมสู้ไม่ได้เลยแม้แต่น้อยแฟนเชลซีแทบหมดหวังและยังโดนยิงประตูช่วงท้ายเกมอีก

แต่แล้วปาฎิหาริย์ก็เกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อดร็อกบามาโหม่งตีเสมอในช่วงท้ายเกมและทำให้ต้องต่อเวลาพิเศษ ออกไป เชลซีมีโอกาสแต่น้อยมากและยังดดนจุดโทษอีกแต่สุดท้ายร็อบเบนยิงไม่เข้า

เกมนี้ต้องตัดสินด้วยการยิงจุดโทษอีกครั้ง ก่อนสุดท้ายเชลซีที่เป็นรองมาตลอดกลับสร้างประวัติศาสตร์เอาชนะและคว้าแชมป์ใบใหญ่ของยุโรปมาครองเป็นสมัยแรกได้สำเร็จ

เรื่องราวการแข่งขันตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่มไปจนถึงรอบชิงของเชลซีมีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้น จึงไม่แปลกที่ทุกวันนี้การคว้าแชมป์ของเชลซีในวันนั้นยังเป็นสิ่งที่สาวกเชลซียังคงพูดถึงมันทั้งที่ผ่านมานานแล้วก็ตาม

แชมป์ยูฟ่า ยูโรป้า ลีก ฤดูกาล 2012/13

CFC-UEL

1 ปีให้หลังๆ จากที่เชลซีคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมป์เปี้ยน ลีกมาครองได้ ฤดูกาลต่อมาเชลซีต้องร่วงลงมาเล่นยูโรป้าลีกหลังจากที่ทำได้เพียงจบอันดับที่ 3 ของกลุ่มจากการแข่งขันรอบแบ่งกลุ่ม UCL ฤดูกาลนั้น

คู่แข่งทีมแรกของเชลซีในรายการนี้คือสปาร์ตา ปรากแต่ก็ไม่ใช่งานยากเท่าไหร่นักพวกเขาเอาชนะมาด้วยสกอร์รวม 2-1 ผ่านเข้ารอบไปพบกับ สเตอัว บูคาเรสต์จากโรมาเนียและเอาชนะมาได้ด้วยสกอร์รวม 3-2

รูบิน คาซานคือทีมที่เชลซีต้องเจอในรอบ 8 ทีมสุดท้าย โดยการแข่งขันทั้งสองเกมมีการยิงประตูเกิดขึ้นมากมายก่อนสุดท้ายจะเป็นเชลซีที่ผ่านเข้าสู่รอบต่อไปได้สำเร็จด้วยสกอร์รวม 5-4

มาถึงรอบรองชนะเลิศเชลซีต้องพบกับเอฟซี บาเซิ่ลที่นำทัพโดยโมฮัมเหม็ด ซาลาห์แต่เชลซียังคงแข็งแกร่บุกไปเอาชนะถึงสวิตเซอร์แลนด์ด้วยสกอร์ 2-1

กลับมาเล่นที่สแตมป์ฟอร์ด บริดจ์ ซาลาห์เริ่มแผลงฤทธิ์ยิงประตูใส่เชลซีได้สำเร็จ แต่สุดท้ายสิงห์บลูยังคงยอดเยี่ยมกว่าและพลิกกลับมาเอาชนะไปได้ในท้ายที่สุดด้วยสกอร์ 3-1 สิงโตน้ำเงินครามผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิสได้สำเร็จ

เชลซีต้องโคจรมาเจอกับเบนฟิก้าอีกครั้ง หลังจากที่เชลซีเขี่ยเหยี่ยวลิสบอนตกรอบแปดทีมสุดท้ายในศึกยูฟ่า แชมป์เปี้ยน ลีกฤดูกาลก่อน

ยอดทีมจากโปรตุเกสหวังจะเอาคืนในนัดนี้แต่สุดท้ายเป็นเชลซีมาได้ประตูออกนำไปก่อนจากตอร์เรสที่ยิงประตูที่ 6 ในรายการนี้ได้สำเร็จ

เบนฟิก้าครองเกมได้เหนือกว่าจนมาได้จุดโทษและยิงประตูตีเสมอได้สำเร็จจากออสการ์ คาร์โดโซ่ เกมทำท่าว่าจะต้องต่อเวลาพิเศษแต่ในช่วงท้ายเกมเป็นอิวาโนวิชที่ขึ้นมาโหม่งประตูจากลูกเตะมุมส่งให้เชลซีเป็นแชมป์ได้ในที่สุด

เชลซีสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการคว้าแชมป์รายการยุโรปทั้งถ้วยใบเล็กและใบใหญ่ได้สองฤดูกาลติดต่อกัน แม้ในช่วงต้นฤดูกาลจะมีฟอร์มการเล่นที่ไม่ดีนักจนทำให้ดิ มัตเตโอโดนปลดไปก่อนจะได้ราฟาเอล เบนนิเตซเข้ามารับช่วงต่อและพาทีมคว้าแชมป์ได้ในท้ายที่สุด

แชมป์ยูฟ่า ยูโรป้า ลีก ฤดูกาล 2018/19

CFC-UEL1

จากฟอร์มการเล่นที่ไม่ค่อยดีเมื่อฤดูกาลก่อนนักทำให้เชลซีต้องมาเล่นในศึกยูโรป้า ลีกฤดูกาล 2018/19

เมาริซิโอ ซาร์รี่คือกุนซือคนปัจจุบันของทีมที่เข้ามาแทนที่คอนเต้ที่ถูกกปลดออกไปหลังจากจบฤดูกาล 2017/18

เชลซีมีฟอร์การเล่นที่ขึ้นๆ ลงๆ ในลีกฤดูกาลนั้นแต่สุดท้ายพวกเขาก็สามารถจบเป็นอันดับที่ 3 ของลีกได้

ฟอร์มการเล่นในยูโรป้า ลีกของเชลซีค่อนข้างยอดเยี่ยมด้วยคุณภาพของทีมที่ค่อนข้างเหนือกว่าคู่แข่งหลายๆ ทีมทำให้พวกเขาเข้ารอบชิงชนะเลิศที่บากูโดยพบกับอาร์เซนอลได้สำเร็จ

ก่อนการแข่งขันเชลซีถูกมองว่าเป็นทีมรองบ่อนเนื่องจากปัญหาภายในของทีมแต่หลังจากสิ้นเสียงนกหวีดเริ่มเกมหลายๆ อย่างกลับไม่เป็นอย่างที่แฟนบอลหลายคนคาด

ทั้งสองทีมสู้กันอย่างสนุกสูสีก่อนจบครึ่งแรกด้วยการเสมอกัน 0-0

เกมในครึ่งหลังเหมือนหนังคนละม้วนเป็นเชลซีที่เดินหน้าบุกและสร้างสรรค์โอกาสในการทำประตูได้หลายครั้งและยิงได้ ถึง 4 ประตูรวดจาการยิงของ

ชิรูด์ ที่เป็นการยิงอดีตต้นสังกัดเก่าของเขาและอีกสามประตูจาก เปโดร และอาซาร์ที่เหมาคนเดียว 2 ประตูในเกมวันนั้น

อาร์เซนอลมาได้ประตูตีไข่แตกได้ในช่วงท้ายเกมแต่ก็ไม่ทันแล้วเป็นเชลซีที่เอาชนะไปได้ 4-1 คว้าแชมป์มาครองได้อีกครั้ง ส่วนอาซาร์ได้แมนออฟเดอะแมตซ์ในเกมวันนั้นมาครอง

เกือบจะเป็นอีกหนึ่งฤดูกาลที่ต้องมือเปล่า เพราะทีมค่อนข้างมีปัญหาและอุปสรรคมากมายแต่สุดท้ายซาร์รี่ก็สามารถพาทีมประสบความสำเร็จได้ในที่สุด

ทั้งหมดนี้คือความสำเร็จของเชลซีในระยุโรปเรื่องราวมากมายที่ต้องพบเจอ อุปสรรคและปัญหาที่พวกเขาต้องฝ่าฟันคืออีกหนึ่งความทรงจำที่น่าภาคภูมิใจของสโมสรและสาวกเชลซีทั่วโลก


อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่ : chelsea-th.com
เว็บไซต์หลักของสโมสร : chelseafc.com

ประวัติทีมเชลซี

ประวัติทีมเชลซี สิงโตน้ำเงินครามยอดทีมแห่งกรุงลอนดอน

ประวัติทีมเชลซี สิงโตน้ำเงินครามแห่งลอนดอน

ประวัติทีมเชลซี
Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter
Share on linkedin
LinkedIn

ยอดทีมชื่อดังแห่งเกาะอังกฤษ คือหนึ่งในทีมที่ดีที่สุดใน พรีเมียร์ลีก และวงการลูกหนังยุคปัจจุบันไปแล้ว มาย้อนดู ประวัติทีมเชลซี ว่าพวกเขามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร

ประวัติความเป็นมาทีมเชลซี

โรมัน อบราโมวิช เจ้าของทีม เชลซี

นับตั้งแต่ ‘เสี่ยหมี’ หรือ ‘โรมัน อบราโมวิช’ มหาเศรษฐีชาวรัสเซียตัดสินใจเทคโอเวอร์สโมสร นี่คือการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญและยิ่งใหญ่ที่สุดของทีมเลยก็ว่าได้เพราะการเข้ามาของชายผู้นี้ส่งผลให้เชลซีก้าวขึ้นมาครองความยิ่งใหญ่ของวงการลูกหนังได้สำเร็จ มาย้อนดู ประวัติทีมเชลซีกัน

ในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ‘สิงโตน้ำเงินคราม’ เดินหน้าคว้าแชมป์รายการใหญ่ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง ไล่ตั้งแต่แชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษอย่าง ‘พรีเมียร์ลีก’ ไปจนถึงแชมป์ระดับทวีปยุโรปอย่าง ‘ยูฟ่า แชมป์เปี้ยน ลีก’ ที่พวกเขาคว้ามาครองเป็นครั้งแรกของสโมสรได้สำเร็จเมื่อปี 2012 นั่นเอง

แม้ว่าจะถูกครหาจากแฟนบอลทีมอื่นๆ ว่า ‘ใช้เงินซื้อความสำเร็จ’ แต่ก็ปฎิเสธไม่ได้ว่านี่คือหนึ่งใน ‘ทีมที่ดีที่สุดในโลก’ ของวงการลูกหนังยุคปัจจุบัน ความสำเร็จมากมายของทีมก็ส่งผลให้ฐานแฟนบอลของทีมเพิ่มมากขึ้นและกลายเป็นทีมที่มีแฟนบอลมากที่สุดทีมหนึ่งของโลกเลยทีเดียว

แน่นอนว่าเชลซีคือทีมที่ประสบความสำเร็จสูงสุดเหนือทุกทีมในลอนดอนจนแฟนบอลของทีมได้แต่งวลีที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของทีมไปแล้วว่า ‘Pride of London’ ที่มีความหมายว่าความภูมิใจของลอนดอนนั่นเอง แต่กว่าที่พวกเขาจะฝ่าฟันมาจนถึงจุดนี้ได้ พวกเขามีจุดเริ่มต้นและความเป็นมาอย่างไร บทความนี้จะทำให้ ‘สาวกเชลซี’ ชาวไทยได้รู้จักสโมสรแห่งนี้มากยิ่งขึ้น

การก่อตั้งสโมสร

ผับ เดอะ ไรซ์ซิ่ง ซัน ที่ในปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น เดอะบุชเชอร์สฮุก

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 10 มีนาคม ค.ศ. 1905 หรือปี พ.ศ. 2448 ณ. ห้องชั้นบนของผับเล็กๆ แห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงลอนดอน เมืองหลวงของประเทศอังกฤษ ซึ่งผับแห่งนี้มีชื่อว่า ‘เดอะ ไรซ์ซิ่ง ซัน’

ผับแห่งนี้ตั้งอยู่ตรงข้ามถนนฟูแล่ม สถานที่แห่งนี้ได้ถูกจารึกเอาไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ของสโมสรว่าคือที่ๆ เป็นจุดเริ่มต้นของการก่อตั้งของสโมสรฟุตบอลเชลซีอย่างแท้จริง

เหล่าบรรดาผู้ก่อตั้งที่อยู่ในวันนั้นได้แก่ เศรษฐีเจ้าของเฮนรีออกัสตัส ‘กุส เมียร์ส’ และ ‘โจเซฟ’ พี่ชายของเขา นอกจากนี้ยังมี ‘เฮนรี่ บอยเยอร์’ ผู้เป็นน้องเขยและ‘อัลเฟรด เจเนส’ พร้อมกับหลานชาย ‘เอ็ดวิน’ โดยทั้งหมดได้ร่วมกันก่อตั้งสโมสรขึ้นมาจากการประชุมในวันนั้น

หลังการก่อตั้งสโมสร ต่อมาพวกเขาได้ทำการปรับเปลี่ยนสนามสแตมฟอร์ด บริดจ์ ซึ่งเดิมทีแล้วเป็นสนามกรีฑาให้กลายมาเป็นสนามฟุตบอลของทีมหรือสนามเหย้าของทีม โดยสนามแห่งนี้ไม่ได้ตั้งอยู่ในเขตของเชลซีแต่มันตั้งอยู่ตรงทางเชื่อมระหว่างฟูแล่มกับเชลซี

ด้วยเหตุผลนี้เองทำให้ช่วงเริ่มแรกที่ก่อตั้งสโมสรพวกเขาเคยเกือบใช้ชื่อทีมว่า ‘ฟูแล่ม’ มาแล้ว แต่ชื่อนี้ได้ถูกใช้ไปก่อนแล้วทำให้ชื่อนี้ถูกตัดทิ้งไปโดยปริยาย โดยพวกเขาเปลี่ยนชื่อทีมอยู่หลายครั้งไล่ตั้งแต่ ‘เคนชิงตัน เอฟซี’ ‘สแตมฟอร์ด บริดจ์ เอฟซี’ และ ‘ลอนดอน เอฟซี’ ก่อนสุดท้ายจะลงเอยด้วยการใช้ชื่อ ‘เชลซี ฟุตบอลคลับ’ หรือ ‘เชลซี เอฟซี’ ซึ่งเป็นชื่อทีมที่ใช้มาจนถึงปัจจุบันนั่นเอง

ในส่วนของฉายาของทีมที่แฟนบอลเชลซีชาวต่างชาตินั้นเรียกกันนั่นก็คือ ‘เดอะ บลูส์’ ในขณะที่ฉายาสำหรับแฟนบอลชาวไทยที่มักนิยมเรียกกันมีดังนี้ ‘สิงโตน้ำเงินคราม’, ‘สิงห์บลู’ และ ‘สิงห์สำอาง’

11 ผู้เล่นตัวจริงของเชลซีหลังก่อตั้งสโมสรเมื่อปี 1905

สำหรับเกมแรกอย่างเป็นทางการของสโมสรคือเกมที่เชลซีบุกไปพ่ายสต็อกพอร์ต 1-0 เมื่อวันที่ 2 กันยายน ค.ศ.1905 แม้ว่าจะเปิดตัวได้ไม่สวยหรูนัก แต่นี้นับเป็นก้าวแรกแห่งประวัติศาสตร์ของสโมสรอย่างแท้จริง

ต่อมาเชลซีได้เป็นที่รู้จักมากขึ้นสำหรับแฟนบอลในยุคนั้นหลังจากก่อตั้งสโมสรได้เพียง 2 ปีพวกเขาก็สามารถขึ้นมาเล่นในลีกดิวิชั่น 1 ซึ่งเป็นลีกสูงสุดของประเทศเทียบเท่ากับพรีเมียร์ลีกในปัจจุบัน

การเข้าชิงฟุตบอล ‘เอฟเอ คัพ’ รายการฟุตบอลที่เก่าแก่ที่สุดของอังกฤษเมื่อปี 1915 ได้สร้างชื่อให้กับเชลซีอีกครั้ง แม้ว่าในท้ายที่สุดพวกเขาก็ต้องอกหักได้เป็นเพียงแค่พระรองในวันนั้น แต่พวกเขายังทำงานอย่างหนักและพัฒนาทีมให้ดีขึ้นอยู่เสมอ

การซื้อนักเตะเข้ามาเสริมทัพอย่างต่อเนื่องและไม่หยุดพัฒนาทีมทำให้ในที่สุดพวกเขาก็สร้างประวัติศาสตร์สโมสรได้สำเร็จด้วยการคว้าแชมป์ดิวิชั่น 1 (พรีเมียร์ลีกในปัจจุบัน) ได้ในฤดูกาล 1954-1955 และนี่ถือเป็นก้าวแรกแห่งความสำเร็จของสโมสร

แชมป์ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ ปี 1998

นับตั้งแต่การก่อตั้งสโมสรมาจนถึงช่วงต้นค.ศ. 2000 เชลซียังถูกมองว่าคือทีมระดับกลางตารางเท่านั้น จริงอยู่ที่เชลซีเคยคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของประเทศมาแล้วแต่พวกเขาก็เคยตกชั้นลงไปเล่นในลีกรองของประเทศมาแล้ว อย่างไรก็ตามพวกเขาก็ฝ่าฟันจนสามารถกลับขึ้นมาเล่นในลีกสูงสุดได้อีกครั้ง

ผลงานการเล่นนับตั้งแต่เปลี่ยนจากดิวิชั่น 1 มาเป็นพรีเมียร์ลีกส่วนใหญ่ก็จบฤดูกาลได้เพียงแค่กลางตารางเท่านั้นแม้ว่าในช่วงปลายยุค 90 จะสามารถคว้าแชมป์ในระดับทวีปมาครองได้ถึงสองสมัย อย่างไรก็ตามแฟนบอลส่วนใหญ่ก็ยังมองว่าพวกเขายังไม่ใช่ทีมใหญ่อยู่ดี

จนกระทั่งการเข้ามาของ ‘เสี่ยหมี’ เมื่อปี 2003 ได้ช่วยยกระดับให้เชลซีกลายเป็นทีมระดับบิ๊กได้สำเร็จ การทุ่มเงินซื้อซุปเปอร์สตาร์และการจ้างโค้ชชื่อดังเข้ามาทำทีม ทำให้เชลซีเดินหน้าคว้าแชมป์ได้อย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

สิงโตน้ำเงินครามกลายเป็นทีมระดับท็อปของลีก พวกเขาคว้าแชมป์ได้เกือบทุกฤดูกาลที่ลงแข่งขันทั้งแชมป์พรีเมียร์ลีกรวมไปถึงบอลถ้วยรายการต่างๆ ภายในประเทศและเป้าหมายสูงสุดก็คือถ้วย บิ๊กเอียร์ หรือแชมป์ ยูฟ่าแชมป์เปี้ยน ลีก ซึ่งเชลซีทำได้สำเร็จในปี 2012 ด้วยการหักปากกาเซียนเขี่ยบาร์เซโลน่าตกรอบรองชนะเลิศและสร้างเซอร์ไพรส์อีกครั้งในนัดชิงชนะเลิศที่อัลลิอันท์ อารีน่ากับเสือใต้

เสี่ยหมี ร่วมฉลองแชมป์ UCL 2012 กับนักเตะ

ในรอบชิงชนะเลิศเชลซีตกเป็นรองในทุกรูปแบบทั้งขุมกำลังนักเตะรวมไปถึงการได้เล่นในถิ่นตัวเองของเสือใต้ แต่อย่างไรก็ตาม บาเยิร์น มิวนิคกลับไม่สามารถเอาชนะเชลซีได้ในช่วง 120 นาทีก่อนจบการแข่งขันที่สกอร์ 1-1 และในท้ายที่สุดก็เป็นเชลซีที่เอาชนะบาเยิร์นในการดวลจุดโทษได้สำเร็จ คว้าแชมป์มาครองได้แบบพลิกความคาดหมายของแฟนบอลทั่วโลก

แม้ว่าจะมีบางช่วงที่ฟอร์มการเล่นของทีมตกลงไปอย่างน่าใจหาย มีปัญหาต่างๆ มากมายเกิดขึ้นกับสโมสร การเปลี่ยนผู้จัดการทีมเกือบจะทุกฤดูกาล แต่ก็ต้องยอมรับว่าการเข้ามาของเสี่ยหมีชายผู้เป็นที่รักของสาวกเชลซีได้ช่วยยกระดับให้สิงห์สำอางกลายเป็นหนึ่งในยอดทีมชั้นนำของโลกลูกหนังยุคปัจจุบันไปแล้ว

ประวัติสนามสแตมฟอร์ด บริดจ์

ประวัติสนามสแตมฟอร์ด บริดจ์

ชื่อสนาม: สแตมป์ฟอร์ด บริดจ์ (Stamford Bridge)
ที่อยู่: Stamford Bridge, Fulham Road, London, SW6 1HS
ความจุของสนาม: 41,629 คน
ขนาดของสนาม: 103 x 67 เมตร
สถิติผู้ชมสูงสุด: พบกับ อาร์เซนอล 12 ตุลาคม 1958 จำนวน 182,905 คน
สถิติผู้ชมน้อยที่สุด: พบกับ ลินคอล์น ซิตี้ 17 กุมภาพันธ์ 1960 จำนวน 110 คน

ภาพถ่าย สแตมฟอร์ด บริดจ์ ในยุคก่อนจากมุมสูง

ประวัติสนามสแตมฟอร์ด บริดจ์ หรือ สแตนด์ฟอร์ด ครีก (Stanford Creek) ซึ่งเป็นชื่อดั้งเดิมของสนามแห่งนี้ในช่วงยุคเริ่มต้น โดยนี่เป็นสนามที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของอังกฤษ ภายหลังได้มีการเปลี่ยนชื่อเป็น สแตมป์ฟอร์ด บริดจ์ และใช้ยาวมาจนถึงปัจจุบัน

สนามแห่งนี้และไม่ได้ตั้งอยู่ในเขตชุมชนของเชลซีแต่ตั้งอยู่ในเขตฟูแล่ม โดยได้มีการเปิดใช้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 28 เมษายน ค.ศ.1877 ซึ่งในช่วง 27 ปีแรกมันถูกใช้เป็นสนามกรีฑาและต่อมาได้กลายมาเป็นสนามฟุตบอลอย่างเต็มตัวหลังจากการก่อตั้งสโมสรเชลซีนั้นเอง

โดยในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง (ค.ศ. 1920-1922) สนามแห่งนี้เคยถูกปิดชั่วคราว เนื่องจากรัฐบาลเกรงว่าศัตรูจะใช้สนามแห่งนี้เป็นที่กบดาล ทำให้สนามแห่งนี้ถูกกองกำลังอังกฤษจับตามองมากเป็นพิเศษในช่วงนั้น

สแตมฟอร์ด บริดจ์ หลังถูกปรับปรุง

สแตมป์ฟอร์ด บริดจ์ได้มีการปรับปรุงอยู่หลายครั้ง โดยในช่วงแรกสนามแห่งนี้มีหลังคาไว้สำหรับกันฝนหรือแดดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ทำให้แฟนเชลซีในยุคนั้นเรียกมันว่า ‘The Shed’ โดยมีที่มาจากคำว่า ‘Shadow’ ที่มีความหมายว่า ‘เงา’ นั่นเอง

ลักษณะของอัฒจรรย์ฝั่ง The Shed จะเป็นพื้นที่ราบเป็นขั้นบันไดขึ้นไปเพื่อให้แฟนบอลได้นั่งดูบอลและเป็นส่วนเดียวของสนามที่มีหลังคาในช่วงแรกซึ่งมันถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ.1930

ต่อมา The Shed ต้องถูกรื้อและปรับปรุงใหม่ให้แข็งแรงมาขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฎกรรมเหมือนที่ Hillsborough เหตุการณ์ที่สนามถล่มลงมาและส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากมายในวันนั้น หลังจากการปรับปรุงได้มีการย้าย The Shed ย้ายไปไว้ทางทิศใต้และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น Shed End เพื่อเป็นที่ระลึกให้กับ The Shed นั่นเอง

หลังจาการปรับปรุงสนามครั้งนั้น ที่นั่งฝั่ง East Stand จึงได้ถูกสร้างขึ้นและมันก็เป็นจุดเริ่มต้นของสโมสรที่ต้องการทำสนามให้ยิ่งใหญ่มากขึ้น ทำให้ที่นั่งฝั่ง East Stand มีประวัติยาวนานที่สุดในบรรดาที่นั่งทั้ง 4 ทิศของสนาม

สนามสแตมฟอร์ด บริดจ์ในปัจจุบัน

สนามสแตมฟอร์ด บริดจ์แบ่งออกเป็น 4 โซนดังนี้

  1. ฝั่ง East Stand หรือที่แฟนๆเรียกกันว่า The Shed ที่นั่งฝั่งนี้ถูกปรับเปลี่ยนมาแล้ว ถึง 2 ครั้งทำให้ดูแข็งแรงมากขึ้น โดยมีการปรับปรุงครั้งแรกในสมัยกุนซือ เท็ด เดร็ค และปรับปรุงครั้งที่ 2 ในช่วงของกุนซือ เอ็ดดี้ แม็คเครดี้ เป็นฝั่งที่นั่งที่เก่าแก่มากที่สุดของสนาม โดยมีความจุอยู่ที่ 10,925 ที่นั่ง
  2. ต่อมาในปีค.ศ. 1964-65 ที่นั่งฝั่ง West Stand ก็ได้ถูกสร้างขึ้น และมีฉายาว่า The Bench โดยที่นั่งฝั่งนี้ถูกรื้อและสร้างใหม่เป็น The Current West Stand และมีความจุอยู่ที่ 13,500 ที่นั่ง
  3. ที่นั่งฝั่ง North Stand หรือฉายาว่า The Matthew Harding Stand สร้างเสร็จในปี ค.ศ.1990 โดยที่มาของฉายาก็เพื่อเป็นเกียรติกับ Matthew Harding ซึ่งเป็นผู้สร้างแปลนที่นั่งฝั่งเหนือให้เชลซี หลังจากที่เขาเสียชีวิตเนื่องจากประสบอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกเมื่อวันที่ 22 ต.ค 1996 โดยมีความจุอยู่ที่ 10,884 ที่นั่ง
  4. ที่นั่งฝั่ง South Stand หรือฉายาที่แฟนๆเรียกคือ Shed End ที่นั่งพี่น้องของ The Shed อีกหนึ่งในความภาคภูมิใจของเชลซีเพราะเป็นจุดที่สโมสรต้องการให้ระลึกถึงอดีต โดยมีความจุฝั่งนี้จะน้อยที่สุดอยู่ที่ 7,814 ที่นั่ง และทางสโมสรไม่ได้ต้องการที่จะขยายเพิ่มเติมเพราะต้องการให้เหลือโครงเดิมเหมือนในอดีตเอาไว้ปัจจุบันสนามสแตมป์ฟอร์ด บริดจ์ ได้ถูกปรับปรุงและพัฒนาจนทำให้แทบไม่เหลือเค้าโครงเดิมและถูกจัดเป็นสนามที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในอังกฤษ
ภาพจำนองของสนามสแตมฟอร์ด บริดจ์ในอนาคต

ชื่อเสียงของทีมที่เพิ่มมากขึ้นทำให้ฐานแฟนบอลเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน ทำให้เสี่ยหมีรวมไปถึงเหล่าผู้บริหารวางแผนที่จะปรับปรุงสนามใหม่อีกครั้งเพื่อรองรับแฟนบอลที่เพิ่มมากขึ้นและให้เหมาะสมกับความเป็นทีมระดับท็อปอีกด้วย

เชลซีคือสโมสรที่มีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน พวกเขาฝ่าฟันและผ่านปัญหาอุปสสรรคมามากมายกว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ หวังว่าแฟนๆที่ได้อ่าน ประวัติความเป็นมาทีมเชลซี รวไปถึงประวัติสนามสแตมฟอร์ด บริดจ์ที่เราได้นำเสนอเพื่อให้ สาวกเชลซี ได้อ่านจะมีความสุขและรักในสโมสรแห่งนี้มากขึ้น

บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ที่ : chelsea-th.com
เฟซบุ๊กแฟนเพจ : chelsea-th