คลังเก็บป้ายกำกับ: สแตมฟอร์ด บริดจ์

แลมพาร์ด

ยังไม่พอใจนะ แฟรง แลมพาร์ด ติงลูกทีมยังไม่เฉียบคมมากพอ

แฟร้งค์ แลมพาร์ด ผู้จัดการทีม เชลซี เชื่อว่า ทีมตนจำเป็นต้องยกระดับประสิทธิภาพการจบสกอร์ ถึงแม้คว้าชัยชนะได้ในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัดล่าสุด ที่เปิดรัง สแตมฟอร์ด บริดจ์ พิชิต ลีดส์ ยูไนเต็ด 3-1 เมื่อวันเสาร์ที่ 5 ธันวาคม ที่ผ่านมา


แลมพาร์ด กล่าวว่า “ตอนแรกผมก็หวั่นๆ ลีดส์ อยู่เหมือนกันนะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณยังปิดเกมไม่ได้ เพราะพวกเขาเป็นทีมที่อันตรายยันวินาทีสุดท้าย ถ้าเป็นวันอื่น เราคงจะทำได้ห้าหรือหกประตูไปแล้ว และน่าจะปิดเกมได้ไม่ยาก ซึ่งตรงจุดนี้เราจำเป็นต้องปรับปรุง และต้องมีความเฉียบขาดมากขึ้น แต่ผมก็ดีใจมากๆ ที่เก็บชัยชนะได้ เพราะ ลีดส์ เป็นทีมที่ดีมาก แถมมีโค้ช (มาร์เซโล่ บิเอลซ่า) ที่เก่ง ซึ่งเราก็รู้ตั้งแต่แรกแล้วว่า มันจะเป็นเกมที่ยากแน่นอน”

ส่วนอาการบาดเจ็บของ ฮาคิม ซิเยค มิดฟิลด์ตัวเก่ง เชลซี มีปัญหาบาดเจ็บรบกวน จนต้องถูกเปลี่ยนตัวออกในนาทีที่ 30 ซึ่ง แลมพาร์ด คอนเฟิร์มว่า ดาวเตะทีมชาติโมร็อกโกวัย 27 ปี เจ็บตรงกล้ามเนื้อหลังต้นขาขวา

นายใหญ่สิงห์บลูส์กล่าวอีกว่า “เขาเจ็บที่แฮมสตริง อีก 2-3 วันข้างหน้าเราจะต้องหาคำตอบให้ได้ว่า อาการบาดเจ็บของเขาอยู่ในระดับไหน” กุนซือเลือดผู้ดีวัย 42 ปี ระบุ


บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ที่ : chelsea-th.com
เว็บไซต์หลักของสโมสรเชลซี : chelseafc.com

รวมตำนานนักเตะหมายเลข-10-แห่งถิ่น-สแตมฟอร์ด-บริดจ์

รวม ตำนานนักเตะหมายเลข 10 แห่งถิ่น สแตมฟอร์ด บริดจ์

คริสเตียน พูลิซิช คือนักเตะที่สืบทอดเบอร์ 10 คนล่าสุดของเชลซี มาย้อนดู ตำนานนักเตะหมายเลข 10 แห่งถิ่น สแตมฟอร์ด บริดจ์ ว่ามีใครกันบ้าง


แฟรงค์ แลมพาร์ด นายใหญ่ของเชลซีเป็นผู้มอบเสื้อหมายเลข 10 ให้กับ คริสเตียน พูลิซิช ด้วยตัวเองเพราะมองว่านักเตะมีดีพอและเหมาะสมที่จะสวมเสื้อหมายเลข 10 มาลุ้นกันว่าเจ้าตัวจะสามารถสืบทอด ตำนานนักเตะหมายเลข 10 แห่งถิ่น สแตมฟอร์ด บริดจ์ ได้หรือไม่

บทความที่เกี่ยวข้อง : เมสัน เมาท์ ผลผลิตอะคาเดมี่สโมสร

ตำนานนักเตะหมายเลข 10 แห่งถิ่น สแตมฟอร์ด บริดจ์

กาวิน พีค็อก

กาวิน-พีค็อก

ในอดีตเชลซีมีนักเตะในตำนานหลายรายที่สวมเสื้อหมายเลข 10 ทั้ง บ๊อบบี้ แทมบลิง, เอียน ฮัทชินสัน และ ชาร์ลีย์ คุ๊ก แต่หากนับเฉพาะในยุคของ พรีเมียร์ลีก กาวิน พีค็อก คือตำนานนักเตะหมายเลข 10 รายแรกที่สวมเสื้อเบอร์นี้

กาวิน พีค็อก ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม โดยย้อนไปในฤดูกาล 1993/94 เขายิงประตูใส่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ทั้งเกมเหย้าและเยือน และยิงประตูในลีกไปทั้งสิ้น 6 ประตู นอกจากนี้ยังพาทีมเข้าชิง เอฟเอ คัพ ในรอบ 24 ปีอีกด้วย

สองฤดูกาลถัดมา ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1996 เขาเป็นนักเตะเชลซีคนแรกที่ซัดแฮตทริกใน ศึกพรีเมียร์ลีก เกมที่เอาชนะ มิดเดิ้ลสโบรห์ ไปแบบขาดลอย 5-0

มาร์ค ฮิวจ์

มาร์ค-ฮิวจ์

มาร์ค ฮิวจ์ สวมเสื้อหมายเลข 8 นับตั้งแต่ย้ายมาร่วมทีมเชลซีในปี 1995 ต่อมาเจ้าตัวได้เปลี่ยนไปใส่เบอร์ 10 แทนที่ของ กาวิน พีค็อก ที่ย้ายทีมไป โดยในฤดูกาล 1996/97 มาร์ค ฮิวจ์ ได้ถูกเสนอชื่อให้เป็นผู้เล่นแห่งปีของทีมด้วย

กองหน้าชาวเวลล์ มีคู่หูในแดนหน้าอย่าง จิอันฟรังโก โซลา โดยเจ้าตัวยิงประตูไปทั้งสิ้น 14 ลูกโดย 5 ประตูมาจากการยิงในรายการ เอฟเอ คัพ ที่เชลซีสามารถคว้าแชมป์มาครองได้สำเร็จในรอบ 27 ปี

ในปีถัดมาเขาซัดไปอีก 12 ประตูรวมไปถึงการยิงในรอบรองชนะเลิศ ลีกคัพ ที่พบกับอาร์เซนอล และ วินเซนซ่า ใน คัพ วินเนอร์ส คัพ ซึ่งเชลซีคว้าแชมป์มาครองได้ทั้งสองรายการ

โจ โคล

โจ-โคล

โจ โคล ย้ายมาจาก เวสต์แฮม ยูไนเต็ด เมื่อปี 2003 และลงเล่นให้เชลซีถึง 7 ฤดูกาล ยิงได้ 39 ประตู จากการลงเล่น 282 นัด โคล ช่วยให้เชลซีคว้าแชมป์มากมาย ทั้ง เอฟเอ คัพ และ ลีก คัพ รวมไปถึงแชมป์พรีเมียร์ลีกอีก 3 สมัย

แม้จะมีอาการบาดเจ็บรบกวนบ่อยครั้ง แต่ก็ปฎิเสธไม่ได้ว่าโคลคือนักเตะที่เปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์ และมีเทคนิคที่ยอดเยี่ยม โดยในฤดูกาล 2007/08 โจ โคล ได้รับรางวัลผู้เล่นแห่งปีของสโมสรและในปีเดียวกันนั้นทีมสามารถเข้าชิง ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ ลีก ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์แต่ก็ต้องอกหักไปในท้ายที่สุด

ฆวน มาต้า

ฆวน-มาต้า

ฆวน มาต้า ย้ายมาจากบาเลนเซีย เมื่อปี 2011 และแข้งชาวสเปนก็กลายเป็นแข้งสำคัญของทีมทันที เขาคือผู้เล่นที่โชว์ฟอร์มได้สม่ำเสมอ โดยในนัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ ลีก กับ บาเยินร์ มิวนิค มาต้า คือผู้เปิดลูกเตะมุมให้ ดร็อกบา โหม่งประตูตีเสมอให้ทีมก่อนจะคว้าแชมป์มาครองได้สำเร็จ

นอกจจากนี้ ฆวน มาต้า ยังเป็นนักเตะที่มีบทบาทสำคัญในการคว้าแชมป์ ยูโรป้า ลีก ได้ในปีต่อมาและเป็นผู้เล่นที่แฟนบอลเชลซีรักมากที่สุดคนหนึ่ง โดยเขาถูกเลือกให้เป็นผู้เล่นแห่งปีของสโมสรถึง 2 สมัยในปี 2012 และ 2013

เอเด็น อาซาร์

เอเด็น-อาซาร์

เอเด็น อาซาร์ เปลี่ยนหมายเลขเสื้อจากเบอร์ 17 มาใส่เบอร์ 10 หลังการจากไปของ ฆวน มาต้า ในฤดูกาล 2014/15 ซึ่งเจ้าตัวทำผลงานได้อย่างโดดเด่นพาทีมคว้าแชมป์ได้มากมายทั้ง พรีเมียร์ลีก, ลีกคัพ รวมไปถึง ยูฟ่า ยูโรป้า ลีก ที่เขาได้รับ แมนออฟเดอะแมทซ์ ในนัดชิงชนะเลิศกับ อาร์เซนอล

กัปตันทีมชาติเบลเยี่ยมได้รับรางวัลส่วนตัวมากมายในช่วงที่ค้าแข้งกับเชลซี เขาคือผู้เล่นคนแรกที่คว้ารางวัลผู้เล่นแห่งปีของสโมสรและรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปี ของ PFA ในปีเดียวกัน พร้อมสถาปนาตัวเองให้กลายเป็นแข้งระดับตำนานของสโมสรอีกหนึ่งราย

วิลเลี่ยน

วิลเลี่ยน

หลังการจากไปของ เอเด็น อาซาร์ ทำให้เสื้อหมายเลข 10 ถูกส่งต่อไปยัง วิลเลี่ยน ตัวรุกอัจฉริยะอีกคนของสโมสร

แม้ วิลเลี่ยน จะสวมเสื้อหมายเลข 10 ได้เพียงฤดูกาลเดียว แต่ผลงานของเจ้าตัวนั้นยอดเยี่ยมเหนือใครๆ ในทีมชุดนั้นภายใต้การคุมทัพของ แฟรงค์ แลมพาร์ด โดยวิลเลี่ยน ยิงไปทั้งสิ้น 11 ประตู และกลายเป็นผู้เล่นคนแรกที่ยิงประตูในพรีเมียร์ลีกได้ครบทุกเดือน


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ : chelsea-th.com
เว็บไซต์หลักของสโมสรเชลซี : chelseafc.com
ที่มา : Chelseafc.com

ติโม-แวร์เนอร์

ภารกิจลับ สโมสรฟุตบอลเชลซีกับการ พิชิต ติโม แวร์เนอร์

หากสาวกเชลซีได้ติดตามข่าวความเคลื่อนไหว ของวงการฟุตบอลทั่วโลก ในช่วง 2-3 ปีหลังที่ผ่านมา หลายท่านคงได้ยินข่าวของ สโมสรฟุตบอลเชลซี มีความสนใจดึงตัว ติโม แวร์เนอร์ กองหน้าทีมชาติเยอรมัน วัย 24 ปี จากสโมสรแอร์เบ ไลป์ซิก ทีมชั้นนำของบุนเดสลีกา


แวร์เนอร์

ด้วยลักษณะการเล่นของ ติโม แวร์เนอร์ นั้นเรียกว่าเต็มปากว่า เป็นดาวยิงที่ได้รับการจับตาของสโมสรฟุตบอลเชลซี นอกจากความคล่องแคล่ว ว่องไหว สปีดที่จัดจ้าน การประสานงานกับเพื่อนร่วมทีมอย่างรู้ใจ รวมถึงจังหวะจบสกอร์ที่เฉียบคม ย่อมมีบิ๊กทีม ยื่นข้อเสนอมาไม่ขาดสาย

ติโม แวเนอร์ คงไม่พ้นเงื้อมมือของลิเวอร์พูล

แวร์เนอร์1

สื่อหลายสำนักต่างพูดกันว่า อนาคตของดาวเตะรายนี้ เป็นแน่แท้ แม้แต่แฟน ‘หงส์แดง’ ก็เชื่อย่างนั้น รวมถึงเจอร์เกน คล็อปป์ ผู้จัดการทีมของลิเวอร์พูล ได้หมายตากระชากตัวมาร่วมทีมให้ได้ อีกทั้งตัวของ ติโม แวร์เนอร์ ก็แสดงเจตนารมณ์ ที่อยากจะมาค้าแข้งในถิ่นแอนฟิลด์เช่นกัน

ระยะเวลาผ่านไป เปอร์เซ็นความเป็นไปได้ ที่จะย้ายมาสวมเสื้อลิเวอร์พูลแทบจะ 80 เปอร์เซ็น แต่จู่ๆ ก็กลับมาชื่อของเชลซี ทีมยักษ์ใหญ่แห่ง ศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ได้ทำการติดต่อเจรจากับติโม แวร์เนอร์อย่างลับๆ เชื่อหรือไม่ว่า ภายในระยะเวลาอันสั้น สโมสรฟุตบอลเชลซี ปิดดีลได้อย่างรวดเร็ว สื่อหลายที่ต่างหาคำตอบของเรื่อง

บทความที่เกี่ยวข้อง : นักเตะในตำนานตอนที่ 1

สโมสรฟุตบอลเชลซี มีวิธีซื้อนักเตะใหม่

แวร์เนอร์-แลมพาร์ด-เช็ค

สาวกเชลซี ต่างต้องการรู้เหตุผลที่ เชลซีทำอย่างไรถึงมัดใจติโม แวร์เนอร์ได้อยู่หมัด ทั้งที่ก่อนหน้านี้ เจ้าตัวตั้งใจจะไปค้าแข้งกับลิเวอร์พูล

ปฎิบัติการอันแยบยลนี้ จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากไม่มีคีร์แมนคนสำคัญอย่าง ปีเตอร์ เช็คและ แฟรงค์ แลมพาร์ด วิธีที่พวกเขาใช้นั้น ถือว่าชั้นเชิงร้ายกาจเพราะทั้งคู่ ลงทุนบินไปถึงเยอรมัน เพื่อโปรโมทขั้นตอนการทำงานของเขา รวมถึงทิศทางความเป็นไปของทีมในอนาคต แม้ว่าช่วงนั้นโควิด 19 ยังคงวิกฤตอยู่ก็ตาม ส่วนนี้ทำให้ติโม แวร์เนอร์ ประทับใจสุดๆ

ด้านครอบครัวแวร์เนอร์ก็ประทับใจกับการที่ปีเตอร์ เช็คและแฟร้ง แลมพาร์ด เข้ามาติดต่อถึงที่บ้าน และจุดพีคที่ได้ใจก็คือครอบครัวของติโม แวร์เนอร์พูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย จุดนี้ปีเตอร์ เช็ค เลยจัดการพูดเป็นภาษาเยอรมันในทุกขั้นตอน และรายละเอียดต่าง ทำให้การเจรจาราบรื่นจนกระทั่งติโม แวร์เนอร์เอ่ยปากรับตกลงที่จะย้ายมาร่วมทีม

ล่าสุด ติโม แวเนอร์ตกลงซบเชลซีเรียบร้อย

แวร์เนอร์3

หลายคนสงสัยว่าถึงสาเหตุของ ติโม แวร์เนอร์ ที่ย้ายมาค้าแข้งก็บเชลซีนั้น อาจเป็นเพราะเรื่องเงิน ซึ่งจุดนี้ติโม แวร์เนอร์ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงสาเหตุที่ย้ายมาร่วมทีมเชลซีว่า 

ผมมีเวลาคิดมากมายเกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมได้รับข้อเสนอมากมาย มีบางสโมสรระดับท็อปที่ต้องการตัวผมไป แต่ข้อเสนอจากเชลซีนั้นดีที่สุดสำหรับผม ทั้งการเล่นของผมและอาชีพของผม  ส่วนเรื่องเงินนั้นถือเป็นเรื่องเล็กน้อยที่สุด เพราะสำหรับผมแล้วเงินไม่ใช่ปัจจัยหลักในการตัดสินใจของผม เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นผมคงย้ายไปเล่นที่จีนแล้ว เชลซีเป็นจุดหมายระดับท็อปในวงการฟุตบอลยุโรป เชลซีเป็นทีมที่ดีและมีคุณภาพสูง ผมไม่เสียใจกับการตัดสินใจของผมเลย” ติโม แวร์เนอร์กล่าว

ซึ่งหลังจากที่เชลซีได้คอนเฟิร์ม ปิดดีลของติโม แวร์เนอร์ได้แล้ว โดยเซ็นสัญญากัน 5 ปี ค่าตัวอยู่ที่ประมาณ 47.5 ล้านปอนด์ โดยในสัญญาติโม แวร์เนอร์จะเล่นให้แอร์เบ ไลป์ซิก จนจบฤดูกาลเฉพาะในลีกเท่านั้น ส่วนรายการยุโรป ติโม แวร์เนอร์ไม่สามารถลงเล่นช่วยทีมได้ เพราะตั้งวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 เป็นต้นไป เชลซีจะจ่ายค่าจ้างให้แวร์เนอร์แล้ว

ดีลของติโม แวร์เนอร์ถือเป็นรายที่ 2 ต่อจากฮาคิม ซีเย็คดาวเตะทีมชาติโมร็อคโค ที่เพิ่งย้ายมาหมาดๆจากอาแจ็ก อัสเตอร์ดัม จากเอเรดิวิซีลีก ฮอลแลนด์ และยังคงเดินหน้าล่านักเตะคนต่อไปอย่างร้อนแรง ไม่ว่าจะเป็นในรายของ เบน ชิลเลล์, ไค ฮาเวิร์ตซ์ ในรายหลังนี้ กำลังเข้มข้นสุดๆ เชลซีของแฟรงค์ แลมพาร์ด เดินหน้าเต็มสูบ เนื่องด้วยค่าตัวของ ไค ฮาเวิร์ตซ์ นั้นแพงสุดกู่ ซึ่งไม่น่าจะต่ำกว่า 80 ล้านปอนด์แน่ๆ

ทุกดีลที่เกิดขึ้น หลังจากที่เชลซีพ้นโทษแบนจากการห้ามซื้อ-ขาย นักเตะเมื่อปีที่แล้ว ต้องยกความดีความชอบให้กับอีกคนนั้น ก็คือมาริน่า กรานอฟสกาย่า ฝ่ายกรรมการบริหารของเชลซี มีบทบาทในช่วงหลังมานี้

ทั้งนี้มาริน่า ยังให้สัมภาษณ์หลังจากที่ปิดดีลว่า พวกเราตื่นเต้นเป็นอย่างมากที่ติโม แวร์เนอร์ได้เลือกที่จะย้ายมาเล่นให้กับเชลซี เพราะเขาเป็นที่ต้องการของทีมชั้นนำในยุโรป และติโม แวร์เนอร์ยังเป็นแข้งที่อายุน้อยที่น่าตื่นตาตื่นใจ แถมสามารถพิสูจน์ตัวเองได้เป็นที่เรียบร้อย เราแทบอดใจรอไม่ไหวที่จะได้ตัวเขามาร่วมทัพแต่จนกว่าจะถึงตอนนี้ พวกเราขออวยพรให้ทั้งเขาและ แอร์เบ ไลป์ซิก มีผลงานที่น่าพอใจในช่วงของฤดูกาลที่เหลือ มาริน่า ร่ายยาว

 ไม่ใช่ครั้งแรกที่เชลซีเขย่าเวทีพรีเมียร์ลีก

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ สโมสรฟุตบอลเชลซี ปิดดีลนักเตะสายฟ้าแลบ เพราะเชลซีเคยทำการลักษณะแบบนี้มาก่อนแล้ว ยกตัวอย่างนักเตะที่ถูกคว้ามาชนิดเฉียบพลันอย่าง จอร์น โอ บี มิเกล,วิลเลี่ยม, ฆวน มาต้า เป็นต้น

ทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมา ถือเป็นเรื่องที่ฮือฮาในวงการฟุตบอลเป็นอย่างยิ่ง แต่กรณีของแฟรงค์ แลมพาร์ดกับปีเตอร์ เช็ค ต้องคารวะกันเลยทีเดียว เพราะว่าเป็นช่วงโควิด 19 ระบาดอย่างหนัก ถึงจะเบาลงก็ยังมีปัญหาในทุกด้านอยู่ ทั้งการติดต่อสื่อสาร เดินทางย่อมยากขึ้นเป็นเท่าตัว

ไม่ว่าเชลซีจะคว้าใครมาเสริมทัพได้ก็ตาม เชื่อได้เลยว่าสาวกเชลซีทุกคน เริ่มมองเห็นไฟที่ปลายอุโมงค์แล้ว ทั้งแนวทางการเล่น ที่กำลังเข้าที่เข้าทางและการเสริมทัพของติโม แวร์เนอร์ที่ตื่นตาตื่นใจ ถูกใจแฟนๆเป็นอย่างยิ่ง

สิ่งสำคัญ แฟนสิงห์บูลต้องลุ้นให้ ก็เพราะฟอร์มเชลซีล่าสุด เป็นที่น่ากังวลอย่างมากติโม แวร์เนอร์ปรับตัวได้ไวที่สุด และเข้ากับเพื่อนร่วมทีมได้ดีที่สุด รับรองได้เลยว่า จอมถล่มประตูคนใหม่ แห่งศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ได้กำเนิดขึ้นแล้ว ที่สะพานของลอนดอน


อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่ : chelsea-th.com
เว็บไซต์หลักของสโมสร : www.chelseafc.com

ประวัติทีมเชลซี

ประวัติทีมเชลซี สิงโตน้ำเงินครามยอดทีมแห่งกรุงลอนดอน

ประวัติทีมเชลซี สิงโตน้ำเงินครามแห่งลอนดอน

ประวัติทีมเชลซี
Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter
Share on linkedin
LinkedIn

ยอดทีมชื่อดังแห่งเกาะอังกฤษ คือหนึ่งในทีมที่ดีที่สุดใน พรีเมียร์ลีก และวงการลูกหนังยุคปัจจุบันไปแล้ว มาย้อนดู ประวัติทีมเชลซี ว่าพวกเขามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร

ประวัติความเป็นมาทีมเชลซี

โรมัน อบราโมวิช เจ้าของทีม เชลซี

นับตั้งแต่ ‘เสี่ยหมี’ หรือ ‘โรมัน อบราโมวิช’ มหาเศรษฐีชาวรัสเซียตัดสินใจเทคโอเวอร์สโมสร นี่คือการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญและยิ่งใหญ่ที่สุดของทีมเลยก็ว่าได้เพราะการเข้ามาของชายผู้นี้ส่งผลให้เชลซีก้าวขึ้นมาครองความยิ่งใหญ่ของวงการลูกหนังได้สำเร็จ มาย้อนดู ประวัติทีมเชลซีกัน

ในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ‘สิงโตน้ำเงินคราม’ เดินหน้าคว้าแชมป์รายการใหญ่ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง ไล่ตั้งแต่แชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษอย่าง ‘พรีเมียร์ลีก’ ไปจนถึงแชมป์ระดับทวีปยุโรปอย่าง ‘ยูฟ่า แชมป์เปี้ยน ลีก’ ที่พวกเขาคว้ามาครองเป็นครั้งแรกของสโมสรได้สำเร็จเมื่อปี 2012 นั่นเอง

แม้ว่าจะถูกครหาจากแฟนบอลทีมอื่นๆ ว่า ‘ใช้เงินซื้อความสำเร็จ’ แต่ก็ปฎิเสธไม่ได้ว่านี่คือหนึ่งใน ‘ทีมที่ดีที่สุดในโลก’ ของวงการลูกหนังยุคปัจจุบัน ความสำเร็จมากมายของทีมก็ส่งผลให้ฐานแฟนบอลของทีมเพิ่มมากขึ้นและกลายเป็นทีมที่มีแฟนบอลมากที่สุดทีมหนึ่งของโลกเลยทีเดียว

แน่นอนว่าเชลซีคือทีมที่ประสบความสำเร็จสูงสุดเหนือทุกทีมในลอนดอนจนแฟนบอลของทีมได้แต่งวลีที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของทีมไปแล้วว่า ‘Pride of London’ ที่มีความหมายว่าความภูมิใจของลอนดอนนั่นเอง แต่กว่าที่พวกเขาจะฝ่าฟันมาจนถึงจุดนี้ได้ พวกเขามีจุดเริ่มต้นและความเป็นมาอย่างไร บทความนี้จะทำให้ ‘สาวกเชลซี’ ชาวไทยได้รู้จักสโมสรแห่งนี้มากยิ่งขึ้น

การก่อตั้งสโมสร

ผับ เดอะ ไรซ์ซิ่ง ซัน ที่ในปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น เดอะบุชเชอร์สฮุก

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 10 มีนาคม ค.ศ. 1905 หรือปี พ.ศ. 2448 ณ. ห้องชั้นบนของผับเล็กๆ แห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงลอนดอน เมืองหลวงของประเทศอังกฤษ ซึ่งผับแห่งนี้มีชื่อว่า ‘เดอะ ไรซ์ซิ่ง ซัน’

ผับแห่งนี้ตั้งอยู่ตรงข้ามถนนฟูแล่ม สถานที่แห่งนี้ได้ถูกจารึกเอาไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ของสโมสรว่าคือที่ๆ เป็นจุดเริ่มต้นของการก่อตั้งของสโมสรฟุตบอลเชลซีอย่างแท้จริง

เหล่าบรรดาผู้ก่อตั้งที่อยู่ในวันนั้นได้แก่ เศรษฐีเจ้าของเฮนรีออกัสตัส ‘กุส เมียร์ส’ และ ‘โจเซฟ’ พี่ชายของเขา นอกจากนี้ยังมี ‘เฮนรี่ บอยเยอร์’ ผู้เป็นน้องเขยและ‘อัลเฟรด เจเนส’ พร้อมกับหลานชาย ‘เอ็ดวิน’ โดยทั้งหมดได้ร่วมกันก่อตั้งสโมสรขึ้นมาจากการประชุมในวันนั้น

หลังการก่อตั้งสโมสร ต่อมาพวกเขาได้ทำการปรับเปลี่ยนสนามสแตมฟอร์ด บริดจ์ ซึ่งเดิมทีแล้วเป็นสนามกรีฑาให้กลายมาเป็นสนามฟุตบอลของทีมหรือสนามเหย้าของทีม โดยสนามแห่งนี้ไม่ได้ตั้งอยู่ในเขตของเชลซีแต่มันตั้งอยู่ตรงทางเชื่อมระหว่างฟูแล่มกับเชลซี

ด้วยเหตุผลนี้เองทำให้ช่วงเริ่มแรกที่ก่อตั้งสโมสรพวกเขาเคยเกือบใช้ชื่อทีมว่า ‘ฟูแล่ม’ มาแล้ว แต่ชื่อนี้ได้ถูกใช้ไปก่อนแล้วทำให้ชื่อนี้ถูกตัดทิ้งไปโดยปริยาย โดยพวกเขาเปลี่ยนชื่อทีมอยู่หลายครั้งไล่ตั้งแต่ ‘เคนชิงตัน เอฟซี’ ‘สแตมฟอร์ด บริดจ์ เอฟซี’ และ ‘ลอนดอน เอฟซี’ ก่อนสุดท้ายจะลงเอยด้วยการใช้ชื่อ ‘เชลซี ฟุตบอลคลับ’ หรือ ‘เชลซี เอฟซี’ ซึ่งเป็นชื่อทีมที่ใช้มาจนถึงปัจจุบันนั่นเอง

ในส่วนของฉายาของทีมที่แฟนบอลเชลซีชาวต่างชาตินั้นเรียกกันนั่นก็คือ ‘เดอะ บลูส์’ ในขณะที่ฉายาสำหรับแฟนบอลชาวไทยที่มักนิยมเรียกกันมีดังนี้ ‘สิงโตน้ำเงินคราม’, ‘สิงห์บลู’ และ ‘สิงห์สำอาง’

11 ผู้เล่นตัวจริงของเชลซีหลังก่อตั้งสโมสรเมื่อปี 1905

สำหรับเกมแรกอย่างเป็นทางการของสโมสรคือเกมที่เชลซีบุกไปพ่ายสต็อกพอร์ต 1-0 เมื่อวันที่ 2 กันยายน ค.ศ.1905 แม้ว่าจะเปิดตัวได้ไม่สวยหรูนัก แต่นี้นับเป็นก้าวแรกแห่งประวัติศาสตร์ของสโมสรอย่างแท้จริง

ต่อมาเชลซีได้เป็นที่รู้จักมากขึ้นสำหรับแฟนบอลในยุคนั้นหลังจากก่อตั้งสโมสรได้เพียง 2 ปีพวกเขาก็สามารถขึ้นมาเล่นในลีกดิวิชั่น 1 ซึ่งเป็นลีกสูงสุดของประเทศเทียบเท่ากับพรีเมียร์ลีกในปัจจุบัน

การเข้าชิงฟุตบอล ‘เอฟเอ คัพ’ รายการฟุตบอลที่เก่าแก่ที่สุดของอังกฤษเมื่อปี 1915 ได้สร้างชื่อให้กับเชลซีอีกครั้ง แม้ว่าในท้ายที่สุดพวกเขาก็ต้องอกหักได้เป็นเพียงแค่พระรองในวันนั้น แต่พวกเขายังทำงานอย่างหนักและพัฒนาทีมให้ดีขึ้นอยู่เสมอ

การซื้อนักเตะเข้ามาเสริมทัพอย่างต่อเนื่องและไม่หยุดพัฒนาทีมทำให้ในที่สุดพวกเขาก็สร้างประวัติศาสตร์สโมสรได้สำเร็จด้วยการคว้าแชมป์ดิวิชั่น 1 (พรีเมียร์ลีกในปัจจุบัน) ได้ในฤดูกาล 1954-1955 และนี่ถือเป็นก้าวแรกแห่งความสำเร็จของสโมสร

แชมป์ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ ปี 1998

นับตั้งแต่การก่อตั้งสโมสรมาจนถึงช่วงต้นค.ศ. 2000 เชลซียังถูกมองว่าคือทีมระดับกลางตารางเท่านั้น จริงอยู่ที่เชลซีเคยคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของประเทศมาแล้วแต่พวกเขาก็เคยตกชั้นลงไปเล่นในลีกรองของประเทศมาแล้ว อย่างไรก็ตามพวกเขาก็ฝ่าฟันจนสามารถกลับขึ้นมาเล่นในลีกสูงสุดได้อีกครั้ง

ผลงานการเล่นนับตั้งแต่เปลี่ยนจากดิวิชั่น 1 มาเป็นพรีเมียร์ลีกส่วนใหญ่ก็จบฤดูกาลได้เพียงแค่กลางตารางเท่านั้นแม้ว่าในช่วงปลายยุค 90 จะสามารถคว้าแชมป์ในระดับทวีปมาครองได้ถึงสองสมัย อย่างไรก็ตามแฟนบอลส่วนใหญ่ก็ยังมองว่าพวกเขายังไม่ใช่ทีมใหญ่อยู่ดี

จนกระทั่งการเข้ามาของ ‘เสี่ยหมี’ เมื่อปี 2003 ได้ช่วยยกระดับให้เชลซีกลายเป็นทีมระดับบิ๊กได้สำเร็จ การทุ่มเงินซื้อซุปเปอร์สตาร์และการจ้างโค้ชชื่อดังเข้ามาทำทีม ทำให้เชลซีเดินหน้าคว้าแชมป์ได้อย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

สิงโตน้ำเงินครามกลายเป็นทีมระดับท็อปของลีก พวกเขาคว้าแชมป์ได้เกือบทุกฤดูกาลที่ลงแข่งขันทั้งแชมป์พรีเมียร์ลีกรวมไปถึงบอลถ้วยรายการต่างๆ ภายในประเทศและเป้าหมายสูงสุดก็คือถ้วย บิ๊กเอียร์ หรือแชมป์ ยูฟ่าแชมป์เปี้ยน ลีก ซึ่งเชลซีทำได้สำเร็จในปี 2012 ด้วยการหักปากกาเซียนเขี่ยบาร์เซโลน่าตกรอบรองชนะเลิศและสร้างเซอร์ไพรส์อีกครั้งในนัดชิงชนะเลิศที่อัลลิอันท์ อารีน่ากับเสือใต้

เสี่ยหมี ร่วมฉลองแชมป์ UCL 2012 กับนักเตะ

ในรอบชิงชนะเลิศเชลซีตกเป็นรองในทุกรูปแบบทั้งขุมกำลังนักเตะรวมไปถึงการได้เล่นในถิ่นตัวเองของเสือใต้ แต่อย่างไรก็ตาม บาเยิร์น มิวนิคกลับไม่สามารถเอาชนะเชลซีได้ในช่วง 120 นาทีก่อนจบการแข่งขันที่สกอร์ 1-1 และในท้ายที่สุดก็เป็นเชลซีที่เอาชนะบาเยิร์นในการดวลจุดโทษได้สำเร็จ คว้าแชมป์มาครองได้แบบพลิกความคาดหมายของแฟนบอลทั่วโลก

แม้ว่าจะมีบางช่วงที่ฟอร์มการเล่นของทีมตกลงไปอย่างน่าใจหาย มีปัญหาต่างๆ มากมายเกิดขึ้นกับสโมสร การเปลี่ยนผู้จัดการทีมเกือบจะทุกฤดูกาล แต่ก็ต้องยอมรับว่าการเข้ามาของเสี่ยหมีชายผู้เป็นที่รักของสาวกเชลซีได้ช่วยยกระดับให้สิงห์สำอางกลายเป็นหนึ่งในยอดทีมชั้นนำของโลกลูกหนังยุคปัจจุบันไปแล้ว

ประวัติสนามสแตมฟอร์ด บริดจ์

ประวัติสนามสแตมฟอร์ด บริดจ์

ชื่อสนาม: สแตมป์ฟอร์ด บริดจ์ (Stamford Bridge)
ที่อยู่: Stamford Bridge, Fulham Road, London, SW6 1HS
ความจุของสนาม: 41,629 คน
ขนาดของสนาม: 103 x 67 เมตร
สถิติผู้ชมสูงสุด: พบกับ อาร์เซนอล 12 ตุลาคม 1958 จำนวน 182,905 คน
สถิติผู้ชมน้อยที่สุด: พบกับ ลินคอล์น ซิตี้ 17 กุมภาพันธ์ 1960 จำนวน 110 คน

ภาพถ่าย สแตมฟอร์ด บริดจ์ ในยุคก่อนจากมุมสูง

ประวัติสนามสแตมฟอร์ด บริดจ์ หรือ สแตนด์ฟอร์ด ครีก (Stanford Creek) ซึ่งเป็นชื่อดั้งเดิมของสนามแห่งนี้ในช่วงยุคเริ่มต้น โดยนี่เป็นสนามที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของอังกฤษ ภายหลังได้มีการเปลี่ยนชื่อเป็น สแตมป์ฟอร์ด บริดจ์ และใช้ยาวมาจนถึงปัจจุบัน

สนามแห่งนี้และไม่ได้ตั้งอยู่ในเขตชุมชนของเชลซีแต่ตั้งอยู่ในเขตฟูแล่ม โดยได้มีการเปิดใช้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 28 เมษายน ค.ศ.1877 ซึ่งในช่วง 27 ปีแรกมันถูกใช้เป็นสนามกรีฑาและต่อมาได้กลายมาเป็นสนามฟุตบอลอย่างเต็มตัวหลังจากการก่อตั้งสโมสรเชลซีนั้นเอง

โดยในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง (ค.ศ. 1920-1922) สนามแห่งนี้เคยถูกปิดชั่วคราว เนื่องจากรัฐบาลเกรงว่าศัตรูจะใช้สนามแห่งนี้เป็นที่กบดาล ทำให้สนามแห่งนี้ถูกกองกำลังอังกฤษจับตามองมากเป็นพิเศษในช่วงนั้น

สแตมฟอร์ด บริดจ์ หลังถูกปรับปรุง

สแตมป์ฟอร์ด บริดจ์ได้มีการปรับปรุงอยู่หลายครั้ง โดยในช่วงแรกสนามแห่งนี้มีหลังคาไว้สำหรับกันฝนหรือแดดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ทำให้แฟนเชลซีในยุคนั้นเรียกมันว่า ‘The Shed’ โดยมีที่มาจากคำว่า ‘Shadow’ ที่มีความหมายว่า ‘เงา’ นั่นเอง

ลักษณะของอัฒจรรย์ฝั่ง The Shed จะเป็นพื้นที่ราบเป็นขั้นบันไดขึ้นไปเพื่อให้แฟนบอลได้นั่งดูบอลและเป็นส่วนเดียวของสนามที่มีหลังคาในช่วงแรกซึ่งมันถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ.1930

ต่อมา The Shed ต้องถูกรื้อและปรับปรุงใหม่ให้แข็งแรงมาขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฎกรรมเหมือนที่ Hillsborough เหตุการณ์ที่สนามถล่มลงมาและส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากมายในวันนั้น หลังจากการปรับปรุงได้มีการย้าย The Shed ย้ายไปไว้ทางทิศใต้และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น Shed End เพื่อเป็นที่ระลึกให้กับ The Shed นั่นเอง

หลังจาการปรับปรุงสนามครั้งนั้น ที่นั่งฝั่ง East Stand จึงได้ถูกสร้างขึ้นและมันก็เป็นจุดเริ่มต้นของสโมสรที่ต้องการทำสนามให้ยิ่งใหญ่มากขึ้น ทำให้ที่นั่งฝั่ง East Stand มีประวัติยาวนานที่สุดในบรรดาที่นั่งทั้ง 4 ทิศของสนาม

สนามสแตมฟอร์ด บริดจ์ในปัจจุบัน

สนามสแตมฟอร์ด บริดจ์แบ่งออกเป็น 4 โซนดังนี้

  1. ฝั่ง East Stand หรือที่แฟนๆเรียกกันว่า The Shed ที่นั่งฝั่งนี้ถูกปรับเปลี่ยนมาแล้ว ถึง 2 ครั้งทำให้ดูแข็งแรงมากขึ้น โดยมีการปรับปรุงครั้งแรกในสมัยกุนซือ เท็ด เดร็ค และปรับปรุงครั้งที่ 2 ในช่วงของกุนซือ เอ็ดดี้ แม็คเครดี้ เป็นฝั่งที่นั่งที่เก่าแก่มากที่สุดของสนาม โดยมีความจุอยู่ที่ 10,925 ที่นั่ง
  2. ต่อมาในปีค.ศ. 1964-65 ที่นั่งฝั่ง West Stand ก็ได้ถูกสร้างขึ้น และมีฉายาว่า The Bench โดยที่นั่งฝั่งนี้ถูกรื้อและสร้างใหม่เป็น The Current West Stand และมีความจุอยู่ที่ 13,500 ที่นั่ง
  3. ที่นั่งฝั่ง North Stand หรือฉายาว่า The Matthew Harding Stand สร้างเสร็จในปี ค.ศ.1990 โดยที่มาของฉายาก็เพื่อเป็นเกียรติกับ Matthew Harding ซึ่งเป็นผู้สร้างแปลนที่นั่งฝั่งเหนือให้เชลซี หลังจากที่เขาเสียชีวิตเนื่องจากประสบอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกเมื่อวันที่ 22 ต.ค 1996 โดยมีความจุอยู่ที่ 10,884 ที่นั่ง
  4. ที่นั่งฝั่ง South Stand หรือฉายาที่แฟนๆเรียกคือ Shed End ที่นั่งพี่น้องของ The Shed อีกหนึ่งในความภาคภูมิใจของเชลซีเพราะเป็นจุดที่สโมสรต้องการให้ระลึกถึงอดีต โดยมีความจุฝั่งนี้จะน้อยที่สุดอยู่ที่ 7,814 ที่นั่ง และทางสโมสรไม่ได้ต้องการที่จะขยายเพิ่มเติมเพราะต้องการให้เหลือโครงเดิมเหมือนในอดีตเอาไว้ปัจจุบันสนามสแตมป์ฟอร์ด บริดจ์ ได้ถูกปรับปรุงและพัฒนาจนทำให้แทบไม่เหลือเค้าโครงเดิมและถูกจัดเป็นสนามที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในอังกฤษ
ภาพจำนองของสนามสแตมฟอร์ด บริดจ์ในอนาคต

ชื่อเสียงของทีมที่เพิ่มมากขึ้นทำให้ฐานแฟนบอลเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน ทำให้เสี่ยหมีรวมไปถึงเหล่าผู้บริหารวางแผนที่จะปรับปรุงสนามใหม่อีกครั้งเพื่อรองรับแฟนบอลที่เพิ่มมากขึ้นและให้เหมาะสมกับความเป็นทีมระดับท็อปอีกด้วย

เชลซีคือสโมสรที่มีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน พวกเขาฝ่าฟันและผ่านปัญหาอุปสสรรคมามากมายกว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ หวังว่าแฟนๆที่ได้อ่าน ประวัติความเป็นมาทีมเชลซี รวไปถึงประวัติสนามสแตมฟอร์ด บริดจ์ที่เราได้นำเสนอเพื่อให้ สาวกเชลซี ได้อ่านจะมีความสุขและรักในสโมสรแห่งนี้มากขึ้น

บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ที่ : chelsea-th.com
เฟซบุ๊กแฟนเพจ : chelsea-th