คลังเก็บป้ายกำกับ: Chelsea Insight

จอร์จินโญ่

เราจะทำตามสัญญา! จอร์จินโญ่ โกนเคราโชว์กล้องหลังพาทีมคว้า บิ๊กเอียร์

เราจะทำตามสัญญา! จอร์จินโญ่ โกนเคราโชว์กล้องหลังพาทีมคว้า บิ๊กเอียร์

จอร์จินโญ่
Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter
Share on linkedin
LinkedIn

หลังจากช่วยให้ทีมได้แชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ประจำฤดูกาล 2020-21 มาเชยชมแล้วนั้น จอร์จินโญ่ มิดฟิลด์ เชลซี ก็ยอมสละเคราของตัวเองทันที หลังจากเคยลั่นวาจาเอาไว้แล้วว่าหากได้แชมป์ แชมเปี้ยนส์ ลีก ก็จะบอกลาเคราของตัวเอง ซึ่งแฟนบอล เชลซี ก็โพสต์ข้อความถึงเรื่องนี้กันด้วย

จอร์จินโญ่ กองกลาง เชลซี ยอดสโมสรแห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ให้นักข่าวคนหนึ่งโกนเคราของเขา หลังจากที่เจ้าตัวเคยพูดเอาไว้ตั้งแต่ก่อนหน้านี้ว่าจะทำอย่างนั้นหากต้นสังกัดได้แชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ไปครอง

ช่วงที่ผ่านมามีทั้งแฟนบอล เชลซี ที่ทั้งชอบและไม่ชอบ จอร์จินโญ่ จนทำให้บางครั้งเขาก็ตกเป็นข่าวเกี่ยวกับการย้ายทีม แต่เจ้าตัวก็ตั้งใจที่จะทำผลงานให้ดีกับต้นสังกัดให้ได้จนถึงขั้นที่เคยบอกกับนักข่าวชาวบราซิเลียนคนหนึ่งเอาไว้ว่าหากต้นสังกัดของเขาได้ถ้วยบิ๊กเอียร์แล้วล่ะก็ เขากับนักข่าวคนนั้นก็ต้องโกนหนวดโกนเครากันทั้งคู่

ทั้งนี้ เมื่อวันเสาร์ที่ 29 พฤษภาคม ที่ผ่านมา เชลซี ก็ได้แชมป์ แชมเปี้ยนส์ ลีก จริงๆ ทำให้ จอร์จินโญ่ กับนักข่าวคนนั้นทำตามสัญญา โดยพวกเขาโกนให้กันและกันในตอนที่ จอร์จินโญ่ ให้สัมภาษณ์ที่ข้างสนามเลยด้วย ซึ่งแฟนบอลก็โพสต์ข้อความกันหลายแบบหลังได้เห็นคลิปนี้ อย่างเช่น “จอร์จินโญ่ ดูเยือกเย็นทั้งตอนไม่มีและมีเครา”, “จอร์จินโญ่ ตอนไม่มีเครานี่ดูเหมือน (เมสัน) เมาน์ท เลย” และ “การโกนเคราที่งดงามที่สุด!” เป็นต้น

ที่มา : Siamsports

บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ที่ : chelsea-th.com
เฟซบุ๊กแฟนเพจ : chelsea-th

เชลซีแชมป์ยุโรป 2021

เชลซีแชมป์ยุโรป 2021 ค่ำคืนสีน้ำเงิน ท้องฟ้าสีน้ำเงินและ ลอนดอนเป็นสีน้ำเงิน

เชลซีแชมป์ยุโรป 2021 ค่ำคืนสีน้ำเงิน ท้องฟ้าสีน้ำเงินและ ลอนดอนเป็นสีน้ำเงิน

เชลซีแชมป์ยุโรป 2021
Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter
Share on linkedin
LinkedIn

เชลซีแชมป์ยุโรป 2021 หลังจบเกมใน 90 นาที เหล่าขุนพลเชลซี  สต๊าฟโค้ชและนักเตะตัวสำรอง วิ่งกรูเข้ามาในสนาม เป็นการประกาศศักดาว่า เชลซีคว้าแชมป์ยุโรป สมัยที่ 2

เชลซีแชมป์ยุโรป 2021 ศึกที่ยิ่งใหญ่ที่สุด จบไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับนัดชิงชนะเลิศ UCL  นี่เป็นฤดูกาลของเหล่าสิงห์บลูส์ ที่มีครบทุกรสชาติ ตั้งแต่ต้นฤดูกาลจนจบฤดูกาล แฟนเชลซีฤดูกาลนี้ถ้าไม่ได้เกาะสนามติดตามผลงานของทีม บอกเลยว่าน่าเสียดายจริงๆ 

เชลซีแชมป์ยุโรป 2021

ยิ่งเห็นช็อตที่ เมนดี้ กุมหน้าร้องไห้ ติอาโก้ ซิลวา สวมกอดกับทูเคิ่ล น้องไค นั่งก้มหน้าร้องไห้ด้วยความดีใจสุดขีด มันเป็นอารมณ์ที่แฟนบอลอย่างเรา ซึ้งใจและดีใจไปกับพวกเขาด้วย มันเป็นน้ำตาแห่งความปลื้มปิติที่หลั่งมาแบบไม่รู้ตัว

ไม่มีใครคาดคิดว่า สิงโตน้ำเงินคราม จะสามารถก้าวข้ามอุปสรรคขึ้นมาเถลิงบัลลังก์แชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้ หากมองย้อนกลับไปช่วงต้นฤดูกาล 2020-2021 สารพัดปัญหาเข้ามามากมาย ทำให้ฟอร์มของสิงห์บลูส์ตกหล่นไปด้วย ถึงขนาดตกไปอยู่กลางตารางของพรีเมียร์ ลีก และสิ่งที่สะเทือนขวัญต่อเหล่า เดอะ บลูส์ คือการปลด แฟรงค์ แลมพาร์ด ออกจากการเป็นผู้จัดการทีม

แต่ทว่าการเข้ามาของโค้ชเยอรมัน ทำให้เชลซีเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ทีมที่ฟอร์มตกขาดความมั่นใจ เกมรับรั่ว กลายเป็นทีมที่เล่นด้วยยากและเสียประตูยากสุดๆ นักเตะที่เคยโดนมองข้าม หรือโดนดองยาว ก็กลับมามีตำแหน่งและลงช่วยทีมได้บ่อยขึ้น เห็นได้ชัดจากรายของ อันโตนิโอ รือดิเกอร์

ในรายอื่นๆ ที่โดนวิจารณ์หนักๆ ก็ได้แก่ จอร์จินโญ่ , คริสเตียนเซ่น ,อลอนโช่ แม้แต่ดูโอ้เยอรมันอย่าง ติโม แวร์เนอร์ และ ไค ฮาแวร์ทซ์ ในส่วนของ ฮาแวร์ทซ์ ที่ดูน่าเป็นห่วงมากที่สุด เพราะว่าด้วยสไตล์ที่เชื่องช้าและดูทำอะไรก็ไม่เป็นใจ กลับมีฟอร์มที่โดดเด่นมากๆ และสามารถทำประตูได้เรื่อยๆ แถมการครองบอลและการหาพื้นที่ ทำได้เนียนตาเหมือน ฮาแวร์ทซ์ คนเดิมที่โด่งดังกับห้างขายยา

ส่วนกรณีของ แวร์เนอร์ แน่นอนเขาไม่สามารถยิงเป็นกอบเป็นกำเหมือนดั่งยุคซุปเปอร์แฟรงค์ แต่ว่ายุคทูเคิ่ล ยามที่เขาลงสนาม ทีมมักไม่ค่อยแพ้ และเก็บชัยชนะเป็นส่วนมาก เขามีความเร็ว และการฉีกแนวรับ ฉีกตัวประกบได้ดี จนทำให้เพื่อนเล่นได้ง่ายขึ้น มีช่องทำทาง ตรงนี้ต้องให้เครดิตเขาเต็มๆ

มาถึง เมสัน เมาท์ ที่หลายคนกังวลว่า เขาจะไม่มีบทบาทแน่นอน หลังจากการไปของแฟรงค์ ผู้ที่ปลุกปั้น ชุบเลี้ยงเขามาจนเกิดครหาว่า เป็นลูกรัก แต่เพชรย่อมเป็นเพชร เมาท์ตอกกลับคำวิจารณ์เหล่านั้น ด้วยผลงานในสนาม ซึ่งตอนนี้ไม่ต้องบอกแล้วว่า เมาท์ ก้าวไปถึงระดับไหน แอดว่าทุกคนได้เป็นที่ประจักษ์ในสายตากันแล้ว

ทุกคนกลายร่างขันน็อต งัดฟอร์มที่ดีที่สุดของตัวเองออกมา เล่นเกมของตัวเอง รู้ว่าจะต้องทำอะไร ทำยังไงถึงจะได้เปรียบ จะบอกว่าเป็นที่ตัวนักเตะ ไม่มีแพชชั่น มันก็ถูกครับ แต่อย่าลืมว่า การสร้างเสริมแพชชั่น จะต้องมาจากการปลุกเร้าของผู้จัดการทีม ความเชื่อใจ และวางใจกันและกันของนักเตะและโค้ช

เชลซี แชมป์ยุโรป 2021 เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ควรค่ากับบัลลงดอร์

71% ของพื้นที่โลกถูกปกคุลมด้วยน้ำ ส่วนอีก 29% ถูกปกคุลมโดยก็องเต้ วลีเด็ดนี้ มันช่างเหมาะสมอะไรเพียงนี้ เอ็นโกโล่ ฟอร์มเข้าฟักสุดขีด หลังคว้าแมน ออฟ เดอะแมตช์ 3 เกมติด นับตั้งแต่เกมรอบรองชนะเลิศ กับราชันชุดขาวมาจนถึงนัดชิงชนะเลิศกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้

ก็องเต้ ทำได้อย่างโดดเด่น ในเกมนัดชิงกับเรือใบ ไม่ว่าจังหวะการตัดเกม คู่ต่อสู้ หรือการชะลอเกมรุก กองกลางผู้ถ่อมตน ทำได้ดีจริงๆ ตัดเกมได้ 2 หน แท็กเกิลชนะ 3 หน เอาชนะลูกกลางอากาศได้ถึง 4 ครั้ง แม้แนวรุกมหาพระกาฬของเรือใบสีฟ้า ต่อเกมขึ้นมาดีๆ มาเจอ ก็องเต้ คอยชะลอเอาไว้จนทำให้จังหวะไม่ไหลลื่นเหมือนที่เคยเป็น

ยิ่งคีร์แมนอย่าง เควิน เดอ บรอยน์ จับบอล พยามจะไหลบอล จะเห็นว่าก็องเต้ จะคอยซ้อนเพื่อนตลอด หากเพื่อนพลาด ก็จะเจอก็องเต้ทันที ส่วนในจังหวะเกมบุก ก็องเต้ ก็ยังช่วย เดินเกมพาบอลขึ้นไปสร้างโอกาสให้เพื่อนร่วมทีม เช่นเดียวกัน นี่คือสาเหตุ ว่าทำไม ทูเคิ่ล ถึงต้องรอดูอาการของ ก็องเต้ จนวินาทีสุดท้าย บอกตรงๆ ถ้าแดนกลางของเชลซี ขาดชายที่ชื่อ ก็องเต้ ในเกมนี้ ผลการแข่งขัน อาจจะไม่ออกมาเป็นแบบนี้ก็ได้

อย่างไรก็ตามความดีทั้งหมดต้องยกให้ แฟรงค์ แลมพาร์ด ด้วยเช่นกัน นั่นก็เพราะว่าครั้งที่เจ้าตัวคุมทีม ในรอบแบ่งกลุ่ม ยูฟ่าฯ เชลซีเป็นแชมป์กลุ่ม ซึ่งถือว่ายอดเยี่ยม และ ทูเคิ่ล ก็มาสานต่องานของ แฟรงค์ ซึ่งกุนซือชาวเยอรมันยอมรับว่า ทรัพยากรที่แฟรงค์ทิ้งไว้ เขาบอกเลยว่ามันน่าตื่นเต้น เพราะทุกคนเต็มไปด้วยคุณภาพคับแก้ว

ในระหว่างเส้นทางก่อนที่ เชลซี จะคว้าแชมป์ยุโรป แน่นอนว่าการเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย ย่อมไม่มีทีมไหนเหนือกว่าใคร เพราะการเข้ามาถึงรอบนี้ ย่อมเป็น เสือ สิงห์ กระทิง แรด ทั้งหมด โดยรอบ 16 ทีม พบกับ “ตราหมี” แอตฯมาดริด รอบ 8 ทีม พบ “ปอร์โต้” จากโปรตุเกส และรอบก่อนรองชนะเลิศ พบกับเจ้ายุโรป 13 สมัย ซี่งมากที่สุดในบรรดาสโมสรยุโรป

แน่นอนว่ามันไม่ใช่งานที่ง่ายเลย แถมกุนซือผู้กุมบังเหียนอยู่ก็คือ ซีเนดีน ซีดาน เจ้าของสถิติ คว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 3 สมัยติด ความเคี่ยวและการวางแท็คติคที่ชาญฉลาดทำให้นี่คือกระดูกชิ้นโตของ เชลซี แต่ทว่าขุนพล สิงห์บลูส์ ก็ไล่คำรามใส่ไม่ยั้งชนิดที่ ซีดาน ยอมรับว่าสู้เชลซีไม่ได้จริงๆ และพวกเขาสมควรเป็นผู้ชนะแล้ว

หลังเข้ารอบชิงชนะเลิศ แฟนเชลซี ต้องมีเสียวกันบ้างแหละ เนื่องจากเกมก่อนหน้าในนัดชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ ก็ดันพลาดท่าแพ้ให้กับ เลสเตอร์ ซิตี้ ต่อมา เชลซีทีมหญิง ที่ได้เข้าชิงยูฟ่าฯ เช่นเดียวกัน แฟนๆก็มั่นใจว่าจะคว้าแชมป์สมัยแรกของทีมหญิง แต่สุดท้ายก็พลาดท่าแพ้ให้กับทีมหญิงบาร์เซโลน่าแบบขาดลอย 0-4

อีกทั้งต้องมานั่งลุ้นปัสสาวะเหนียว ลุ้นท็อปโฟร์ในช่วงนัดสุดท้าย แต่โชคดี ที่พญาวานร ยิงช่วยให้ สิงห์บลูส์ ไม่ต้องไปเล่น ยูโรป้า ลีก ในนัดปิดฤดูกาล

ความเจ็บปวดจาก เอฟเอ คัพ และการผ่านเรื่องราววุ่นๆในช่วงต้นฤดูกาล มันเป็นแรงผลักดันให้ สิงห์บลูส์ ตัวนี้ไม่มีทางเลือก เมื่อ สิงโตน้ำเงินคราม ยุคสายเลือดใหม่ ต้องการสร้างประวัติศาสตร์ของตัวเองขึ้นมา ความกระหายของพวกเขาก็ไม่ต่างจากสิงโตหนุ่มที่กำลังคันเขี้ยวสุดๆ

เห็นได้จากนัดชิงกับ แมนฯซิตี้ พูดได้เต็มปากเลยว่าเหล่าพลพรรค เรือใบ สู้สิงโตไม่ได้เลย แค่การเดินเกมของเรือใบก็ดูไม่มีอะไรแล้ว เชลซีสวนแต่ละดอกได้ลุ้นหมด นี่ถ้ากองหน้าสไตล์โป้งเดียวจอดอย่าง เลวานดอฟสกี้นะ อาจมีสกอร์ที่ 5-6 ประตูเลยก็ได้ใครจะไปรู้ จะหาว่าโม้หรือว่าคุยก็ได้นะ แต่ผมไม่สน เพราะเชลซีเป็นแชมป์แล้ว จะทำอะไรก็ได้ ฮ่าๆ

เดี๋ยวเราไปชมบรรยากาศและเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นใน รอบชิงชนะเลิศ ประจำวันเสาร์ที่ 29 พ.ค. 64 ที่สนามเอสตาดิโอ โด ดราเกา, ปอร์โต ประเทศโปรตุเกส (สนามกลาง) แมนเชสเตอร์ ซิตี้ พบกับสิงโตน้ำเงินคราม เชลซี

เหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในนัดชิงชนะเลิศ

เชลซีคว้าแชมป์ยุโรป

รายชื่อ 11 ตัวจริงของทั้ง 2 ทีม
แมนเชสเตอร์ ซิตี้ : เอแดร์สัน (GK), ไคล์ วอลเกอร์, จอห์น สโตนส์, รูเบน ดิอาส, โอเล็กซานเดอร์ ซินเชนโก, อิลคาย กุนโดกัน, เควิน เดอ บรอยน์, แบร์นาโด ซิลวา, ริยาด มาห์เรซ, ราฮีม สเตอร์ลิง และ ฟิล โฟเดน

เชลซี : เอดูอาร์ เมนดี้ (GK), รีซ เจมส์, ติอาโก ซิลวา, อันโตนิโอ รือดิเกอร์, เซซาร์ อัซปิลิกูเอต้า, จอร์จินโญ, เอ็นโกโล ก็องเต้, เบน ชิลเวลล์, ไค ฮาแวร์ทซ์, เมสัน เมาท์ และ ติโม แวร์เนอร์

เปิดฉากครึ่งแรก นาทีที่ 8 แมนฯ ซิตี้ ได้ทักทายก่อนจากจังหวะที่ ราฮีม สเตอร์ลิง พยายามจะตอกส้นยิงในเขตโทษ แต่ เอดูอาร์ด เมนดี้ นายด่านของเชลซี เซฟออกไปได้

จากนั้นนาทีที่ 10 โอกาสของเชลซี เมื่อ ไค ฮาแวร์ทซ์ เปิดบอลเรียดจากฝั่งซ้ายเข้ากลางเขตโทษให้ ติโม แวร์เนอร์ แต่ดันยิงแป้กอย่างน่าเสียดาย

เชลซีได้ลุ้นอีกแล้ว เมสัน เมาท์ จ่ายบอลให้ ติโม แวร์เนอร์ ยิงในเขตโทษ แต่บอลตรงตัว เอแดร์สัน โกลของแมนฯ ซิตี้

นาทีที่ 15 เชลซีได้ลุ้นต่อเนื่อง เมสัน เมาท์ จ่ายบอลให้ ติโม แวร์เนอร์ กระชากเข้าเขตโทษฝั่งซ้ายก่อนซัดเน้นๆ บอลพุ่งเข้าข้างตาข่าย

ถึงนาทีที่ 28 แมนฯ ซิตี้ เกือบขึ้นนำ จากจังหวะที่ เควิน เดอ บรอยน์ ผ่านบอลให้ ฟิล โฟเดน ได้ยิงจ่อๆ แต่ อันโตนิโอ รูดิเกอร์ ปรี่มาบล็อกไว้ได้ทัน

แต่ทว่านาทีที่ 42 กลายเป็น เชลซี ที่มาได้ประตูขึ้นนำ 1-0 จากจังหวะที่ เมสัน เมาท์ จ่ายบอลทะลุให้ ไค ฮาแวร์ทซ์ หลุดเดี่ยวก่อนแตะหลบ เอแดร์สัน แล้วยิงเข้าไปง่ายๆ

จบครึ่งแรก เชลซี นำ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ อยู่ 1-0

กลับมาเล่นต่อครึ่งหลัง แมนฯ ซิตี้ พยายามบุกใส่ แต่นาทีที่ 72 กลายเป็น เชลซี ที่ได้ลุ้นสกอร์เพิ่ม จากจังหวะที่ ไค ฮาแวร์ทซ์ จ่ายบอลเข้าเขตโทษฝั่งขวาให้ คริสเตียน พูลิซิช ยิงหลุดเสาไกลไปนิดเดียว

ช่วงเวลาที่เหลือทั้งสองทีมทำอะไรกันเพิ่มไม่ได้ จบเกม เชลซี ชนะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 1-0 คว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ ลีก มาครองเป็นสมัยที่ 2 ของสโมสรได้สำเร็จ

ดาวรุ่งอังกฤษ

ที่ผ่านมา มักมีคำถามมาโดยตลอดว่า ลอนดอนเป็นสีอะไร? ตอนนี้รู้แล้วใช่ไหมว่า “ลอนดอนเป็นสีน้ำเงิน” ก็ดูจากถ้วย ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ ลีก 2 สมัยสิ ทีมในลอนดอนยังไม่เคยได้สักทีม มีแต่ สิงโตน้ำเงินคราม เชลซี เท่านั้น ที่คว้ามาได้แล้วถึง 2 สมัยและมีโอกาสที่จะมีสมัยที่ 3-4-5 ตามาอย่างแน่นอน

เชลซีแชมป์ยุโรป 2021 ชุดนี้ อายุเฉลี่ยค่อนข้างน้อยมากๆ ยังมีเวลาให้พวกเขาเติบโตไปอีกไกลแสนไกล การคว้าแชมป์ครั้งนี้ เปรียบเสมือนการเติมเชื้อเพลิงในตัวพวกเขา พวกเขาคว้าแชมป์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุโรป ตั้งแต่อายุยังไม่มาก มันถือเป็นประสบการณ์ที่เยี่ยมยอดจริง

หลังจากนี้ เชลซี สิงโตน้ำเงินครามตัวนี้ ได้กลายร่างเข้าสู่ยุคใหม่แล้ว พวกเขาพร้อมแล้ว กับการออกล่าเหยื่อเป็นถ้วยรางวัล ผมเชื่อเหลือก่อนว่า โธมัส ทูเคิ่ล ชายผู้บังคับทิศทางของสิงโตตัวนี้ จะไล่ล่าทุกความสำเร็จและเชื่อว่า เขาจะทำทีมได้ อย่างที่ปากเขาพูดไว้ “เราจะสร้างทีมที่ไม่มี ใครอยากจะเผชิญหน้า”

#เห่าดง

Chelsea Road to Champions League Victory - 2021

บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ที่ : chelsea-th.com
เฟซบุ๊กแฟนเพจ : chelsea-th

เชลซี พบ เลสเตอร์ ซิตี้

พรีวิวฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ สัปดาห์ที่ 37 ระหว่าง เชลซี พบ เลสเตอร์ ซิตี้

พรีวิวฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ สัปดาห์ที่ 37 ระหว่าง เชลซี พบ เลสเตอร์ ซิตี้

เชลซี พบ เลสเตอร์ ซิตี้
Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter
Share on linkedin
LinkedIn

พรีวิวฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ สัปดาห์ที่ 37 คืนวันอังคารที่ 18 พฤษภาคม 2021 เวลา 02.15 น. เชลซี พบ เลสเตอร์ ซิตี้

ศึกฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ สัปดาห์ที่ 37 เชลซี พบ เลสเตอร์ ซิตี้ มาดูพรีวิวและเช็คความพร้อมของทั้งสองทีมก่อนการแข่งขัน

พรีวิวฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เชลซี พบ เลสเตอร์ ซิตี้

สนาม : สแตมฟอร์ด บริดจ์
ผู้ตัดสิน : ไมค์ ดีน
วันที่ : วันอังคารที่ 18 พฤษภาคม 2021
Kick off : 02:15 น.
ถ่ายทอดสด : True Premier League HD 1

เชลซี

โธมัส ทูเคิ่ล นายใหญ่เชลซี พาทีมแพ้อาร์เซน่อล 0-1 ในเกมลีกล่าสุด ก่อนแพ้เลสเตอร์ด้วยสกอร์เดียวกันในนัดชิงเอฟเอ คัพ เป็นการแพ้ 2 นัดติด    

สภาพทีมเกมนี้ “น้าทูเคิ่ล” จะได้ทั้งอันเดรียส คริสเตนเซ่น และ มาเตโอ โควาซิช ฟิตกลับมาเป็นตัวเลือก  

ส่วนการจัดทัพก็เชื่อว่าน่าจะปรับจากนัดชิงเอฟเอพอสมควร เช่นเอดูอาร์ เมนดี้ ประตูเซเนกัลมือ 1 ก็จะกลับมาทำหน้าที่แทนเกป้า อาร์ริซาบาลาก้า ที่ได้โอกาสในบอลถ้วย 

เช่นเดียวกับพวกที่เป็นสำรองในเกมที่เวมบลีย์ ไม่ว่าจะเป็นเบน ชิลเวลล์, คริสเตียน พูลิซิช และ ไค ฮาแวร์ทซ์ ก็น่าจะได้สลับมาออกสตาร์ทบ้าง  

เลสเตอร์ ซิตี้

เบรนแดน ร็อดเจอร์ส กุนซือเลสเตอร์ พาทีมเบียดชนะแมนฯ ยูไนเต็ด 2-1 ในเกมลีกล่าสุด ก่อนเชือดเชลซี 1-0 ในนัดชิงเอฟเอ คัพ เป็นการคว้าชัย 2 นัดติด และเป็นการคว้าแชมป์รายการนี้ครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร   

ความพร้อมเกมนี้ “น้าบีร็อด” ยังต้องลุ้นความฟิตของ จอนนี่ อีแวนส์ กองหลังคนสำคัญที่เจ็บส้นเท้าซ้ำมาอีกจากเกมที่เวมบลีย์ ส่วนฮาร์วี่ย์ บาร์นส์ และ เจมส์ จัสติน ที่เดี้ยงอยู่ก่อนแล้ว ก็ยังต้องพักยาวเหมือนเดิม 

ขณะที่แกนหลักขาประจำรายอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นคาสเปอร์ ชไมเคิ่ล, เวสลี่ย์ โฟฟาน่า, ซากลาร์ โซยุนชู, ยูริ ตีเลมันส์, วิลเฟร็ด เอ็นดิดี้, เคเลชี่ อิเฮียนาโช่ และ เจมี่ วาร์ดี้ ต่างพร้อมบู๊ตามปกติ

สถิติเชลซี พบ เลสเตอร์ ซิตี้ 5 นัดหลังสุด

เชลซี : ชนะ 1 เสมอ 2 แพ้ 2
เลสเตอร์ ซิตี้ : ชนะ 2 เสมอ 2 แพ้ 1

15/05/21 เอฟเอ คัพ เชลซี 0 – 1 เลสเตอร์
20/01/21 พรีเมียร์ลีก เลสเตอร์ 2 – 0 เชลซี
28/06/20 เอฟเอ คัพ เลสเตอร์ 0 – 1 เชลซี
01/02/20 พรีเมียร์ลีก เลสเตอร์ 2 – 2 เชลซี
18/08/19 พรีเมียร์ลีก เชลซี 1 – 1 เลสเตอร์

ผลงาน 5 นัดหลังสุด

เชลซี

15/05/21 แพ้ เลสเตอร์ 0-1 (สนามกลาง) เอฟเอ คัพ 
12/05/21 แพ้ อาร์เซน่อล 0-1 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
08/05/21 ชนะ แมนฯ ซิตี้ 2-1 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
06/05/21 ชนะ เรอัล มาดริด 2-0 (เหย้า) ชปล.
01/05/21 ชนะ ฟูแล่ม 2-0 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก

เลสเตอร์ ซิตี้

15/05/21 ชนะ เชลซี 1-0 (สนามกลาง) เอฟเอ คัพ 
11/05/21 ชนะ แมนฯ ยูไนเต็ด 2-1 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
07/05/21 แพ้ นิวคาสเซิ่ล 2-4 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
01/05/21 เสมอ เซาธ์แฮมป์ตัน 1-1 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
27/04/21 ชนะ คริสตัล พาเลซ 2-1 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก

คาดการณ์ 11 ผู้เล่นตัวจริงจาก Whoscored

Line-up เชลซี-เลสเตอร์

เชลซี (3-4-2-1)

ผู้รักษาประตู : เอดูอาร์ เมนดี้
กองหลัง : รีซ เจมส์, ติอาโก้ ซิลวา, อันโตนิโอ รือดิเกอร์
กองกลาง : เซซ่าร์ อัซปิลิกวยต้า, เอ็นโกโล่ ก็องเต้, จอร์จินโญ่, เบน ชิลเวลล์
กองหน้า : เมสัน เม้าน์ท, คริสเตียน พูลิซิช – ไค ฮาแวร์ทซ์

ผู้จัดการทีม : โธมัส ทูเคิ่ล

เลสเตอร์ ซิตี้ (3-4-1-2)

ผู้รักษาประตู : คาสเปอร์ ชไมเคิ่ล
กองหลัง : ติโมธี คาสตาญ, เวสลี่ย์ โฟฟาน่า, ซากลาร์ โซยุนชู
กองกลาง : มาร์ค อัลไบร์ทตัน, ยูริ ตีเลมันส์, วิลเฟร็ด เอ็นดิดี้, ลุค โธมัส
กองหน้า : เคเลชี่ อิเฮียนาโช่, เจมี่ วาร์ดี้

ผู้จัดการทีม : เบรนแดน ร็อดเจอร์ส

สกอร์ที่คาด : เชลซี 8-0 เลสเตอร์ ซิตี้

ข้อมูลสถิติจาก : Siamsports / Whoscored
บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ที่ : chelsea-th.com
เฟซบุ๊กแฟนเพจ : chelsea-th

สิงโตน้ำเงินคราม

อีกแค่นัดเดียว สิงโตน้ำเงินคราม เชลซี จะเข้าชิงจ้าวยุโรป แล้วเจอกันที่ อิสตันบลู

อีกแค่นัดเดียว สิงโตน้ำเงินคราม จะเข้าชิงจ้าวยุโรป แล้วเจอกันที่ อิสตันบลู

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter
Share on linkedin
LinkedIn

พลพรรค สิงโตน้ำเงินคราม เชลซี ผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศ หลังเตะไปแล้วในเลกแรก เสมอราชันชุดขาว 1-1

ผลเสมอที่ออกมา ดูเหมือนว่า จะเป็นใจให้ สิงโตน้ำเงินคราม  พอสมควร เพราะได้อเวย์โกลว์ จากการไปเยือน เรอัล มาดริด เพราะเรารู้กันอยู่ว่า เรอัล มาดริด เป็นจ้าวยุโรป ประสบการณ์โชคโชนในรายการนี้ แถมมีกุนซือสมองเพชร อย่าง ซีเนดีน ซีดาน คุมทีมดับเลิ้ลความเขี้ยวลากดินไปอีก

ด้วยการพบเจอกัน ของทั้งสองทีม เชลซีและเรอัลมาดริด ย้อนกลับไปของการเจอกันทั้งหมด ก่อนหน้านี้ทั้งสองสโมสรเจอกันในเวทียุโรปมาแล้ว 3 หน ซึ่งปรากฏว่า เชลซี ไม่เคยปราชัยให้กับ เรอัล มาดริด เลย โดยเมื่อฤดูกาล 1970/71 เจอกันในรอบชิงฯ ถ้วย คัพ วินเนอร์ส คัพ ซึ่ง เชลซี คว้าชัย 2-1 ในนัดรีเพลย์ หลังเสมอกัน 1-1 ในเกมแรก หลังจากนั้นในปี 1998 สิงห์บลูส์ โค่น ราชันชุดขาว 1-0 ในเกม ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ

เชลซี

หากนับเฉพาะคู่แข่งในเวทียุโรป รวมทุกรายการที่ เรอัล มาดริด ไม่เคยเอาชนะได้ แน่นอนว่า เชลซี เป็นสโมสรที่ เรอัล มาดริด เจอบ่อยสุดและไม่เคยเก็บชัยได้เลย 3 ครั้ง, เสมอ 1 แพ้ 2

นับตั้งแต่การแข่งขันถ้วยใหญ่สุดของยุโรป เปลี่ยนชื่อจาก ยูโรเปี้ยน คัพ มาเป็น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อปี 1992 เชลซี เข้ามาถึงรอบรองชนะเลิศ 8 ครั้ง ซึ่งมากสุดในบรรดาสโมสรจากอังกฤษ

สำหรับประสบการณ์ในรอบรองฯ แชมเปี้ยนส์ ลีก  7 หนที่ผ่านมาของ เชลซี นั้น พวกเขาปราชัยในการแข่งขันเลกแรกแค่หนเดียวเท่านั้น โดยชนะ 2 เสมอ 4  ซึ่งนั่นก็คือการบุกไปแพ้ อาแอส โมนาโก 1-3 เมื่อฤดูกาล 2003/04 ส่วนเกมเลกแรกอีก 6 นัดที่เหลือ พวกเขาไม่แพ้ใครเลยก็จริง แต่ทำได้แค่ 3 ประตูเท่านั้น และเสียประตูเดียว

ขณะที่ เรอัล มาดริด เข้ามาถึงรอบตัดเชือก แชมเปี้ยนส์ ลีก เป็นหนที่ 14 ซึ่งมากสุดเหนือทุกสโมสรในยุโรป  หากนับเฉพาะการแข่งขันรอบน็อกเอาต์ แชมเปี้ยนส์ ลีก 10 ครั้งหลังสุดของ เรอัล มาดริด พวกเขาคว้าชัยในเกมเลกแรกได้ถึง 9 ครั้ง แพ้ 1 และมีถึง 8 ครั้ง ที่ทำประตูได้อย่างน้อย 2 ลูก

ซีเนดีน ซีดาน เฮดโค้ช เรอัล มาดริด และ โธมัส ทูเคิ่ล ผู้จัดการทีม เชลซี เป็น 2 จาก 24 กุนซือ ที่มีประสบการณ์คุมทีมในเกม แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบน็อกเอาต์ 15 นัดขึ้นไป โดย ซีดาน เป็นกุนซือที่มีเปอร์เซนต์ชนะมากสุด เทียบเท่ากับ หลุยส์ เอ็นรีเก้ ที่ 67% ด้วยสถิติชนะ 18 จาก 27 เกม ขณะที่ ทูเคิ่ล มีเปอร์เซนต์ดีสุดอันดับเจ็ดที่ 53% ด้วยผลงานชนะ 8 จาก 15 เกม

แชมป์ยุโรป

นอกจากนี้ ทูเคิ่ล เคยคุมทีมเจอ เรอัล มาดริด มาแล้ว 4 หน และไม่เคยพบกับความปราชัยเลย ชนะ 1 เสมอ 3 โดยในหน้าประวัติศาสตร์ แชมเปี้ยนส์ ลีก นอกจากเขาแล้ว มี เชราร์ อุลลิเย่ร์ อีกคน ที่คุมทีมเจอ ‘ราชันชุดขาว’ 4 ครั้ง และไม่เคยแพ้เลย ชนะ 2 เสมอ 2 ข้อมูลจาก : siamsport

จากสถิติดังกล่าว จะบอกว่าเชลซีมีมุมเข้าชิงมากกว่า แต่ก็พูดได้ไม่เต็มปาก เพราะทางด้านของซีเนดีน ซีดาน เขี้ยวยาวลากดิน สถิติการคุมราชันชุดขาว ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นรองเลย หากมองถึงประสบการณ์ในรายการยุโรปนี้

มาถึงนัดนี้แล้ว หากมัวสนใจสถิติ คงเป็นไปไม่ได้ เข้ารอบตัดเชือก ไม่มีทีมไหนอ่อนได้เปรียบเสียเปรียบมากกว่ากัน อยู่ที่การวางแผนของเฮดโค้ช รวมถึงการจัดทีมด้วย

พลพรรคสิงโตน้ำคราม เชลซีต่างรอแมตช์ระดับโลกนี้ เราหวังว่าทีมรักของเรา จะก้าวไปคว้าแชมป์มาครองได้ เรามีพร้อม ทั้งความกระหาย ความกล้า ความนิ่ง รวมถึงโค้ชที่กลยุทธสุดติ่งอย่างทูเคิ่ล

หาก สิงโตน้ำเงินคราม ผ่านราชันชุดขาวไปได้ หากจะมองถึงแชมป์ก็ผิด ในบรรดา 4 ทีมรอบรอบชนะเลิศ กระดูกชิ้นโต คือเรอัล มาดริด ไม่มีอะไรแน่นอนในโลกของลูกหนัง เมื่อเราเอาชนะยอดทีมจากสเปนได้ เท่ากับว่า สิงโตน้ำคราม เชลซี ผ่านทีมที่ดีที่สุดในโลกมาแล้ว จากนี้ไม่ต้องกลัวใคร  ใครก็ได้บอกเลยนาทีนี้ 

บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ที่ : chelsea-th.com
เฟซบุ๊กแฟนเพจ : chelsea-th

เชลซี 2-0 ฟูแล่ม

บทสรุปหลังเกม เชลซี 2-0 ฟูแล่ม | ไค ฮาแวร์ทซ์ โชว์ฟอร์มแจ่ม กดสองตุงเกมปะทะ เจ้าสัวน้อย

บทสรุปหลังเกม เชลซี 2-0 ฟูแล่ม | ไค ฮาแวร์ทซ์ โชว์ฟอร์มแจ่ม กดสองตุงเกมปะทะ เจ้าสัวน้อย

เชลซี 2-0 ฟูแล่ม
Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter
Share on linkedin
LinkedIn

สิงโตน้ำเงินคราม คว้าสามแต้มเต็มในเกมลอนดอนดาร์บี้แมทซ์กับ เจ้าสัวน้อย โดยเกมนี้ได้ ไค ฮาแวร์ทซ์ ที่เหมาสองประตู จบเกม เชลซี 2-0 ฟูแล่ม

ผู้เล่นเชลซี วิ่งมาฉลองหลัง ฮาแวร์ทซ์ ยิงให้เชลซีขึ้นนำ 1-0

บทสรุปหลังเกม เรอัล มาดริด 1-1 เชลซี

บทสรุป เชลซี 2-0 ฟูแล่ม | จบลงไปแล้วสำหรับ พรีเมียร์ลีก สัปดาห์ที่ 34 สิงโตน้ำเงินคราม คว้าสามแต้มสำคัญได้สำเร็จเกมนี้ก่อนเกมการแข่งขันสื่อหลายสำนักต่างมองว่าทีมเยือนต้องมาเล่นตั้งรับและคอยสวนกลับตามสไตล์ เวลาทีมรองบ่อนต้องดวลกับทีมใหญ่ แต่ สก็อตต์ พาร์คเกอร์ กุนซือหนุ่มของ เจ้าสัวน้อย ไม่ได้ทำแบบนั้น อดีตแข้งเชลซี สั่งให้ลูกทีมเปิดเกมบุกแลกกับ สิงห์บลูส์ แบบไม่เกรงกลัวเจ้าถิ่นแม้แต่น้อย และที่สำคัญคือนักเตะทีมเยือนทำได้ค่อนข้างดี พวกเขาเปิดเกมบุกใส่เชลซีได้หลายจังหวะ และยังทำได้ดีกว่าเจ้าถิ่นอีกด้วย

อย่างไรก็ตามด้วยคุณภาพและปัจจัยหลายๆอย่าง ทำให้เชลซี เด็ดขาดกว่าทีมเยือนในจังหวะจบสกอร์และได้ประตูออกนำไปก่อน จาก ไค ฮาแวร์ทซ์ ตั้งแต่นาทีที่ 10 ของเกม และมาได้ประตูปิดท้ายจาก ไค ฮาแวร์ทซ์ คนเดิม ตั้งแต่ช่วงต้นครึ่งหลัง

หลังจากนั้น โธมัส ทูเคิล ก็เปลี่ยนแผนลงมาตั้งรับทันทีเพื่อลดการใช้พลังงาน เพราะมีเกมสำคัญกลางสัปดาห์รออยู่ และนั่นเองทำให้รูปเกมดูจืดลงไป ความเหนียวแน่นในเกมรับของ เชลซี ทำให้ เจ้าสัวน้อย หาช่องเจาะเข้าไปทำประตูไม่ได้เลย จริงอยู่ที่พวกเขามีโอกาสได้ประตูหลายจังหวะ แต่ เอดูอาร์ เมนดี้ ก็โชว์ฟอร์มเทพเช่นเดียวกันจึงช่วยทีมรักษาคลีนชีตเอาไว้ได้อีกหนึ่งเกม

ผู้เล่นอย่าง เมสัน เมาท์ พัฒนาฝีเท้าขึ้นมาอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นนักเตะที่ เชลซี จะขาดไม่ได้ แข้งทีมชาติอังกฤษโชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่นในเกมนี้ เมาท์ รักษามาตรฐานการเล่นได้อย่างคงเส้นคงวา จึงไม่แปลกหากหากเจ้าตัวจะขึ้นเป็นซูเปอร์สตาร์ของทีมและวงการลูกหนังในอนาคต

ด้าน 2 แข้งชาวเยอรมันก็ทำได้ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน ไค ฮาแวร์ทซ์ ที่ยืนเป็นกองหน้าตัวหลอกในเกมนี้ ยิงได้ถึง 2 ประตูและเกือบทำแฮตทริกได้หากลูกที่ยิงเข้าไปในครึ่งแรกไม่ล้ำหน้าเสียก่อน สิ่งที่เห็นได้ชัดจากเกมนี้คือ ความเยือกเย็นในจังหวะจบสกอร์ ที่ทำได้เนียนตาทั้งสองประตูจนทำให้แฟนเริ่มเห็นฟอร์มร่างทองกับ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น อยู่กลายๆ ไม่แน่เราอาจได้เห็นฟอร์มเทพของเจ้าตัวอีกครั้งในฤดูกาลหน้า

เช่นเดียวกับ ติโม แวร์เนอร์ ที่ในเกมนี้จะไม่มีชื่อเป็นผู้ทำประตูแต่ดาวยิงความเร็วสูงยังมีชื่อแอสซิสต์มให้เพื่อนยิงประตูได้อีกครั้งนึง จนถึงตอนนี้เจ้าตัวทำได้แล้ว 11 ประตู กับอีก 10 แอสซิสต์ ถือเป็นตัวเลขที่ไม่เลวเลยกับฤดูกาลแรกในพรีเมียร์ลีก แม้แฟนบอลหลายคนจะผิดหวังที่ไม่ได้เห็น แวร์เนอร์ ยิงประตูแบบถล่มทลาย แต่อย่างน้อยเขาก็ยังมีส่วนร่วมและเป็นนักเตะคนสำคัญของทีมในฤดูกาลนี้

จังหวะหนีห่าง 2-0 เชลซี 2-0 ฟูแล่ม
3 นักเตะร่วมดีใจหลังเชลซีหนีห่าง 2-0

สถิติหลังจบเกม

เชลซี

สถิติสำคัญ

ฟูแล่ม

49%

การครองบอล

51%

9

จำนวนยิงทั้งหมด

10

1

ยิงออกนอกกรอบ

4

9

สร้างโอกาส

8

435

ความแม่นยำในการผ่านบอล

446

85%

ความสำเร็จในการผ่านบอล

86%

15

ฟาวล์

8

1

เตะมุม

8

7

ล้ำหน้า

1

ตัดเกรดแข้งเชลซีหลังจบเกม

11 ผู้เล่นตัวจริง

เอดูอาร์ เมนดี้ : 7.5
มีจังหวะเซฟสวยๆ หลายครั้งในเกมนี้ และช่วยทีมเก็บสถิติคลีนชีตเพิ่มอีกนัดได้สำเร็จ

อันเดรียส คริสเตนเซ่น : 7.5
นักเตะตอบแทนความไว้ใจของ ทูเคิ่ล ได้อย่างยอดเยี่ยม การมีเขายืนป้องกันในแนวรับช่วยให้แฟนบอลรู้สึกอุ่นใจมากขึ้น

ติอาโก้ ซิลวา : 7.5
ขาดไปไม่ได้จริงๆ สำหรับผู้นำในแนวรับอย่าง ซิลวา ความนิ่งในเกมนี้ช่วยทีมได้หลายจังหวะและไม่มีลูกผิดพลาดให้เห็น

เคร์ท ซูม่า : 7 
ช่วยเกมรับได้ตามมาตรฐานของตัวเอง แต่เกมรุกยังคงเป็นรอง รือดิเกอร์

รีซ เจมส์ : 7.5 
เกมรุกค่อนข้างเงียบในเกมนี้ แต่เกมรับทำได้ดีและมีจังหวะช่วยทีมหลายครั้ง

บิลลี่ กิลมอร์ : 7
แม้จะมีผิดพลาดทำเสียบอลอยู่หลายครั้งแต่ยังพอให้อภัยได้ ยังต้องพัฒนาฝีเท้าต่อไป

เมสัน เมาท์ : 7.5
สร้างสรรค์เกมรุกได้ยอดเยี่ยมและมีแอสซิสต์ในเกมนี้ด้วย นอกจากนี้ยังลงมาช่วยทีมเล่นเกมรับอีกด้วย 

เบน ชิลเวลล์ : 7
วันนี้ค่อนข้างเงียบสำหรับ ชิลเวลล์ แต่ยังเติมขึ้นไปเล่นเกมรุกได้หลายครั้ง

ฮาคิม ซีเย็ค : 6
เป็นอีกเกมที่ ซีเย็ค ทำได้ไม่ค่อยดีนัก มีส่วนร่วมกับทีมค่อนข้างน้อยก่อนโดนเปลี่ยนตัวออกไป

ติโม แวร์เนอร์ : 7 
ยังมีจังหวะขาดๆเกินๆ อยู่หลายครั้ง แต่ก้ไม่มีจังหวะพลาดแบบไม่น่าให้อภัย แถมยังมีแอสซิสต์อีกด้วย

ไค ฮาแวร์ทซ์ : 8
ความนิ่งในการจบสกอร์ ทำให้เจ้าตัวกลายเป็นผู้เล่นยอดเยี่ยมในเกมนี้ 2 ประตูในวันนี้ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้ ฮาแวร์ทซ์ มากขึ้น

ตัวสำรอง

เอ็นโกโล ก็องเต้ (แทน ซีเย็ค น. 66) : 6.5 
ลงมาช่วยทีมเล่นเกมรับ และช่วยทีมรักษาคลีนชีตไว้ได้ 

แทมมี่ อับราฮัม (แทน เมาท์ น. 76) : 5
ถูกเปลี่ยนลงสนามมาแต่มีส่วนร่วมกับทีมค่อนข้างน้อย

มาร์กอส อลอนโซ่ (แทน ชิลเวลล์ น. 81) : N/A 

ชิลเวลล์ พาบอลหนีผู้เล่น ฟูแล่ม เชลซี 2-0 ฟูแล่ม
เบน ชิลเวลล์ พาบอลหนีผู้เล่น ฟูแล่ม

บทสรุป

เชลซี ภายใต้การนำทัพของ โธมัส ทูเคิ่ล กำลังเล่นได้อย่างมั่นใจและดีวันดีคืน พวกเขาไม่เกรงกลัวทีมใดและพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับคู่แข่งไม่ว่าจะเป็นทีมไหนก็ตาม ด้วยคุณภาพนักเตะที่ไม่เป็นรองใครแถมยังมีงบในการเสริมทีมค่อนข้างเยอะ ไม่แน่ว่าทูเคิ่ล อาจจะสร้าง เชลซี ให้กลายเป็นทีมที่ไม่มีใครอยากเจอเหมือนที่เขาเคยพูดเอาไว้ตอนเปิดตัวกับสโมสรก็ได้ใครจะไปรู้

บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ที่ : chelsea-th.com
เฟซบุ๊กแฟนเพจ : chelsea-th

เรอัล มาดริด 1-1 เชลซี

บทสรุปหลังเกม เรอัล มาดริด 1-1 เชลซี | พูลิซิช โชว์เทพ เบนเซม่า โชว์เก๋า จบเจ๊ากันไป

บทสรุปหลังเกม เรอัล มาดริด 1-1 เชลซี | พูลิซิช โชว์เทพ เบนเซม่า โชว์เก๋า จบเจ๊ากันไป

เรอัล มาดริด 1-1 เชลซี
Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter
Share on linkedin
LinkedIn

เชลซี กุมความได้เปรียบเล็กน้อยหลังจบเกม เรอัล มาดริด 1-1 เชลซี คว้าอเวย์โกล์สำคัญกลับบ้าน ศึก ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ ลีก รอบรองชนะเลิศ ยกแรก

Pulisic
คริสเตียน พูลิซิช ดีใจแบบสุดเหวี่ยงหลังซัดประตูขึ้นนำแบบเหนือชั้น

บทสรุปหลังเกม เรอัล มาดริด 1-1 เชลซี

เกมนี้ เรอัล มาดริด ใช้ระบบ ‘หลังสาม’ โดยได้ ราฟาเอล วาราน ที่หายจากอาการโควิดกลับมายืนประจำการในแดนหลัง โดยมี ดานี่ คาบาฆาล กับ มาร์เซโล่ ลงเล่นเป็น ‘วิงแบ็ค’ ด้านกองกลางใช้ 3 นักเตะตัวเก๋ายืนเป็นตัวจริงทั้งหมด ซึ่งการปรับหมากมายืนหลัง 3 ของซีดานในเกมนี้แสดงให้เห็นว่าพวกเขาไม่ต้องการเสียประตูในเกมนี้

ด้านทีมเยือนเล่นระบบหลังสามอยู่แล้วนับตั้งแต่การเข้ามาทำหน้าที่กุนซือของ โธมัส ทูเคิ่ล แม้ในผังจะเป็น 3-4-3 แต่ความจริงแล้ว ทูเคิ่ล ใช้ จอร์จินโญ่ เป็นตัวโฮลบอลยืนอยู่ด้านหน้าของแผงหลังในเกมนี้ และดัน เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ขึ้นไปเล่นในระนาบเดียวกับเมสันเมาน์ทและ คริสเตียน พูลิซิช โดยมี ติโม แวร์เนอร์ ยืนค้ำในแดนหน้า 

ทูเคิ่ลวางหมากมาในเกมนี้เพื่อทำลายการทำเกมจากแดนกลางที่เป็นจุดเด่นของทางเจ้าบ้าน ทำให้ ลูก้า โมดริช กับ โทนี่ โครส ไม่สามารถสร้างสรรค์เกมตามที่ตัวเองถนัดมากนัก ในขณะเดียงกันผู้เล่นวิงแบ็คทั้งสองฝั่งของเชลซีก็ดันขึ้นมาเล่นเกมรุกสูฃเหมือนกับพวกเขาเล่นเป็นปีกในเกมนี้ทำให้เกมบุกเชลซีดูไหลลื่นและทำเกมบุกได้อย่างวูวาบโดยเฉพาะในครึ่งแรก

สิงโตน้ำเงินคราม เล่นได้อย่างยอดเยี่ยมตั้งแต่ต้นเกม พวกเขาเดินหน้าบุกโดยไม่เกรงกลัวศักดิ์ศรีและความยิ่งใหญ่ของราชันชุดขาว และมีโอกาสได้ลุ้นประตูจาก ติโม แวร์เนอร์ ที่ยิงจ่อๆไปติดเซฟอดีตนายทวารเชลซีแบบเหลือเชื่อและอีกไม่กี่นาทีต่อมาเจ้าตัวก็มีโอกาสได้ส่องประตูอีกครั้งแต่ก็ยังไม่ดีพอ

อย่างไรก็ตามทีมเยือนก็มาได้ประตูขึ้นนำจนได้ จากความนิ่งของ คริสเตียน พูลิซิช ที่เลี้ยงบอลหนี กูร์กตัวส์ ก่อนยิงเข้าไปง่ายๆ ส่งเชลซีออกนำไปก่อน 1-0 กุมความได้เปรียบในฐานะทีมเยือนตั้งแต่ต้นเกม

เชลซียังดูเหนือกว่าจริงหากมองภาพรวมในครึ่งแรกแต่ เรอัล มาดริด ที่เก๋าเกมสุดๆในรายการนี้ก็ยังมาไล่ตามตีเสมอได้สำเร็จจาก เบนเซม่า ที่กลายเป็นเดอะ แบก ของ โลสบลังโกส ชุดนี้อย่างแท้จริงหลังต้องตกอยู่ภายใต้ร่มเงาของ CR7 มาอย่างยาวนาน 

เกมในครึ่งหลังเป็นเรอัล มาดริด ที่ดูดีขึ้นและเล่นได้เหนือกว่าเชลซี แต่เกมรับที่เหนียวแน่นบวกกับความสุดยอดของ เอ็นโกโล่ ก้องเต้ บุรุษที่สื่อรวมไปถึงแข้งดังมากมายต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเขาคือชายผู้มี 15 ปอด เจ้าตัววิ่งพล่านไปทั่วทั้งสนาม ทำได้ดีเยี่ยมทั้งรุกและรับจนคว้ารางวัล แมน ออฟ เดอะ แมทซ์ ในเกมนี้ไปครอง

สถิติหลังจบเกม

เรอัล มาดริด

สถิติสำคัญ

เชลซี

51%

การครองบอล

49%

9

จำนวนยิงทั้งหมด

11

6

ยิงออกนอกกรอบ

2

10

สร้างโอกาส

10

506

ความแม่นยำในการผ่านบอล

502

87%

ความสำเร็จในการผ่านบอล

89%

11

ฟาวล์

9

4

เตะมุม

6

2

ล้ำหน้า

2

ตัดเกรดแข้งเชลซีหลังจบเกม

11 ผู้เล่นตัวจริง

เอดูอาร์ เมนดี้ : 6
แม้ว่าตลอดทั้ง เมนดี้ จะไม่ได้โชว์ฟอร์มซักเท่าไหร่ และเสียประตูในเกมนี้อีกด้วยแต่ก็ต้องยอมรับว่าประตูที่เสียนั้น จนปัญญาที่จะป้องกันเอาไว้จริงๆ

อันเดรียส คริสเตนเซ่น : 7
กลายเป็นแนวรับตัวหลักของทีมไปแล้วในระยะหลัง ความนิ่งที่มีเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดช่วยให้เชลซีเก็บคลีนชีตได้มากมายยามมี คริสเตนเซ่นยืนเป็นตัวจริงในแดนหลัง เกมนี้เจ้าตัวก็เล่นได้โดดเด่นเช่นกัน โดยตัดบอลได้ 3 ครั้ง และไม่มีข้อผิดพลาดอะไร

ติอาโก้ ซิลวา : 7.5
ความเก๋าเกมของ ซิลวา ช่วยเกมรับเชลซีได้เยอะมากในเกมนี้ ช่วยป้องกันไม่ให้ทีมต้องเจอกับจังหวะอันตรายหลายครั้ง

อันโตนิโอ รือดิเกอร์ : 7.5 
ช่วยเกมรับได้แข็งแกร่ง ยืนตำแหน่งเยี่ยม สปีดไม่มีตก แถมมีส่วนร่วมกับประตูขึ้นนำ 1-0 ที่วางบอลยาวให้กับ พูลิซิช

เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า : 6 
ช่วงแรกๆ รับมือกับ วินิซิอุส จูเนียร์ ได้ดี แต่หลังจากนั้นเริ่มเอาไม่อยู่ ก่อนถูกเปลี่ยนตัวออกกลางครึ่งหลัง

เอ็นโกโล่ ก็องเต้ : 8
แทบจะโผล่ทุกที่ในสนาม ช่วยตัดเกมได้ดี แถมวิ่งบุกตะลุยได้มันส์หยด จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ ที่มีสถิติพาบอลผ่านนักเตะทีมคู่แข่งถึง 6 ครั้ง ซึ่งมากสุดในเกมนี้

จอร์จินโญ่ : 7.5
ประสานงานแดนกลางกับ ก็องเต้ ได้ดี ตัดบอลได้ 3 ครั้ง ซึ่งมากสุดในทีมเท่ากับ คริสเตนเซ่น 

เบน ชิลเวลล์ : 7
ช่วยทีมได้ดีพอสมควรทั้งรับและรุก สร้างโอกาสให้เพื่อนลุ้นทำประตู 2 หน ซึ่งมากสุดอันดับสองของทีม  (รองจาก พูลิซิช ที่ทำได้ 3 ครั้ง)

เมสัน เมาท์ : 7 
เป็นเกมที่สร้างโอกาสให้เพื่อนลุ้นทำประตูไม่ได้เลยแม้แต่หนเดียว ทว่ามีความแม่นยำในการผ่านบอลเข้าเป้าสูงถึง 96% โดยเฉพาะการผ่านบอลในพื้นที่สุดท้าย และมีความมุ่งมั่นที่จะสร้างความแตกต่าง

คริสเตียน พูลิซิช : 8 
ร้ายและนิ่งมากๆ กับประตูขึ้นนำ 1-0 ที่เจ้าตัวพาบอลหลบ ติโบต์ กูร์กตัวส์ ก่อนยิงเข้าไป เล่นได้อันตรายมากๆ ในช่วงครึ่งชั่วโมงแรก สร้างโอกาสให้เพื่อนได้หลายครั้งด้วย แต่ค่อยๆ ดร็อปลงไป ก่อนถูกเปลี่ยนตัวออกช่วงกลางครึ่งหลัง

ติโม แวร์เนอร์ : 6
ช่วงต้นเกมมีโอกาสยิงจ่อๆ แต่ดันไปตรงตัวนายทวารทีมเจ้าถิ่น รวมแล้วทั้งเกมมีโอกาสยิง 4 หน ซึ่งมากสุดในทีม แต่ก็ไม่ดีพอเป็นประตู ถือเป็นเกมที่ค่อนข้างหน้าผิดหวังสำหรับเจ้าตัว แม้มีความทุ่มเทเพื่อทีมเต็มที่ก็ตาม

ตัวสำรอง

ฮาคิม ซิเย็ค (แทน พูลิซิช น. 66) : 6.5 
ได้ลุ้นยิง 2 หน มีส่วนร่วมกับเกมไม่น้อย ช่วยยกระดับเกมขึ้นมาได้ แต่ยังขาดในจังหวะสุดท้าย 

ไค ฮาแวร์ตซ์ (แทน แวร์เนอร์ น. 66) : 5.5
ใช้ความเร็วป่วนแนวรับเจ้าถิ่นได้บ้าง แต่ไม่มีทีเด็ดทีขาด

รีซ เจมส์ (แทน อัซปิลิกวยต้า น. 66) : 6
อย่างน้อยช่วยให้เกมรุกตรงริมเส้นดูมีชีวิตชีวามากกว่าตอน อัซปิลิกวยต้า อยู่ในสนาม 

เรอัล มาดริด 1-1 เชลซี

บทสรุป

 แม้จะไม่สามารถรักษาสกอร์นำได้ตลอดรอดฝั่งก็ตาม แต่สุดท้ายแล้วผลเสมอแบบมีสกอร์ทำให้ เชลซี กลับไปเล่นเกมเลกสองที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ พร้อมกับความได้เปรียบที่สำคัญมากๆ นั่นก็คือการได้ประตูทีมเยือนหรืออเวย์โกล

เพียงแค่พวกเขาเสมอแบบไร้สกอร์ในเกมนัดต่อไป นั่นก็เพียงพอที่จะทำให้ เชลซี ทะลุเข้ารอบชิงชนะเลิศได้ อย่างไรก็ตามเชื่อว่า ทูเคิ่ล คงไม่คิดที่จะมาเล่นเกมรับใน “เดอะ บริดจ์” แน่นอน เพราะการทำแบบนั้นกับ แชมป์ถ้วยใบโตยุโรป  13 สมัยถือเป็นการฆ่าตัวตายชัดๆ 

แต่แน่นอนว่าพวกเขาคงเล่นแบบรัดกุมซึ่ง กุนซือเลือดด๊อยท์ช ก็มักจะทำได้ดีเวลาวางหมากเพื่อเน้นผลการแข่งขัน ยิ่งไปกว่านั้นเกมหน้า เรอัล มาดริด ต้องเดินหน้ายิงประตูให้เร็วที่สุด งานนี้อาจจะได้เห็นทีเด็ดจากพวกแข้งความเร็วสูงของ “สิงห์บลูส์” ก็ได้ 

บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ที่ : chelsea-th.com
เฟซบุ๊กแฟนเพจ : chelsea-th

เรอัล มาดริด พบ เชลซี

พรีวิวฟุตบอล ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ ลีก รอบรองชนะเลิศ นัดแรก ระหว่าง เรอัล มาดริด พบ เชลซี

พรีวิวฟุตบอล ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ ลีก รอบรองชนะเลิศ นัดแรก ระหว่าง เรอัล มาดริด พบ เชลซี

เรอัล มาดริด พบ เชลซี
Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter
Share on linkedin
LinkedIn

พรีวิวฟุตบอล ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ ลีก รอบรองชนะเลิศ คืนวันอังคารที่ 27 เมษายน 2021 เวลา 02.00 น. เรอัล มาดริด พบ เชลซี

ศึกฟุตบอล ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ ลีก รอบรองชนะเลิศ นัดแรก เรอัล มาดริด พบ เชลซี มาดูพรีวิวและเช็คความพร้อมของทั้งสองทีมก่อนการแข่งขัน

พรีวิวฟุตบอล ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ ลีก เรอัล มาดริด พบ เชลซี

สนาม : เอสตาดิโอ อัลเฟรโด้ ดิ สเตฟาโน่  
ผู้ตัดสิน : ดานนี มัคเคลี่ (ฮอลแลนด์)
วันที่ : วันอังคารที่ 27 เมษายน 2021
Kick off : 02:00 น.
ถ่ายทอดสด : UEFA.tv

เรอัล มาดริด

ซีเนอดีน ซีดาน กุนซือเรอัล มาดริด พาทีมเข้ารอบนี้ หลังฝ่าด่านลิเวอร์พูลด้วยประตูรวม 3-1 ก่อนเสมอเรอัล เบติสแบบโนสกอร์ในเกมลีกล่าสุด ทำให้ไม่แพ้มา 17 เกมรวมทุกรายการ 

ความพร้อมเกมนี้ “ซิซู” ยังไม่มีทั้งลูกัส บาสเกซ, เซร์คิโอ รามอส และ แฟร์กล็องด์ เมนดี้ ที่เดี้ยงอยู่ก่อนแล้ว เช่นเดียวกับเฟเดริโก้ วัลเวร์เด้ ที่ติดโควิด 

ส่วนโทนี่ โครส ที่มีอาการเจ็บกล้ามเนื้อจนพลาดเกมล่าสุด แต่ ซีดาน ออกมายืนยันแล้วว่าฟิตทันพร้อมมีชื่อในเกมนี้ อีกข่าวดีก็คือ เอแด็น อาซาร์ ที่ฟิตกลับมาเป็นสำรองได้แล้ว ก็มีลุ้นเจอทีมเก่าด้วย แต่น่าจะเริ่มต้นบนม้านั่งสำรองไปก่อน

ขณะที่แกนหลักขาประจำรายอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเอแดร์ มิลิเตา, ราฟาแอล วาราน, กาเซมิโร่, ลูก้า โมดริช, คาริม เบนเซม่า และ วินิซิอุส จูเนียร์ ยังพร้อมบู๊เหมือนเดิม 

เชลซี

โธมัส ทูเคิ่ล กุนซือคนเก่งของเชลซี พาทีมเข้ารอบนี้มาแบบหวุดหวิด หลังเอาชนะปอร์โต้ด้วยประตูรวม 2-1 ก่อนเชือดเวสต์แฮม 1-0 ในเกมล่าสุด ทำให้เชลซีไม่แพ้มา 3 เกมแล้ว  

สภาพทีมเกมนี้ทีมเยือนไม่มีปัญหาอะไรรบกวนเพิ่มเติม มีเพียง มาเตโอ โควาซิช ที่ยังไม่หายเจ็บเอ็นหลังหัวเข่าเพียงแค่รายเดียว   

การจัดทัพคาดว่าน่าจะมีการปรับบ้างเล็กน้อย ในรายของรีซ เจมส์ และ ไค ฮาแวร์ตซ์ ที่เป็นแค่สำรองในเกมก่อน ก็มีลุ้นสลับมาออกสตาร์ท  

ส่วนแข้งขาประจำอย่างติอาโก้ ซิลวา, อันโตนิโอ รือดิเกอร์, จอร์จินโญ่, เมสัน เม้าน์ท และ ติโม แวร์เนอร์ ยังพร้อมช่วยทีมตามปกติ 

สถิติเรอัล มาดริด พบ เชลซี 5 นัดหลังสุด

เรอัล มาดริด : ชนะ 2 เสมอ 0 แพ้ 1
เชลซี : ชนะ 1 เสมอ 0 แพ้ 2

31/07/16 ไอซีซี เรอัล มาดริด 3 – 2เชลซี
08/08/13 ไอซีซี เรอัล มาดริด 3 – 1เชลซี
28/08/98 ยูฟ่า ซูเปอร์คัพ เรอัล มาดริด 0 – 1 เชลซี

ผลงาน 5 นัดหลังสุด

เรอัล มาดริด

25/04/21 เสมอ เรอัล เบติส 0-0 (เหย้า) ลา ลีกา
22/04/21 ชนะ กาดิซ 3-0 (เยือน) ลา ลีกา
19/04/21 เสมอ เคตาเฟ่ 0-0 (เยือน) ลา ลีกา
15/04/21 เสมอ ลิเวอร์พูล 0-0 (เยือน) ชปล.
11/04/21 ชนะ บาร์เซโลน่า 2-1 (เหย้า) ลา ลีกา

เชลซี

24/04/21 ชนะ เวสต์แฮม 1-0 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
21/04/21 เสมอ ไบรท์ตัน 0-0 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
17/04/21 ชนะ แมนฯ ซิตี้ 1-0 (สนามกลาง) เอฟเอ คัพ 
13/04/21 แพ้ ปอร์โต้ 0-1 (เหย้า) ชปล.
10/04/21 ชนะ คริสตัล พาเลซ 4-1 (เยือน) พรีเมียร์ลีก

คาดการณ์ 11 ผู้เล่นตัวจริงจาก Whoscored

เรอัล มาดริด (4-3-3)

ผู้รักษาประตู : ติโบต์ กูร์กตัวส์
กองหลัง : ดานี่ การ์บาฆัล, เอแดร์ มิลิเตา, ราฟาแอล วาราน, นาโช่ เฟร์นานเดซ
กองกลาง : โทนี่ โครส, กาเซมิโร่, ลูก้า โมดริช
กองหน้า : มาร์โก อเซนซิโอ, คาริม เบนเซม่า, วินิซิอุส จูเนียร์

ผู้จัดการทีม : ซีเนอดีน ซีดาน 

เชลซี (3-4-2-1)

ผู้รักษาประตู : เอดูอาร์ เมนดี้
กองหลัง : เซซ่าร์ อัซปิลิกวยต้า, ติอาโก้ ซิลวา, อันโตนิโอ รือดิเกอร์
กองกลาง : รีซ เจมส์, เอ็นโกโล่ ก็องเต้, จอร์จินโญ่, เบน ชิลเวลล์
กองหน้า : เมสัน เม้าน์ท, ติโม แวร์เนอร์ – ไค ฮาแวร์ทซ์  

ผู้จัดการทีม : โธมัส ทูเคิ่ล

ข้อมูลสถิติจาก : Whoscored

สกอร์ที่คาด : เรอัล มาดริด 0-1 เชลซี

บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ที่ : chelsea-th.com
เฟซบุ๊กแฟนเพจ : chelsea-th

เชลซี 3-1 ลีดส์

บทสรุปหลังเกม เชลซี 3-1 ลีดส์ | ชิรูด์ยิงอีก ซูม่าดาวซัลโวร่วม

เชลซีเดินหน้าเก็บชัยต่อเนื่องขึ้นรั้งจ่าฝูงชั่วคราวหลังจบเกม เชลซี 3-1 ลีดส์ ด้านชิรูด์ยังร้อนแรงต่อเนื่องส่วนซูม่าซัดประตูที่ 4 ขึ้นแท่นดาวซัลโวร่วมของทีม


เคิร์ต-ซูม่า
เคิร์ต ซูม่า ฉลองการทำประตูกับเพื่อนร่วมทีม

สรุปประเด็นหลังเกม เชลซี 3-1 ลีดส์

เชลซีพึ่งการันตีผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายด้วยอันดับที่ 1 หลังบุกไปถล่มเซบีย่ามา 4-0 เรียกได้ว่าเป็นสกอร์ที่ค่อนข้างเหลือเชื่อเพราะเชลซีโรเตชั่นนักเตะไปถึง 8 ต่ำแหน่งและที่เซอร์ไพร์สกว่าคือการกดคนเดียว 4 เม็ดของ ชิรูด์ นั้นสร้างความลำบากใจให้กับ แลมพาร์ด ในการเลือกศูนย์หน้าตัวจริงของทีม

นับเป็นความลำบากใจที่ค่อนข้างมีความสุขสำหรับผู้เป็นกุนซืออย่าง แฟรงค์ แลมพาร์ด ที่เขามีดาวยิงที่พร้อมทำประตูให้ทีมถึงสามคนอีกทั้งนักเตะแนวรุกสามารถเล่นทดแทนกันได้อีกหลายต่ำแหน่ง หากมีใครบาดเจ็บก็สามารถทดแทนกันได้หมด

เกมนี้เป็นครั้งแรกในฤดูกาลนี้เลยที่นักเตะเชลซีกลับมาฟิตสมบูรณ์ทุกคน พร้อมลงสนามช่วยทีมในช่วงที่โปรแกรมการแข่งขันถี่มากๆคือเตะกันทุก 3 วัน นับเป็นความโชคดีของเชลซีที่นักเตะกลับมาสมบูรณ์ได้ถูกเวลาพอดีในช่วงนี้ และนี่คือบทสรุปเกมที่เชลซีเปิดบ้านเอาชนะ ลีดส์ ยูไนเต็ดไปได้ 3-1

  1. ซูเปอร์แฟรงค์ กลับมาใช้ผู้เล่นหลักอีกครั้ง แน่นอนผู้รักษาประตูต้องเป็นของ เมนดี้ อยู่แล้วหากไม่มีปัญหาอาการบาดเจ็บ ส่วนคู่เซ็นเตอร์เป็น ติอาโก้ ซิลวา ที่สวมปลอกแขนกัปตันทีมจับคู่กับ คูร์ท ซูม่า คู่หูเซ็นเตอร์ที่ดีที่สุดในลีกในเวลานี้ แบ็คขวา รีซ เจมส์ ยึดตัวจริงยาวๆส่วนแบ็คซ้ายเป็น เบน ชิลเวลล์ ลงประจำการ
  2. ด้านกองกลาง เอ็นโกโล ก็องเต้ กับ เมสัน เมาท์ คือผู้เล่นมิดฟิลด์ที่การันตีการลงสนามแน่นอนส่วนอีกต่ำแหน่งเป็นของ ไค ฮาแวร์ทซ์ ที่พึ่งหายจากโควิด-19 กับมายึดตำแหน่งตัวจริงอีกครั้งแทนที่ของ โควาซิช ที่ถึงจะโชว์ฟอร์มดีมาตลอดที่ได้ลงสนาม แต่ ฮาแวร์ทซ์ คือผู้เล่นตัวหลักในใจของแลมพ์มากกว่า
  3. สามประสานแนวรุกเกมนี้เป็นไปตามคาด โอลิวิเยร์ ชิรูด์ ที่ฟอร์มร้อนแรงลงยืนเป็นหน้าเป้า โดยมี ฮาคิม ซีเย็ค และติโม แวร์เนอร์ คอยสนับสนุนอยู่ด้านข้าง จริงอยู่ที่ พูลิซิช กลับมาฟิตสมบูรณ์แต่ฟอร์มของชิรูด์ทำให้ สามประสานในฝันของแฟนเชลซี (ซีเย็ค-แวร์เนอร์-พูลิซิช) ยังไม่เกิดขึ้นจริง
  4. นับเป็นเกมแรกในรอบ 8 เดือนที่แฟนบอลสามารถเข้ามาชมเกมในสนามได้ ถึงแม้จะมีเพียงแค่ 2,000 คน แต่มันแตกต่างลิบลับกับช่วงที่ไม่มีแฟนบอลอยู่ในสนามเลย เพราะอย่างน้อยเสียงเชียร์จากแฟนบอลก็ช่วยเพิ่มแรกกดดันให้กับทีมเยือนไม่มากก็น้อย
  5. สิงห์บลูส์ เริ่มเกมได้อย่างดุดันมีโอกาสลุ้นทำประตูตั้งแต่ไม่ถึง 1 นาทีแต่เหมือนจะบุกเพลินไปหน่อยทำให้ ลีดส์ ได้เล่นลูกสวนกลับ คัลวิน ฟิลลิปส์ แทงทะลุช่องให้ แบมฟอร์ด อดีตเด็กปั้นของทีมหลุดไปล็อคหลบ เมนดี้ ที่ออกมาไกลจากปากประตูพอสมควรก่อนยิงเข้าไปง่ายๆให้ทีมเยือนออกนำไปก่อน 1-0 ช็อคแฟนบอลเล็กน้อย
  6. อย่างที่เราเห็นกันถ้าหากเป็นฤดูกาลก่อนๆ หากทีมโดนนำโอกาสที่จะพลิกกัลบมาชนะนั้นแทบเป็นไปได้ยาก แต่ในฤดูกาลนี้ การเสริมทัพที่ยอดเยี่ยมช่วยให้เชลซีกลายเป็นทีมที่สามารถเก็บชัยนะได้แม้จะถูกนำไปก่อน ทำให้แฟนเชลซียังมีหวังที่จะคว้าสามแต้มในเกมนี้
  7. ทั้งสองทีมผลัดกันรุกรับอย่างสนุก จริงอยู่ที่ทีมเยือนชื่อชั้นเป็นรองแต่ บิเอลซ่า ทำให้เห็นแล้วว่าพวกเขาพร้อมงัดทุกทีมแม้จะเป็นการมาเยือนทีมใหญ่ๆ ที่พวกเขาไปสร้างบาดแผลมาแล้วหลายครั้งในฤดูกาลนี้ แต่เชลซีเองก็มีฟอร์มที่ยอดเยี่ยมเช่นกันจึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะยิงเม็ดที่สอง
  8. เชลซีเกือบได้ปประตูตีเสมอแต่ ติโม แวร์เนอร์ ที่ยืนอยู่หน้าปากประตูและพยายามที่จะแปะบอลที่พุ่งมาทางเจ้าตัวแต่กลับกลายเป็นว่าช่วยสกัดบอลออกไปทั้งที่บอลกำลังจะเข้าประตูอยู่แล้ว แถมจังหวะที่ยิงซ้ำจ่อๆ ก็ดันไปโดนคานซะอย่างนั้น พลาดตีเสมอไปอย่างเหลือเชื่อ
  9. อย่างไรก็ตามความพยายามของเจ้าถิ่นก็ประสบผลสำเร็จ รีซ เจมส์ ที่เติมขึ้นมารับบอลมาจาก ซีเย็ค ก่อนจะเปิดเข้ากรอบไปให้ โอลิวิเย่ ชิรูด์ พุ่งชาร์จที่เสาแรกบอลเปลี่ยนทางเข้าประตูไปตามตีเสมอได้สำเร็จ แสดงให้เห็นว่าเขายังคงมีพิษสงในการทำประตูและไม่ผิดหวังที่เลือกเขาลงเป็นตัวจริงในวันนี้
  10. หลังดีใจได้แปบเดียวเชลซีก็ต้องมาเจอข่าวร้ายอีกครั้ง เมื่อฮาคิม ซีเย็ค มีอาการบาดเจ็บจนเล่นต่อไม่ไหวจนต้องเปลี่ยนกัปตันอเมริกาลงสนามมาแทน พึ่งกลับมาฟูลทีมได้ไม่นานก็ต้องสังเวยตัวหลักไปอีกคนนึง ซึ่งต้องตามดูว่าจะอาการหนักเพียงไหน ซึ่งได้แต่หวังว่าจะไม่เป็นไรมากเพราะนี่คือเดือนแห่งความยากลำบากอย่างแท้จริง การที่ผู้เล่นพร้อมลงสนามทุกคนย่อมดีกว่าอยู่แล้ว
  11. จบครึ่งแรกทั้งสองทีมเสมอกันไป 1-1 เชลซีพยายามหาช่องเจาะแต่ ลีดส์ ยังคงป้องกันได้อย่างดีและมีโอกาสสวนกลับให้ได้ลุ้นอยู่ตลอด ผลการแข่งขันยังออกได้ทุกหน้า
  12. รูปเกมในครึ่งหลังไม่แตกต่างจากครึ่งแรกมากนักคือต่างฝ่ายต่ายผลัดกันบุกเข้าใส่กัน มีโอกาสให้ลุ้นอยู่บ้างแต่ยังไม่มีสกอร์เกิดขึ้น คริสเตียน พูลิซิช พยายามมีส่วนร่วมกับเกมรุกและมีโอกาสได้ครองบอลหลายครั้งเจ้าตัวพยายามหาจังหวะจบสกอร์ด้วยตัวเองเพื่อเรียกความมั่นใจ แต่จังหวะสุดท้ายก็ยิงไม่ดี ไม่ก็ไปติดบล็อกแนวรับทีมเยือน ซึ่งเจ้าตัวคงหงุดหงิดพอสมควร จริงอยู่เรื่องการครองบอลหายห่วงจนบางครั้งแอบนึกถึงอาซาร์อยู่เหมือนกัน แต่สิ่งที่ พูลิซิช ยังต้องแก้ไขคือพยายามสร้างโกาสให้เพื่อนมากขึ้นแทนที่จะหาช่องยิงด้วยตัวเอง อาจจะดีกว่านี้ส่วนจังหวะทำประตูจะมาถึงเองหากอยู่ถูกที่ถูกเวลา เหมือนกับประตูปิดท้ายที่เขายิงได้ เมื่อเห็นแวร์เนอร์กระชากบอลฉีกแนวรับเจ้าตัวไม่รอช้าวิ่งไปกลางกรอบเขตโทษ ก่อนแวร์เนอร์จะถวายพานมาให้เจ้าตัวจะสไลด์บอลเข้าประตูไป ด้วยวัยที่ยังน้อยยังมีโอกาสที่เจ้าตัวจะพัฒนาให้เป็นยอดนักเตะได้ในอนาคต หากไม่เจอปัญหาอาการบาดเจ็บเล่นง่านซะก่อน
  13. พูดถึงติโม แวร์เนอร์ ซึ่งเหมือนวันนี้จะไม่ใช่วันของเขาแต่สุดท้ายเจ้าตัวก็มีแอสซิสต์เป็นรางวัลปลอบใจแม้จะไม่ได้ยิงประตูก็ตาม จังหวะที่กองหน้าชาวเยอรมันกระชากบอลหนีแนวรับด้วยสปีดที่เหนือกว่าคู่แข่งแบบขาดลอย และสิ่งที่สำคัญคือนี่เป็นช่วงทดเจ็บแล้วแต่แกวิ่งเหมือนพึ่งลงสนามมา คือเราเห็นแล้วยังว้าวกับความฟิตของเขา แม้จะไม่มีประตูและมีจังหวะผิดพลาดบ่อยครั้งแต่โดยรวมแล้วเขาคือผู้เล่นที่มีส่วนสำคัญกับชัยชนะของทีมในวันนี้
  14. ประตูขึ้นนำ 2-1 จาก ซูม่า นั้นช่วยคลายความกดดันให้เจ้าถิ่นไปพอสมควร จากนักเตะที่ถูกแฟนบอลด่าและวิจารณ์หลายครั้งจากความผิดพลาดแบบไม่น่าเกิดขึ้น แต่การเข้ามาของ ติอาโก้ ซิลวา ส่งให้แนวรับทีมชาติฝรั่งเศสยกระดับตัวเองให้กลายเป็นกองกลังระดับแถวหน้าในฤดูกาลนี้ เกมรับที่ค่อนข้างโดดเด่นและลูกกลางอากาศที่เป็นจุดเด่นของเขา ช่วยให้เกมรับเสียประตูยากขึ้น ด้านเกมรุกก็สามารถโหม่งทำประตูในพรีเมียร์ลีกจนขึ้นมาเป็นดาวซัลโวร่วมกับติโม แวร์เนอร์ที่ 4 ประตู เจ้าตัวพัฒนาขึ้นมาได้อย่างเหลือเชื่อซึ่งถ้าหากรักษามาตรฐานนี้เอาไว้ได้ เชลซีคงได้ลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกในปีนี้อย่างแน่นอน
  15. เป็นเวลากว่า 13 นัดแล้วที่เชลซีสะกดคำว่าแพ้ไม่เป็นซึ่งถ้าหากนับเฉพาะใน 90 นาทีก็ 16 นัดแล้วที่พวกเขาไม่แพ้ใคร นับเป็นผลงานที่สุดยอดและดีที่สุดในยุคของแฟรงค์ แลมพาร์ด กุนซืออย่างเจอร์เก้น คล็อปปผู้พาหงส์แดงพิชิตแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาลก่อน ก็ออกมายอมรับว่าเชลซีจะกลายเป็นอีกหนึ่งทีมที่ขึ้นมาลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ อย่างไรก็ตามเวลาเท่านั้นที่จะพิสูจน์ว่าสุดท้ายยนี้เชลซีจะสามารถมีถ้วยรางวัลมาประดับสโมสรเพิ่มได้หรือไม่

ไฮไลท์เชลซี 3-1 ลีดส์ ยูไนเต็ด

สถิติสำคัญหลังจบเกม

เชลซี – 45.8%  การครองบอล – 54.2% – ลีดส์ ยูไนเต็ด
23 – จำนวนยิงทั้งหมด – 8
11
ยิงเข้ากรอบ3
7
– ยิงออกนอกกรอบ – 4
22
– สร้างโอกาส – 7
318
– ความแม่นยำในการจ่ายบอล – 395
78%
– ความสำเร็จในการผ่านบอล – 82%
8
– เตะมุม – 4
1
– ล้ำหน้า – 4
12
– ฟาวล์ – 9
0
– ใบเหลือง – 2
0
– ใบแดง – 0

ตัดเกรดแข้งเชลซีหลังจบเกม

รีซ เจมส์ – 8.5
แบ็คขวาลูกหม้อของสโมสรลงเล่นครบ 50 นัดให้กับเชลซีชุดใหญ่ในเกมนี้และทำผลงานได้อย่างโดดเด่นทั้งเกมรุกและเกมรับ แถมเจ้าตัวมีแอสซิสต์ให้ชิรูด์พังประตูในเกมนี้อีกด้วย

โอลิวิเยร์ ชิรูด์ – 8
ยังคงรักษามาตรฐานการยิงประตูได้อย่างต่อเนื่อง เกมนี้มีโอกาสหลายครั้งและยิงได้ 1 ประตูเรียกได้ว่าเจ้าตัวคือเบอร์ 1 สำหรับกองหน้าตัวเป้าของเชลซีในเวลานี้เลยก็ว่าได้

เมสัน เมาท์ – 8
กองกลางทีมชาติอังกฤษรายนี้กลายเป็นผู้เล่นที่เชลซีจะขาดไม่ได้อีกแล้วในเวลานี้ เขามีส่วนร่วมทั้งเกมรุกและเกมรับก็ใช้ความขยันลงไปช่วยทีมอยู่เสมอ เกมนี้มี 1 แอสซิสต์ให้กับ คูร์ต ซูม่า ด้วย

คูร์ท ซูม่า – 7.5
กลางเป็นกองหลังเบอร์ 1 ของทีมไปแล้วในขณะนี้ เกมรับที่ทำได้อย่างยอดเยี่ยมและยังทำประตูจากลูกตั้งเตะได้บ่อยครั้งจนขึ้นมาเป็นดาวซัลโวร่วมกับ ติโม แวร์เนอร์ หากรักษาฟอร์มการเล่นได้รับรองมีถ้วยติดไม้ติดมือแน่นอน

เอดูอาร์ เมนดี้ – 5.5
แม้จะตัดสินใจผิดพลาดในจังหวะที่เสียประตูแรก แต่เจ้าตัวยังรักษาฟอร์มที่เหนียวหนึบได้อย่างดี ช่วยป้องกันประตูได้หลายครั้งในเกมนี้

ติโม แวร์เนอร์ – 5
แวร์เนอร์ โดดเด่นมากในเกมนี้ แม้จะพลาดทำให้ทีมพลาดโอกาสได้ประตู และยิงประตูไม่ได้ทั้งที่ได้หลุดไปดวล 1-1 กับ ผู้รักษาประตู แต่อย่างน้อยเจ้าตัวก็ยังมีแอสซิสต์ให้กับ พูลิซิช เป็นรางวัลปลอบใจ

ติอาโก้ ซิลวา (7), เบน ชิลเวลล์ (7), คริสเตียน พูลิซิช (7), มาเตโอ โควาซิช (6.5), เอ็นโกโล่ ก็องเต้ (6.5), ไค ฮาแวร์ทซ์ (6), ฮาคิม ซีเย็ค (6), แทมมี่ อับราฮัม (n/a)

ที่มา : Tribuna.com

บทสรุป

เชลซีขึ้นนำเป็นจ่าฝูงชั่วคราวได้สำเร็จหลังจบเกมนัดนี้ ที่เหลือก็เพียงรอแช่ง ลิเวอร์พูลและสเปอร์สไม่ให้มีแต้มในเกมสัปดาห์นี้ หากพวกเขาต้องการนำเป็นจ่าฝูงเดี่ยวๆหลังจบนัดที่ 11

อย่างไรก็ตามทั้งสองทีมก็มีฟอร์มที่ดีเช่นกัน โดยเฉพาะสเปอร์สของมูรินโญ่ ที่ฟอร์มร้อนแรงเหลือเกิน ขณะที่แชมป์เก่าที่เจอปัญหาผู้เล่นตัวหลักบาดเจ็บหลายรายแต่ก็ยังเก็บแต้มได้เรื่อยๆ ต้องยอมรับในฝีมือของ คล็อปป์ จริงๆที่สามารถทำให้นักเตะเล่นทดแทนกันได้แม้ว่าจะไม่ได้เทียบเท่ากับตัวจริงแต่ก็เก็บแต้มสำคัญๆได้เสมอ

ฤดูกาลนี้ยังอีกยาวไกลต้องรอลุ้นกันต่อไป ส่วนโปรแกรมนัดต่อไปของเชลซี เป็นการเปิดบ้านรับ คราสโนดาห์ ในศึก ยูฟ่า แชมป์เปี้ยน ลีกที่ไม่มีผลอะไรแล้วแน่นอนว่าจะเป็นโอกาสของเหล่าแข้งสำรองที่จะได้โชว์ผลงานในเกมนี้ ส่วนตัวหลักก็ได้พักรอเล่นในนัดต่อไป


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ : chelsea-th.com
เว็บไซต์หลักของสโมสรเชลซี: chelseafc.com

คราสโนดาร์-พบ-เชลซี

พรีวิวฟุตบอล ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ ลีก นัดที่ 2 ระหว่าง คราสโนดาร์ พบ เชลซี

พรีวิวฟุตบอล ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ ลีก นัดที่ 2 คืนวันพุธที่ 28 ตุลาคม 2020 เวลา 00.55 น. คราสโนดาร์ พบ เชลซี สนามคราสโนดาร์ สเตเดี้ยม


ศึกฟุตบอล ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ ลีก นัดที่ 2 ของฤดูกาล คราสโนดาร์ พบ เชลซี มาดูพรีวิวและเช็คความพร้อมของทั้งสองทีมก่อนการแข่งขัน

พรีวิวฟุตบอล ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ ลีก คราสโนดาร์ พบ เชลซี

สนาม : คราสโนดาร์ สเตเดี้ยม
ผู้ตัดสิน : อาลี ปาลาบิยิค (ตุรกี)
วันที่ : วันพุธที่ 28 ตุลาคม 2020
Kick off : 00.55 น.

คราสโนดาร์

ผลงาน คราสโนดาร์ ของ มูรัด มูซาเยฟ ในยูซีแอลนัดแรกพาทีมเสมอแรนส์ 1-1 ก่อนกลับมาแพ้ในเกมลีกกับสปาร์ตัก มอสโก 1-3 นัดล่าสุด

ความพร้อมเกมนี้ มูซาเยฟ เจอปัญหาเยอะทีเดียวเมื่อไม่มีทั้ง เรมี่ กาแบลล่า และ เยฟเกนี่ มาร์คอฟ ที่ติดโควิด ส่วน วันแดร์ซอน, วิคเตอร์ เคลสเซ่น, รุสลัน คัมโบลอฟ, อเล็กซานเดอร์ เชอร์คินอฟ, เซอร์เก เปตรอฟ และ ดมิทรี สต็อตสกี้ มีอาการบาดเจ็บรบกวนไม่สามารถลงสนามได้

ส่วนผู้เล่นตัวหลักอย่าง อเล็กซานเดอร์ มาร์ติโนวิช กัปตันทีม, ตอนนี่ วิลเฮน่า, ยูริ กาซินสกี้, คริสเตียน รามิเรซ และ มาร์คุส เบิร์ก พร้อมลงสนามเกมนี้

เชลซี

เชลซี ของ แฟรง แลมพาร์ด ไม่ชนะใครมาแล้วสามนัดติดโดยเป็นการเสมอทั้ง 3 นัดรวมทุกรายการโดยนัดล่าสุดบุกไปแบ่งแต้มกับ แมนฯยู ที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ส่วนนัดแรกในรายการนี้เสมอกับ เซบีย่า ไปแบบไร้สกอร์

เกมนี้เชลซีไม่มี ติอาโก้ ซิลวา ที่ต้องการพักหลังลงสนามมาอย่างต่อเนื่อง ส่วน มาร์กอส อลอนโซ่ ยังติดโทษแบนเป็นนัดที่ 2 จาก 3 นัด

ผู้เล่นบาดเจ็บมีเพียง บิลลี่ กิลมอร์ และ เกปา อาร์ริซาบาลาก้า ที่ไม่สามารถลงสนามในเกมนี้ได้ ส่วนนักเตะตัวหลักที่เหลือ ฟิตสมบูรณ์พร้อมลงสนาม ส่วน ฮาคิม ซีเย็ค อาจจะต้องรอโอกาสในการลงสนามแบบครบ 90 นาทีต่อไป

สถิติคราสโนดาร์ พบ เชลซี 5 นัดหลังสุด

  • ทั้งสองทีมไม่เคยพบกัน

ผลงาน 5 นัดหลังสุด

คราสโนดาร์

24/10/20    แพ้ สปาร์ตัก มอสโก 1-3 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
21/10/20    เสมอ แรนส์ 1-1 (เยือน) ยูฟ่า ชปล.
17/10/20    ชนะ รูบิน คาซาน 3-1 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
05/10/20    แพ้ ดินาโม มอสโก 0-2 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
01/10/20    ชนะ พีเอโอเค 2-1 (เยือน) ยูฟ่า ชปล.

เชลซี

24/10/20    เสมอ แมนฯ ยูไนเต็ด 0-0 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
21/10/20    เสมอ เซบีย่า 0-0 (เหย้า) ยูฟ่า ชปล.
17/10/20    เสมอ เซาธ์แฮมป์ตัน 3-3 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
03/10/20    ชนะ คริสตัล พาเลซ 4-0 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
30/09/20    เสมอ สเปอร์ส 1-1 (เยือน) คาราบาว คัพ

บทความที่เกี่ยวข้อง : ภารกิจพิชิต ติโม แวร์เนอร์

คาดการณ์ 11 ผู้เล่นตัวจริงจาก Whoscored

line-up

คราสโนดาร์ (4-2-3-1)

ผู้รักษาประตู : มัตเว ซาโฟนอฟ
กองหลัง : คริสเตียน รามิเรซ, คาโย่, โซโลกิน, เปตรอฟ
กองกลาง : โอลด์สัน, ยูริ กาซินสกี้, คาเบลล่า, อัตกิน, อิกอร์ สโมลนิคอฟ
กองหน้า : มาร์คุส เบิร์ก

เชลซี (4-2-3-1)

ผู้รักษาประตู : เอดูอาร์ เมนดี้
แนวรับ : รีซ เจมส์, คูร์ท ซูม่า, อันเดรียส คริสเตียนเซ่น, เบน ชิลเวลล์
กองกลาง : เอ็นโกโล่ ก็องเต้, จอร์จินโญ่, คริสเตียน พูลิซิช, ไค ฮาเวิร์ทซ์, เมสัน เมาท์
กองหน้า : ติโม แวร์เนอร์

ข้อมูลสถิติจาก : Whoscored

สกอร์ที่คาด : คราสโนดาร์ 0-3 เชลซี


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ : chelsea-th.com
เว็บไซต์หลักของสโมสรเชลซี : chelseafc.com

บทสรุปหลังเกม-เชลซี-6-0-บาร์นสลีย์

บทสรุปหลังเกม เชลซี 6-0 บาร์นสลีย์ | ฮาแวร์ทซ์ แฮตทริก – ซิลวา,ชีลเวลล์ ประเดิม

สิงโตน้ำเงินคราม ผ่านเข้าสู่รอบ 4 คาราบาวคัพ หลังคืนฟอร์มเก่งในเกม เชลซี 6-0 บาร์นสลีย์ โดย ไค ฮาแวร์ทซ์ กดแฮตทริกพร้อมคว้า MOM ในเกมนี้


การแข่งขันฟุตบอลถ้วยรายการ คาราบาวคัพ รอบ 3 เชลซีเปิดบ้านรับการมาเยือนของ บาร์นสลีย์ โดยเกมนี้ แฟรง แลมพาร์ด ส่งผู้เล่นตัวจริงลงผสมกับผู้เล่นสำรองหลายต่ำแหน่ง แต่ด้วยความต่างชั้นทำให้จบเกม เชลซี 6-0 บาร์นสลีย์

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังเกม เชลซี 6-0 บาร์นสลีย์

บทสรุปหลังเกม-เชลซี-บาร์นสลีย์
ฮาแวร์ทซ์ และ อบราแฮม ที่เล่นได้อย่างยอดเยี่ยมในเกมนี้

เกมนี้ เชลซี มาในระบบ 4-3-3 ผู้รักษาประตูใช้ วิลลี่ กาบาเยโร่ ลงสนามเป็นตัวจริงในขณะที่ เกปา อาริซาบาลาก้า ไม่มีชื่อแม้กระทั่งตัวสำรอง

ในขณะที่แผงแบ็คโฟร์ เซ็นเตอร์คู่กลางเป็น ติอาโก้ ซิลวา ลงประเดิมสนามเป็นเกมแรก จับคู่กับ ฟิคาโย่ โทโมรี่ แบ็คขวากัปตันเดฟลงเป็นตัวจริงในเกมนี้ ขณะที่แบ็คซ้ายเป็น เอเมอร์สัน ลงตัวจริงในขณะที่ เบน ชีลเวลล์ มีชื่อเป็นตัวสำรอง

แดนกลางสามคนใช้ มาเตโอ โควาซิช ยืนคู่กับ รอสส์ บาร์คลีย์ คอยสนับสนุน ไค ฮาแวร์ทซ์ ในเกมรุก

ส่วนสามประสามในแนวรุกใช้ แทมมี่ อบราฮัม ยืนเป็นหน้าเป้าโดยมี เมสัน เมาท์น กับ คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย ยืนขนาบสองข้าง

ก่อนเกมนี้จะเริ่มขึ้น เชลซี ได้ใช้นักเตะใหม่ที่จะเข้ามาเป็นแกนหลักในฤดูกาลนี้เพียงแค่ 2 รายเท่านั้นนั่นก็คือ ติโม แวร์เนอร์ และ ไค ฮาแวร์ทซ์ ซึ่ง แวร์เนอร์ ทำผลงานได้ค่อนข้างน่าพอใจในขณะที่ ไค ฮาแวร์ทซ์ ที่ย้ายทีมมาด้วยค่าระดับสถิติสโมสรจึงถูกจับตามองเป็นพิเศษ ซึ่งจากฟอร์มการเล่นใน 2 นัดแรกที่ลงเป็นตัวจริง เขาทำได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นักจนถูกวิจารณ์อย่างหนัก

อย่างไรก็ตามผู้เป็นกุนซืออย่าง แฟรงค์ แลมพาร์ด ไม่ได้นิ่งดูดายออกมาปกป้องลูกน้องด้วยการให้เหตุผลว่า ไค มีเวลาให้ซ้อมกับเพื่อนร่วมทีมค่อนข้างน้อย จึงทำให้ความฟิตกับฟอร์มการเล่นยังดูไม่ค่อยน่าประทับใจเท่าไหร่ แน่นอนว่า ป๋าแฟรงค์ รู้ดีว่า ฮาแวร์ทซ์ คือยอดนักเตะและจะกลายเป็นแข้งระดับโลกได้แน่นอนแต่ตอนนี้สิ่งที่ต้องการคือเวลาในการปรับตัวเท่านั้น

ในขณะที่คนอื่นๆ ยังมีอาการบาดเจ็บและยังไม่ผ่านความฟิตทำให้พลาดลงสนามไป จนมาถึงเกมนี้ ป๋าแลมพ์ ได้โอกาสใช้แข้งใหม่เพิ่มขึ้นอีก 2 ราย นั่นก็คือ ติอาโก้ ซิลวา และ เบน ชีลเวลล์

เกมเมื่อคืนนี้ ไค ลงสนามเป็นตัวจริงเป็นนัดที่ 3 ในต่ำแหน่งที่เจ้าตัวถนัดมากที่สุดคือผู้เล่นหมายเลข 10 แม้เจ้าตัวจะสามารถเล่นได้ทุกตำแหน่งในเกมรุกแต่นี้คือตำแหน่งที่ดีที่สุดของ ฮาแวร์ทซ์ อย่างไม่ต้องสงสัย ซึ่งนี่คือตำแหน่งที่แฟนบอลอยากให้ ซูเปอร์แฟรงค์ ส่ง หนูไค ลงเล่นมากที่สุด ซึ่งมันก็เกิดขึ้นแล้วในเกมนัดนี้

มาถึงผู้เล่นมากประสบการณ์ที่ได้มาแบบฟรีๆ จาก เปแอสเช อย่าง ติอาโก้ ซิลวา ซึ่งมีโอกาสได้ประเดิมสนามในเกมนี้เป็นนัดแรกหลังจากรอมานาน นี่คือผู้เล่นที่ สาวกเชลซี คาดหวังว่าจะช่วยยกระดับเกมรับของเชลซีให้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ แม้อายุจะปาเข้าไปถึง 36 ปีแล้วแต่สภาพร่างกายโดยรวมยังดูดีกว่าผู้เล่นคนอื่นๆในวัยเดียวกัน

การเข้ามาของ ซิลวา เป็นที่ถกเถียงในหมู่แฟนบอลในช่วงแรก แต่ ณ ตอนนี้ทุกคนเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่านี่คือดีลที่ยอดเยี่ยมของเชลซี ประสบการณ์ของเจ้าตัวจะสามารถช่วยเหลือผู้เล่นเกมรับรุ่นน้องที่มีอยู่ได้อย่างแน่นอน และไม่จำเป็นต้องไปทุ่มเงินมหาศาลเพื่อที่จะซื้อเซ็นเตอร์เกรดเอ ซึ่งไม่รู้ว่าจะสามารถเล่นได้คุ้มกับเม็ดเงินที่ลงทุนไปหรือไม่

การแข่งขันนัดนี้เปรียบเสมือนการเล่นเกมปรีซีซั่นซึ่งเป็นโอกาสที่ดีที่จะให้ผู้เล่นได้เรียกฟอร์มและความฟิต

บทความที่เกี่ยวข้อง : บทสรุปตลาดซื้อขายนักเตะ

หลังเสียงนกหวีดดังขึ้น เชลซีได้โอกาสทำเกมบุกทันทีแต่ยังไม่ได้ลุ้นอะไรมาก การต่อบอลยังดูตะกุกตะกักไปบ้างและทำเสียบอลกันเองอยู่หลายจังหวะเช่นเดียวกับทีมเยือน ช่วงต้นเกม เกมรุกยังดูไม่ดีเท่าไหร่โดนทีมเยือนบุกมากกว่าด้วยซ้ำและได้โอกาสยิงไกลบ่อย เนื่องมาจากการขาดกองกลางตัวตัดเกมแบบธรรมชาติอย่าง ก็องเต้

ติอาโก้ ซิลวา เกมนี้ดูนิ่งแม้จะมีจังหวะพลาดให้เห็น แต่ภาพรวมแล้วเขาทำได้ดีในระดับที่น่าพอใจ ส่วน ไค มีส่วนร่วมกับเกมมากขึ้นแม้จะดูมีบางจังหวะที่ทำเสียบอลไปบ้าง แต่ดูมีความนิ่งและกล้าเล่นมากขึ้นและมีโอกาสได้ยิงด้วยแต่บอลเบาเกินไป

หลังจากขึ้นนำได้สำเร็จเหมือนเป็นการคลายความกดดันและทำให้ทีมเล่นได้สบายขึ้นก่อนมาได้ประตูที่ 2 จาก ไค ฮาแวร์ทซ์ ที่โดดเด่นมาตลอดและเป็นการยิงประตูแรกในสีเสื้อเชลซีได้สำเร็จ ในช่วงครึ่งแรกทีมเยือนมีโอกาสได้ส่องไกลหลายครั้งแต่ วิลลี่ กาบาเยโร่ ก็โชว์ฟอร์มเหนียวหนึบรับไว้ได้ทั้งหมด

โอดอย ที่ได้รับโอการลงเป็นตัวจริงแต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไรถึงโชว์ฟอร์มได้ไม่ค่อยดีแต่ก็ไม่ถึงน่าเกลียด ก่อนจบครึ่งแรกเชลซีนำไปก่อน 2-0 แต่ฟอร์มโดยรวมยังไม่ได้ดีมากหากดูจากคู่แข่งที่เจออยู่

ครึ่งหลังเชลซี เล่นได้ดีมากขึ้น อบราฮัม มีพัฒนาการที่ยอดเยี่ยมหากเทียบกับฤดูกาลก่อน เขาพยายามเล่นเพื่อทีมมากขึ้นและโดดเด่นมากในเกมนี้ การจับคู่กับ ไค ทำให้ดูเหมือนทั้งคู่เล่นด้วยกันมาอย่างยาวนาน

เชลซีบวกเพิ่มอีกถึง 4 ประตู ซึ่งเป็นการยิงแฮตทริกของ ไค ฮาแวร์ทซ์ อีกด้วยแน่นอนว่าแฟนบอลคงรู้สึกสบายใจที่ได้เห็นฟอร์มของ ไค เริ่มเข้าที่เข้าทางแล้ว

ในขณะที่ อบราฮัมที่ยิงประตูในเกมนี้ได้และยังแอสซิสต์อีก 2 ลูก ทำให้เห็นแล้วว่าการเข้ามาของ ติโม แวร์เนอร์ มีผลกระทบในทางบวกกับ อบราฮัม และทีมอย่างชัดเจน

เบน ชีลเวลล์ ได้โอกาสลงสนามมาในครึ่งหลังก็มีส่วนร่วมกับการทำประตูได้เลยจากลูกครอสจากริมเส้นที่เป็นลูกเก่งของเขา ไปให้ โอลิวิเยร์ ชิรูด์ ที่ลงมาเป็นตัวสำรองเช่นเดียวกับ โขกประตูปิดท้ายให้เชลซีเอาชนะบาร์นสลีย์ไปแบบขาดลอย 6-0

สถิติหลังจบเกม (Whoscored)

สถิติ เชลซี 6-0 บาร์นสลีย์

ตัดเกรดแข้งเชลซีหลังจบเกม (Sky Sports)

ตัวจริง : วิลลี่ กาบาเยโร่ (7), เซซาร์ อัซปิริกวยต้า (6), ฟิคาโย่ โทโมรี่ (6), ติอาโก้ ซิลวา (6), เอเมอร์ซัน พัลไมรี่ (6), รอสส์ บาร์คลีย์ (7), มาเตโอ โควาซิช (7), ไค ฮาแวร์ทซ์ (8), เมสัน เมาท์ (7), คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย (7), แทมมี่ อบราฮัม (7)

ตัวสำรอง : เคิร์ต ซูม่า (6), เบน ชีลเวลล์ (7),โอลิวิเยร์ ชิรูด์ (7)

บทสรุป

จากความผิดหวังในการพ่ายแพ้ต่อ ลิเวอร์พูล เมื่อนัดที่แล้วถูกลืมไปทันทีหลังจบการแข่งขันนัดนี้ ฟอร์มการเล่นโดยรวมของทีมดีขึ้นกว่าสองนัดที่ผ่านมา จริงอยู่ที่คู่แข่งอาจจะอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าแต่เชลซีก็ทำได้อย่างที่ควรจะเป็น

ไค ฮาแวร์ทซ์ เรียกความมั่นใจได้อย่างมากจากการยิงแฮตทริกและเล่นได้อย่างโดดเด่นจนคว้า แมน ออฟ เดอะ แมทซ์ ไปครอง เป็นการเรียกความมั่นใจรวมไปถึงฟอร์มการเล่นแบบที่ควรจะเป็นกลับมาได้สำเร็จ

อบราฮัม มีความพัฒนาที่ดีอย่างเห็นได้ชัด ความกระหายในการทำประตูรวมไปถึงความขยันและวิสัยทัศน์ที่ดีขึ้นส่งผลดีอย่างมากกับเจ้าตัวและทีมซึ่งถ้าหากเล่นได้ดีแบบดีอย่างต่อเนื่องรับรองว่า ติโม แวร์เนอร์ ไม่ได้สบายอย่างที่ใครคิดแน่นอน

ติอาโก้ ซิลวา มีความนิ่งและมีคว่มเป็นผู้นำที่ดี แฟนบอลส่วนใหญ๋เริ่มมั่นใจในเกมรับของทีมว่าดีขึ้นแน่นอนหลังจากนี้

เบน ชีเวลล์ ที่ถึงแม้จะมีเวลาลงเล่นไม่มากนักแต่ก็สามารถแสดงศักยภาพของตัวเองจนทำแอสซิสต์ให้กับ ชิรูด์ ได้อีก 1 ประตูซึ่งเกมรุกในปีนี้ของเชลซีจะต้องมีการแข่งขันที่สูงขึ้นและส่งผลดีขึ้นต่อทีมแน่นอนหากไม่หลุดฟอร์มกันไปก่อน

โดยรวมแล้วทุกอย่างในเกมนี้ถือว่ายอดเยี่ยมและหวังว่าหากแข้งตัวหลักๆลงสนามกันพร้อมหน้า โอกาสได้แชมป์สักรายการในฤดูกาลนี้ก็ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันอีกต่อไป


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ : chelsea-th.com
เว็บไซต์หลักของสโมสรเชลซี: chelseafc.com